พลทหารผู้มีความหลากหลายทางเพศ กับเสียงสะท้อนการถูกลิดรอนความเป็น ‘คน’ ในสังคมทหาร

Agenda
22 Jul 2020
เรื่องโดย:

สุธามาส ทวินันท์

เป็นประจำที่ทุกๆ ปีเมื่อถึงเดือนเมษายน ที่ว่าการอำเภอคนจะคึกคักเป็นพิเศษ หากใครพบเห็นก็จะรู้ดีว่า ‘ฤดูกาลแห่งการเกณฑ์ทหาร’ กลับมาแล้ว

        แต่ปีนี้อาจจะแปลกไปสักหน่อยเพราะการระบาดของ COVID-19 ทำให้การเกณฑ์ทหารต้องเลื่อนมาเป็นช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมแทน  

        สำหรับชายไทยที่อายุครบ 21 ปี หรือกำลังจะอายุครบ 21 ปีในปีนี้ คงนึกในใจว่าการจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนก็ไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไรนัก เพราะในเมื่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศกำหนดไว้ชัดเจนว่า ชายไทยทุกคนต้องรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร ท้ายที่สุดไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว คนที่มีเพศกำเนิดเป็น ‘ชาย’ ก็ต้องเข้าไปเสี่ยงดวงกับการเกณฑ์ทหารอยู่ดี ยกเว้นก็แต่ว่าคุณจะผ่านการเป็นนักศึกษาวิชาทหาร (ร.ด.) มา  

        คำถามก็คือ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ได้เรียน ร.ด. และไม่ได้เป็นคนดวงดีเอาเสียเลย คุณจะทำอย่างไรระหว่างเลือกจับใบดำใบแดงกับยินยอมพร้อมใจสมัคร ? 

        ถ้าเลือกทางเลือกแรก แน่นอนว่า ใบดำคือรอด ใบแดงคือโดน แต่ถ้าเรียนจบปริญญาตรีหรือ ปวส. จะได้รับสิทธิโปรโมชันพิเศษ ลดหย่อนวาระประจำการไปเลยจาก 2 ปีเป็น 1 ปี

        แต่ถ้าใจเด็ดเลือกทางเลือกที่สองอย่างการสมัครใจรับใช้ชาติก็มีโปรโมชันเช่นกัน โดยหากเรียนจบปริญญาตรีหรือ ปวส. จะได้สิทธิพิเศษลดวาระประจำการเหลือเพียง 6 เดือน ส่วนกลุ่มผู้ถือครองวุฒิการศึกษาที่ไม่ถึงเกณฑ์แรก ก็จะได้ลดวาระประจำการลงเหลือ 1 ปี 

        นี่ไม่ใช่เกม แต่นี่คือสิ่งที่ชายไทยทุกคนจะต้องเลือกปฏิบัติ… แต่ถ้าคุณมีเพศกำเนิดเป็นชาย ทว่าเพศสภาพไม่ใช่ แต่จับพลัดจับผลูแล้ว คุณต้องเข้าไปเป็นรั้วของชาติในนาม ‘พลทหารใหม่’ ชีวิตอีกบทหนึ่งของคุณกำลังเริ่มขึ้นแล้ว

        แต่มันคือชีวิตแบบไหนเล่า

        เป็นทหาร – อาจให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดก็ได้, แต่คำถามก็คือสิ่งที่ได้มานั้น – มันคืออะไร 

 

ทหาร

ความรุนแรงในค่ายทหารมีจริงไหม

        หากยังจำกันได้เมื่อ 3 ปีก่อน การเสียชีวิตอย่างปริศนาของ ‘น้องเมย’ – ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร วัย 18 ปี กลายเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมตื่นตัวและตั้งคำถามถึงความรุนแรงในสังคมทหารที่อยู่ในรูปของการ ‘ซ่อม’  

        แต่นอกจากกรณีของน้องเมยซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารแล้ว ยังมีอีกหลายหัวข้อข่าวที่เกี่ยวกับ ‘พลทหาร’ ซึ่งถูกซ่อมจนเสียชีวิตให้ได้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณี พลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม ที่โดนทำโทษในข้อหาผิดวินัย ก่อนจะถูกหามส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา หรือกรณี พลทหารอดิศักดิ น้อยพิทักษ์ ที่เสียชีวิตกะทันหันระหว่างการฝึกทหารใหม่ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็มีกรณี พลทหารชัยชนะ ทาศรี เสียชีวิตภายในค่าย สภาพขาบวม ตาปูด 

        นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากอีกหลายกรณีที่ไม่ได้เอ่ยถึง และถ้าถามหาสาเหตุการตายจากกองทัพ สิ่งที่จะได้ก็คือ คำตอบที่หลายคนยังเคลือบแคลงใจ เช่น เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวบ้าง ไตวายบ้าง โรคกระเพาะก็มี ทั้งที่คนเหล่านี้ยังหนุ่มแน่น

        จนถึงวันนี้ก็ยังมีอีกหลายครอบครัวรอคำตอบว่า ลูกของเขา หรือญาติพี่น้องของเขาเสียชีวิตเพราะอะไร เพื่อหวังจะให้คนผิดจริงได้รับบทลงโทษอย่างที่สมควรจะโดน แต่เหมือนยิ่งเค้นก็ยิ่งไม่เจอ 

        สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมอำนาจนิยมสังคมไทย ที่เมื่อเข้าไปอยู่ภายในรั้วกองทัพแล้ว ประชาชนทำได้เพียง ‘เชื่อ’ ในข่าวที่กองทัพแถลง แต่ความเคลือบแคลงเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครบังคับได้

        นี่คือการกระทำความรุนแรงทางด้านร่างกาย แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า เป็นไปได้ที่จะยังมีความรุนแรงทางเพศที่ซุกซ่อนอยู่อีก

        a day BULLETIN ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ทัด (นามสมมติ) อดีตทหารเกณฑ์ที่ระบุว่าตัวเองเป็น ‘เกย์’ ทัดเป็นอีกหนึ่งในหลายคนที่ไม่ได้พกโชคไปด้วยในวันเกณฑ์ทหาร ใบแดงหนึ่งใบทำให้เขาต้องหยุดกิจการที่ทำลง และพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่เขาเรียกมันว่า ‘นรก’ กว่าหนึ่งปีเต็ม 

        “เราอยู่ใน บก. ร้อย ซึ่งทำงานอยู่ในฝ่ายสำนักงาน เวลามีคนโทร.มาจะมีแพตเทิร์นเลยว่าต้องพูดแบบไหน แต่ด้วยความที่วันนั้นขึ้นกองร้อยใหม่ๆ เลยตื่นเต้น พูดออกไปเร็วๆ แบบลิ้นรัว บังเอิญคนที่โทรเข้ามาดันเป็นนาย ซึ่งเขาก็ด่าจ่าคนที่เรียนสายว่ามึงอบรมลูกน้องดีๆ นะ หัดสอนให้มันรับโทรศัพท์ใหม่บ้าง จ่าก็ลงโทษเราให้ทำท่าโหม่งโลก 10 นาที ซึ่งก็เป็นแผล เลือดออกไปตามระเบียบ เราอยู่กองร้อยสองอาทิตย์แรกร้องไห้โทร.หาพ่อกับแม่บอกไม่ไหวแล้ว ไม่สามารถอยู่ในสังคมแบบนี้ได้”   

        เรื่องปัญหาความรุนแรงต่อทหารชั้นผู้น้อยไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยเท่านั้น แต่กองทัพทุกแห่งทั่วโลกก็มีการกระทำในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งใน คู่มือว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของกำลังพลในกองทัพ’ ขององค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป หรือ OSCE ให้เหตุผลเอาไว้ว่ากองทัพมีลักษณะเป็นสถาบันปิดที่มีลำดับชั้นสูงต่ำ (Closed Hierarchical Institution) ซึ่งโดยทั่วไปเป็นสังคมที่เอื้อให้เกิดการละเมิดจากผู้มีอำนาจสูงกว่าได้ง่าย จึงต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดดังกล่าว โดยเฉพาะการทำร้ายร่างกาย โดยคนที่มีอำนาจมากกว่าที่อาจกระทำต่อคนที่มีอำนาจน้อยกว่าผ่านธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ซึ่งหมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่คนในกองทัพยกระดับวิธีปฏิบัติบางอย่างขึ้นไปเป็นพิธีกรรม (Rites) ก็เป็นไปได้ที่จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ขึ้นมาได้

การเลือกปฏิบัติในศูนย์กลางของระบบชายเป็นใหญ่ 

        แม้ประเทศไทยจะดูเหมือนให้การยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่ความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังเต็มไปด้วยอคติทางเพศและการเลือกปฏิบัติ ยิ่งภายใต้สังคมทหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ การแสดงออกว่าตัวเองเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศก็อาจเหมือนเป็นเป้าล่อให้โดนกระทำมากขึ้น 

        ทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเปิดเผยผ่านรายงาน ‘We were just toys to them-เราก็เป็นแค่ของเล่นเขา’ ว่าทหารเกณฑ์ที่มีความหลากลายทางเพศต้องทนกับการถูกเลือกปฏิบัติเป็นประจำ ต้องเผชิญกับการคุกคามและละเมิดสิทธิทางวาจา ไม่ก็ถูกบังคับให้เล่นตลกให้เพื่อนทหารดู และบางครั้งก็ถูกใช้ให้นวดผู้บังคับบัญชา 

        จากประสบการณ์ของทัด เขาเองก็เจออคติทางเพศหรือการเลือกปฏิบัติมาหลายรูปแบบ อาจจะไม่ได้มีทีท่ารังเกียจตรงๆ แต่การทำเหมือนว่าการเป็นเกย์ต้องมีความเป็นผู้หญิงหรือเป็นคนตลกเป็นเรื่องที่เจอบ่อยๆ 

        “ตอนขึ้นกองร้อยแรกๆ เราโดนนายสิบเรียกไปถามว่า มึงมานี่ดิ มึงเป็นเหรอ มันเป็นยังไงวะ ไอ้ชอบผู้ชายมันเป็นแบบไหน หมู่คนนี้มึงชอบไหม โดยเป็นการเรียกไปถามต่อหน้าทุกคน คนที่นั่งดูก็หัวเราะกัน เราก็ทำได้แต่ยืนยิ้มแห้งๆ แล้วไม่ได้แค่ถามแค่รอบเดียวนะ ถามหลายรอบเลย เขาคงคิดว่าแหย่เล่นมั้ง แต่เราไม่คิดงั้น แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นเกย์ถูกสั่งให้แต่งตัวเป็นนางนพมาศในวันลอยกระทง โดยที่เขาไม่ได้เต็มใจหรอก แต่บังเอิญว่าเขาเป็นคนแรกที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเกย์เลยโดน คนอื่นก็หัวเราะกันสนุกสนาน เราก็คิดว่ามันไม่ใช่แล้วไหม เราก็คนเหมือนกับเขานะ ไม่ใช่ตัวตลก” 

        ทัดเสริมว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นคนเป็นเกย์ต้องรับหน้าที่ไปโดยปริยายคือการโดนจับไปความทำสะอาดบ้านนาย แต่เขาต้องไปทำความสะอาดบ้านที่มีรายการยาวเป็นหางว่าวเขียนไว้บนไว้บอร์ด พร้อมเขียนกำกับไว้ด้วยว่าถ้าทำไม่ครบจะโทร.ไปรายงานที่กองร้อย เพื่อให้ทำโทษ 

        การเลือกปฏิบัติก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับทหารชั้นบังคับบัญชาเท่านั้น เพราะเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันก็ปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่เท่าเทียมเช่นกัน 

        “มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง มีคนไปซื้อกล้วยมาจากข้างนอก เพื่อมาแบ่งให้พลทหารหน่วยเรากิน แล้วพวกเจ้อย่างเราไม่ได้ทำกิจกรรมด้วย ตอนนั้นก็เลยมีคนหนึ่งพูดขึ้นว่าไม่เห็นเหนื่อยเลยจะกินทำไม เอาไว้ให้พวกเหนื่อยๆ เขากิน  มันจะมีเหตุการณ์แบบนี้แหละที่เราจะเป็นพวกเศษเหลือๆ ตลอด จริงๆ ก็ไม่ได้อยากกินขนาดนั้น แต่อยู่ที่นั่นมันไม่เคยได้กินไง แม้แต่น้ำเย็นยังไม่เคยได้กินเลย กินแต่น้ำก๊อกที่มีเครื่องกรองน้ำติดไว้แต่ไม่รู้ว่าใช้ได้หรือเปล่า” 

 

ทหาร

เราไม่ได้หิวกระหายผู้ชายจนยอมให้ล่วงละเมิดทางเพศได้  

        รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ยังระบุถึงประสบการณ์ถูกล่วงละเมิดทางในค่ายทหาร โดยทหารเกณฑ์ที่ให้สัมภาษณ์ 17 จาก 19 คน บอกว่าพวกเขามีประสบการณ์หรือเป็นพยานพบเห็นการล่วงละเมิดทางเพศ รวมไปถึงได้รับฟังประสบการณ์จากเหยื่อโดยตรง 

        “คืนหนึ่งผมนอนอยู่ที่เตียง แล้วครูฝึกห้าถึงหกคนก็มุดเข้ามาในมุ้ง แล้วนอนข้างๆ ผม อีกคนเอาอวัยวะเพศออกมาแล้วพยายามจะยัดใส่ปากผม คนที่นอนอยู่ข้างๆ ผมบอกว่า “เป็นไง น้องน้ำหวาน” ครูฝึกเขาสั่งให้โก้งโค้งแล้วจับเท้าตัวเอง แล้วเขาก็ให้ครูฝึกอีกคนทำท่าเหมือนกำลังมีเพศสัมพันธ์กับผมทางด้านหลัง ตอนนั้นผมใส่กางเกงอยู่แต่ผมรู้สึกถึงอวัยวะเพศเขาได้ เขาก็หัวเราะใส่ผม ผมยังจำภาพตอนที่เขาหัวเราะใส่ได้อยู่เลย ยังหลอกหลอนอยู่ เป็นจุดที่ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องเจอ ขนาดผมเตรียมใจมาตั้งแต่ก่อนเข้าค่ายแล้วนะว่าต้องเจอทำอะไรแน่นอน ตอนนั้นรู้เลยว่าจากนี้ไปแย่กว่าเดิมแน่ๆ” ฟง (นามสมมติ) อดีตทหารเกณฑ์อีกคนหนึ่งเล่าเหตุการณ์ให้กับทางแอมเนสตี้ฟังว่านี่คือสิ่งที่เขาเจอหลังเปิดเผยตัวเองว่าเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ 

        นอกจากกรณีแบบฟงแล้ว ก็มีทหารเกณฑ์หลายคนพบเห็นการมีเพศสัมพันธ์ที่สมยอมเหมือนกัน แม้แต่คนนอกเองก็คงได้ยินเรื่องเล่าในทำนองมาบ้าง แต่อำนาจที่ไม่เท่ากันนั้น ก็สามารถทำให้การมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะสมยอมนี้เป็นการข่มขืนได้ด้วย เพราะภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและระบบกฎหมายภายในประเทศของหลายประเทศระบุว่า การข่มขืนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นโดยการใช้กำลัง เช่น ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศก็มีใจความว่านอกจากการใช้กำลังหรือข่มขู่แล้ว การกดขี่ทางจิตใจหรือการใช้อำนาจในทางที่ผิดโดยใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับให้ไม่สามารถยินยอมได้อย่างแท้จริงก็ถือเป็นการข่มขืนเช่นเดียวกัน 

        ในค่ายทหารที่สภาพแวดล้อมบีบบังคับให้ผู้น้อยมีหน้าที่รับฟังคำสั่งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปฏิเสธผู้บังคับบัญชา หากถูกขอให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย การสมยอมที่คิดว่าสมยอมนั้น จึงอาจเป็นแค่การหลีกเลี่ยงไม่ได้

        ทัดเล่าให้ฟังว่าตอนที่อยู่ที่ค่ายเขามักจะถูกทหารรุ่นพี่ขอให้นวดให้ทุกวัน แต่วันหนึ่งการนวดธรรมดาก็ถูกขอให้ใช้ปากสำเร็จความใคร่ ตัวทัดเองไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นการถูกบังคับ แต่กรณีที่อาบน้ำกันอยู่ๆ เดินมาจับหน้าอกหรือเอาอวัยวะเพศมาถูเหมือนแกล้งเล่น พร้อมใช้คำพูดที่ส่อไปในประเด็นทางเพศ เขารู้สึกไม่โอเค 

        “มีครั้งหนึ่งตอนอาบน้ำ อยู่ๆ เพื่อนในกองก็บอกให้ทุกคนชักว่าว พอเสร็จแล้วให้เอาน้ำไปให้ดูด้วย อันนี้ไม่ได้เป็นการบังคับนะ แต่เป็นเหมือนการเล่นสนุกกันมากกว่า แต่เราก็ไม่ได้ทำหรอก ไม่มีอารมณ์อะไรทั้งนั้น คนนอกมองเข้ามาอาจคิดว่ามึงได้อยู่กับผู้ชายเป็นร้อยๆ คน มึงได้เห็น_วยเขาทำไมจะไม่รู้สึกดี แต่จริงๆ มันไม่ใช่เลย ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ค่ายไม่มีอารมณ์เลยด้วยซ้ำ” 

        ประสบการณ์เหล่านี้อาจจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำว่าสังคมยังคงเข้าใจผิดว่าเมื่อเป็นเกย์หรือกะเทย หากบังเอิญจับพลัดจับผลูไปอยู่ในดงผู้ชายต้องมีความสุข 

        แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

 

ทหาร

กฎหมายที่คุ้มครองเราอยู่ตรงไหน ? 

        จริงๆ กฎหมายเกี่ยวกับวินัยทหารของไทยมีหลายฉบับด้วยกัน แต่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในประเด็นนี้ คือพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 แค่เห็นปีลงท้ายก็รู้แล้วว่าเป็นกฎหมายที่เก่าแก่ขนาดไหน ซึ่งเก่ากว่าการให้ ‘สัตยาบันต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน’ ของไทยในปี  2540 มากโข

        เมื่อกฎหมายที่บังคับใช้มีอายุเกือบ 90 ปี ก็มีการถกเถียงเหมือนกันว่าสมควรแล้วหรือยังที่จะแก้ไข พบว่ามีทหารที่ทำงานวิจัยเพื่อสื่อสารในประเด็นนี้ด้วย

        งานวิจัยดังกล่าวระบุว่าการลงทัณฑ์จำขังทหารตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 มีลักษณะที่รุนแรงกว่าการลงโทษทางวินัยข้าราชการอื่น และทหารที่ถูกลงทัณฑ์จำขังของไทยถูกลดทอนสิทธิมากกว่าทหารของต่างประเทศ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หลักความเสมอภาค หลักการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่มีความเป็นสากลด้วย 

        สำหรับประเทศอื่นๆ รัฐบาลหลายแห่งต่างใช้มาตรการเข้มงวดในการต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ ทางด้านสหราชอาณาจักรได้มีการจัดตั้งผู้ตรวจการร้องเรียนซึ่งเป็นหน่วยงานพลเรือน ส่วนกองทัพสหรัฐอเมริกาก็มีการจัดตั้งโครงการเพื่อป้องกันและตอบสนองต่อการละเมิดทางเพศในกองทัพเช่นกัน โดยทั้งสองประเทศมีช่องทางสื่อสารโดยตรงที่ปลอดภัยและเป็นความลับ แม้จะไม่สามารถขจัดความรุนแรงได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นความพยายามที่จะขจัดปัญหาที่ยากลำบากนี้ 

        หากยังจำกันได้หลังเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เปิดช่องทางการร้องเรียนโดยตรงเพื่อรับฟังความเห็นของทหารที่ถูกเอาเปรียบตามคำมั่นสัญญา แต่ในตอนนี้ไม่มีใครทราบเหมือนกันว่ามีตัวเลขร้องเรียนเท่าไหร่ การเรียนร้องเกิดขึ้นจริงไหม และเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น

        นี่เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งของระบบเกณฑ์ทหารที่เกิดขึ้นทุกปี กับการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่หมายถึงทหารชั้นผู้น้อยทุกคน เราไม่อาจรู้เลยว่าอยู่ดีๆ เพื่อน ญาติ คนที่เรารู้จัก หรืออาจจะตัวเราเองจะกลายไปเป็นเหยื่อของสังคมแห่งการลิดรอนสิทธิมนุษยชนนี้เมื่อไหร่ 

        คำถามก็คือจะต้องให้ ‘ฤดูกาลแห่งการเกณฑ์ทหาร’ วนเวียนกลับมาอีกกี่ครั้ง ปัญหานี้ถึงจะหมดไป 

 


ที่มา: 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สุธามาส ทวินันท์

อินโทรเวิร์ตที่ผ่อนคลายชีวิตด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็น