เต๋าแห่งหน้ากาก: จากเหตุผลแห่งการสวมหน้ากากของคนตะวันออก ถึงแฟชั่นหน้ากากในโลกตะวันตก

Agenda
8 Apr 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

คนที่ชอบอะไรญี่ปุ่นๆ เช่น ชอบดูการ์ตูน ดูซีรีส์ หรือไปเที่ยวญี่ปุ่น คงไม่ประหลาดใจกับภาพคนญี่ปุ่นใส่หน้ากาก

        บางคนอธิบายว่า คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ถ้าตัวเองป่วยก็จะใส่หน้ากากกันการแพร่เชื้อเอาไว้ก่อน

        แต่เชื่อไหมว่า มีคนญี่ปุ่นอีกไม่น้อยเลยที่ใส่หน้ากากทั้งที่ไม่ได้ป่วย ซึ่งเรื่องนี้ เคยมีบทความใน Japan Today วิเคราะห์เอาไว้ว่า คนญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะวัยรุ่น เลือกใส่หน้ากาก (อย่างหน้ากากอนามัย) ก็เพื่อให้มันเป็น ‘กำแพงสังคม’ (เขาใช้คำว่า Social Firewall) โดยใส่หน้ากากปิดไปครึ่งหน้า และใส่หูฟัง เพื่อส่งสัญญาณบอกกับคนรอบข้างว่าไม่อยากสื่อสารอะไรด้วย โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง ที่เมื่อทำแบบนี้แล้วจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัย รวมทั้งหลีกเลี่ยงการถูกกระทำมิดีมิร้ายทางเพศ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเปิดเผยใบหน้าด้วย

        ความคุ้นเคยกับการใส่หน้ากากของคนตะวันออกไกล ทั้งญี่ปุ่น จีน และเกาหลี เลยกลายเป็นผลดีเมื่อเกิดโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้ขึ้นมา แต่คำถามก็คือ – แล้วคนตะวันออกไกลเหล่านี้, โดยเฉพาะคนญี่ปุ่น เอาความคุ้นเคยกับการใส่หน้ากากมาจากไหนกัน

        และมันไปไกลถึงขั้นเป็น ‘เต๋า’ แห่งการใส่หน้ากากได้อย่างไร?

ความเป็นมาอันยาวนาน

        หลายคนคิดว่า คนญี่ปุ่นชอบใส่หน้ากากเพราะเป็นวัฒนธรรมสมัยใหม่ แต่ที่จริงแล้วเรื่องนี้มีความเป็นมายาวนานมาก อย่างน้อยๆ ก็คือร้อยกว่าปี นั่นคือเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ได้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งก็คือไข้หวัดสเปน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 20-40 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าคนที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเสียอีก

        การระบาดครั้งนั้นแพร่ไปทุกทวีป รวมทั้งเอเชียของเราด้วย โรคระบาดเข้าไปทำลายอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 5% ของประชากรทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ในญี่ปุ่นและทั่วทั้งโลกจึงนิยมปิดปากปิดจมูก ไม่ว่าจะโดยใช้ผ้าพันคอ ใช้ผ้าคลุมหน้า หรือใช้หน้ากากเพื่อป้องกันตัว (ทั้งที่จริงๆ แล้ว อย่างที่ติดตามมาในสามตอนแรก เราจะรู้ว่าต่อให้เป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อ ‘ป้องกันตัวเอง’ คือไม่ได้หยุดยั้งเชื้อเข้าร่างกายมากเท่าหยุดยั้งการที่เชื้อจะออกจากตัวเราไปหาผู้อื่น)

        แต่เมื่อโรคระบาดหายไปในปลายปี 1919 ผู้คนก็เลิกใส่หน้ากากกัน จะมีก็แต่คนญี่ปุ่นนี่เองที่ยังคงใส่ต่อเนื่อง ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะพอผ่านมาเพียงไม่กี่ปี คือในปี 1923 ได้เกิด ‘แผ่นดินไหวใหญ่’ ที่เรียกว่าแผ่นดินไหวคันโต หรือ The Great Kanto Earthquake ขึ้นมา ทำให้บ้านพังทลายเสียหายไปเกือบ 600,000 หลัง

        การพังทลายของบ้านเรือนทำให้เกิดฝุ่นควันขนาดใหญ่ปลิวขึ้นไปบนท้องฟ้า รวมกับเขม่าควันที่เกิดจากไฟไหม้ด้วย ทั้งเถ้า ควัน และฝุ่นเหล่านี้ ขึ้นไปปกคลุมอยู่นานหลายสัปดาห์ ทำให้คุณภาพอากาศแย่มากๆ ดังนั้น คนญี่ปุ่นจึงหันมาใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์กันอีกครั้ง จนเกิดการขาดตลาดขึ้นมา (จะเห็นว่า การที่หน้ากากขาดตลาดนั้น ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรก แต่เคยเกิดมาก่อนหน้านี้แล้ว) จนกระทั่งในที่สุด การใส่หน้ากากก็เริ่มกลายเป็นวิถีที่คนคุ้นเคย แต่ไม่ใช่ทั้งประเทศ เพราะเมืองที่คนคุ้นเคยกับการใส่หน้ากากที่สุดก็คือโตเกียวและโยโกฮามา

        อย่างไรก็ตาม พอคนเริ่มจะซาความนิยมในการใส่หน้ากาก ก็เกิดไข้หวัดใหญ่ระบาดระดับโลกขึ้นมาอีกครั้งในปี 1934 ก็เลยทำให้คนญี่ปุ่นที่รักสะอาดอยู่แล้ว หวนกลับไปมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับหน้ากากอีกครั้ง คราวนี้กลายเป็นว่า คนญี่ปุ่นใส่หน้ากากกันเป็นภาพปกติ โดยเฉพาะในฤดูหนาว

        มีผู้วิเคราะห์ว่า นอกจากคนญี่ปุ่นจะรักสะอาดแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมใส่หน้ากากขึ้นมา ก็คือวิธีคิดระหว่าง ‘ตัวตน’ ที่เป็นปัจเจก กับ ‘ส่วนรวม’ นั่นคือถ้าเป็นเรื่องของส่วนรวมแล้ว คนญี่ปุ่นจะไม่เอาตัวตนของตัวเองไปทำให้แปดเปื้อนเป็นอันขาด การใส่หน้ากากของคนญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งจึงเป็นความพยายามที่จะรักษาส่วนรวมให้สะอาดเอาไว้เสมอ ไม่แพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ ดังนั้น หน้ากากอนามัยทางการแพทย์จึงเข้ากันกับ ‘สำนึก’ แห่งความเป็นญี่ปุ่นแบบนี้ดีมาก เพราะมันคือหน้ากากที่มีสำนึกรับผิดชอบในอันที่จะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น

        นอกจากนี้ เรื่องหน้ากากยังเกี่ยวพันไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นพยายามเร่งตัวเองในทางอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงมีการ ‘ปลูกป่า’ ในทางการค้ามากมายมหาศาล

        หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าป่าในญี่ปุ่นนั้นส่วนใหญ่เป็น ‘ป่าปลูก’ คือไม่ใช่ป่าธรรมชาติ และต้นไม้ชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกมากก็คือต้นสนซีดาร์ ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่าต้น ‘สึกิ’ (Sugi) กับต้นสนไซเปรส เรียกว่า ‘ฮิโนกิ’ (Hinoki) ไม่ว่าจะมองไปทางไหนในญี่ปุ่น เราก็จะเจอต้นสนสองประเภทนี้เสมอ (คนญี่ปุ่นปลูกเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ที่จริงแล้วไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่ เพราะทำให้ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ)

        ทีนี้ปัญหาก็คือ ต้นซีดาร์ญี่ปุ่นที่เรียกว่าสึกินั้น มันเป็นต้นไม้ที่เมื่อถึงฤดูแพร่พันธุ์ มันจะสร้างละอองเกสรปล่อยออกมาในอากาศ ทำให้คนเกิดอาการแพ้อย่างที่เรียกว่ามีอาการ Hay Fever นั่นเอง โดยช่วงเวลาที่ต้นสึกิจะออกดอก คือช่วงที่อุณหภูมิลดต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ซึ่งก็คือฤดูหนาว โดยช่วงพีกคือช่วงเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนเมษายน ดังนั้น ทั้งคนที่เป็นหวัดและคนที่แพ้ละอองเกสร ก็จะพากันใส่หน้ากากกันในช่วงฤดูหนาวเป็นเวลายาวนานหลายเดือน และเนื่องจากต้นสึกินี้ปลูกไปทั่วประเทศ ดังนั้น คนที่ใส่หน้ากากจึงไม่ได้มีเฉพาะคนโตเกียวกับโยโกฮามาเท่านั้น แต่ความนิยมในเรื่องนี้แพร่หลายไปทั่วประเทศ

        สุดท้าย การใส่หน้ากากก็เลยกลายเป็นเรื่องปกติ ทุกวันนี้ คนญี่ปุ่นใช้เงินซื้อหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ปีละ 230 ล้านเหรียญฯ และเชื่อว่าเป็นอิทธิพลที่ส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเกาหลีด้วย

        แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องอะไรกับ ‘เต๋า’

        มีบทความของ Quartz ที่วิเคราะห์ว่า ประเทศอย่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลีนั้น ได้รับอิทธิพลทางศาสนามาจากเต๋า ซึ่งในเต๋านั้น จะเชื่อเรื่องลมหายใจที่ก่อให้เกิดกระแสพลังงานในตัว ที่เรียกว่า ‘พลังชี่’ อันเป็นแนวคิดใหญ่ในจักรวาลวิทยาแบบจีน รวมไปถึงเรื่องกำลังวังชาในร่างกายด้วย ชี่เกี่ยวพันกับพลังงานและความชื้นในร่างกาย การมีชี่มากหรือน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้

        ในอีกด้านหนึ่ง ชี่ยังหมายถึงอากาศ บรรยากาศ หรือกลิ่นได้อีกด้วย ดัังนั้น การหายใจจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับชี่เข้ามาในร่างกาย แต่ถ้าอากาศที่เราหายใจเข้ามามีความสกปรก ก็มีความเชื่ออีกแบบหนึ่ง คือความเชื่อเรื่อง ‘ลม’ ที่อาจทำให้เราเจ็บไข้ได้ป่วยได้ เราจะเห็นว่า การฝึกหายใจรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณแล้ว ดังนั้น บทความใน Quartz จึงสรุปว่า การสวมหน้ากากน่าจะมีรากอันยาวนานลึกลงไปถึงความเชื่อและวัฒนธรรมแบบโบราณ หน้ากากอนามัยที่แลดูสมัยใหม่ จึงสอดรับกับสังคมในโลกตะวันออกได้อย่างพอเหมาะ

เมื่อหน้ากากกลายเป็นแฟชั่น

        นอกจากเรื่องที่ว่ามาทั้งหมด ในจีนเองก็ยังมีปัญหาฝุ่นควันพิษด้วย นั่นทำให้คนจีนหันมาใส่หน้ากากเป็นการใหญ่ และเหล่าดีไซเนอร์ก็หยิบเอาหน้ากากมาประดิษฐ์คิดค้น ออกแบบให้เกิดความเก๋ไก๋

        ใน China Fashion Week ปี 2014 ถึงกับมีการสร้างธีมที่เรียกว่า ‘Smog Couture’ หรือเสื้อผ้าสำหรับป้องกันฝุ่นควันพิษ (แต่ต้องเก๋) ด้วยการออกแบบเสื้อผ้าให้จับคู่กับหน้ากากหลากแบบได้ มีตั้งแต่หน้ากากน่ากลัวๆ แบบดาร์ธเวดอร์ ไปจนถึงหน้ากากลายดอกไม้และกราฟิกชิคๆ

        นั่นแสดงให้เห็นว่า หน้ากากไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์ในการป้องกันตัว (ไม่ว่าจะตัวเองหรือผู้อื่น) เท่านั้นแล้ว แต่ยังกลายมาเป็นเครื่องแสดงตัวตนของผู้สวมใส่ด้วย

        ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาฝุ่นควันพิษที่เกิดขึ้นทั่วโลก จึงมีแบรนด์ดังๆ ออกแบบหน้ากากออกมามากมาย เช่นหน้ากากของ Off-White ที่ราคาชิ้นละกว่าสามพันบาท แต่ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หรือหน้ากากของ Palm Angels, A Bathing Ape และแม้แต่ Fendi ก็ออกแบบหน้ากากออกมาขาย

        คนหนึ่งที่ทำให้แฟชั่นหน้ากากโด่งดังมาก ก็คือนักร้องอย่าง บิลลี อายลิช ที่สวมหน้ากากของกุชชีในงานแกรมมีอวอร์ดส เพื่อส่ง ‘สาส์น’ ว่า ร่างกายของเธอเป็นของของเธอ ไม่ได้มีไว้ให้คนอื่นมอง เธอเลยเลือกจะปกปิดมัน

        และพอเกิดโรคระบาดนี้ขึ้น ถ้ายังจำกันได้ เราจะเห็นภาพดาราดังๆ พากันใส่หน้ากากแล้วโพสต์ลงอินสตาแกรมกันเป็นการใหญ่ เช่น เบลลา ฮาดิด ตอนบินไปมิลาน หรือ กวินเนธ พัลโธรว์ ที่ใส่หน้ากากสีดำขณะเดินทางไปปารีส

        แม้แต่ในงานแฟชั่นวีกที่ปารีสและมิลานครั้งล่าสุด ก็มีการแจกจ่ายหน้ากากให้ผู้เข้าร่วมงาน ถ้าเป็นหน้ากากของชาแนล ก็จะมีรูปดอกคามีเลียเป็นลวดลาย แต่ถ้าเป็นหน้ากากของเฟนดิ ก็จะมีรูปตัวเอฟสองตัว เป็นต้น

        จากที่หน้ากากเคยเป็นสัญลักษณ์ของคนตะวันออก จนใส่ในสังคมตะวันตกแล้วถูกเหยียด บัดนี้ ‘ราก’ แห่งการใส่หน้ากากที่เริ่มต้นจากโรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม ภูมิแพ้ มลพิษ และลงลึกไปถึงวัฒนธรรม ก็ได้แพร่หลายไปทั่วโลก ผลักดันให้ผู้คนต้องกลายกลืนมายอมรับวัฒนธรรมสวมหน้ากากนี้ จนถึงระดับแฟชั่นชั้นสูง

        พูดได้ว่า – นี่คือ ‘โลกยุคหน้ากาก’ อย่างแท้จริง

 

<<ตอนที่แล้ว 

 


อ่านเพิ่มเติม:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์