บุญเลิศ วิเศษปรีชา: เพราะอนาคตสังคมตีบตัน พวกเขาจึงต้องการการเปลี่ยนแปลง

Agenda
20 Aug 2020
เรื่องโดย:

ภัทรพร บุญนำอุดม

เรื่องจริงอันน่าเศร้าของประวัติศาสตร์การชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองครั้งสำคัญๆ ของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณี 14 ตุลา หรือเหตุการณ์ 6 ตุลา ไปจนถึงการชุมนุมประท้วงในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นผู้กำชัยชนะ จะต้องมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเข้าร่วมชุมนุมอยู่ร่ำไป

        การชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองที่เริ่มต้นจากในรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนจะกระจายไปยังโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศที่กำลังร้อนแรงอยู่ในตอนนี้ จึงทำให้หลายคนตั้งคำถามด้วยความเป็นห่วงว่า สังคมไทยพร้อมที่จะอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่างมากพอหรือยัง? มีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงซ้ำรอยเช่นในอดีตหรือไม่?

        a day BULLETIN สนทนากับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บุญเลิศ วิเศษปรีชา แห่งคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ทำวิจัยศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเหยื่อผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองกลุ่มต่างๆ ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ด้วยความอยากรู้ว่ามีบทเรียนอะไรบ้างที่เหมาะสำหรับหยิบขึ้นมาพูดถึงในสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

        มากไปกว่านั้น เขายังชี้ชวนให้เราเห็นทางออกอันจำเป็น หากไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก – นักศึกษาต้องทำให้คนในสังคมคล้อยตามไปด้วย จึงต้องผลักดันให้เกิดฉันทามติ (consensus)

        “เพราะความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ เราจึงต้องช่วยกันสร้างสรรค์ว่าเราอยากจะให้การชุมนุมครั้งนี้มันเกิดรูปแบบใหม่อย่างไร”

 

ม็อบ 2563

ช่วงนี้คุณทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการชุมนุมของนักเรียนและนักศึกษาบ้าง

         ในฐานะประชาชนคนหนึ่งผมก็คอยติดตามข่าวสารอยู่ตลอด เมื่อไหร่ที่มีเหตุการณ์ชุมนุมแล้วผมไม่ติดธุระอะไรผมก็จะไปร่วมกับพวกเขาเพื่อสนับสนุน 3 ข้อเรียกร้องหลักของนักศึกษา ส่วนที่สองคือผมอยู่ในกลุ่มนักวิชาการที่ติดตามสถานการณ์การชุมนุมในปัจจุบันร่วมกับนักวิชาการคนอื่นๆ เรามีการแลกเปลี่ยนกันกับคณาจารย์ทั้งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ

         สาม ผมเป็นรองคณบดีฝ่ายการนักศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะฉะนั้น ส่วนใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพความปลอดภัยของนักศึกษา ผมก็จะต้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ถ้ามีนักศึกษาถูกจับกุมคุมขัง ผมก็จะต้องคอยไปดูเรื่องการประกันตัวและความปลอดภัย

นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้คุณเดินทางไปดูความปลอดภัยของ ‘รุ้ง’ – ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ใช่ไหม เล่าให้ฟังหน่อยว่าบรรยากาศในวันนั้นเป็นอย่างไร

         ใช่ครับ จริงๆ คืนนั้นบรรยากาศเริ่มสงบลงแล้ว ผมเดินทางไปถึงบริเวณที่พักของนักศึกษาราวๆ เที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง เข้าใจว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่มาติดตามคงถอยกลับไปหลังจากที่คุณปนัสยาได้โพสต์แจ้งว่าตอนนั้นมีเจ้าหน้าที่รัฐกำลังเฝ้าอยู่หน้าหอพัก ดังนั้น เมื่อผมไปถึงจึงไม่เห็นภาพของเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เห็นแต่นักศึกษาและเพื่อนๆ เขาที่คอยมาดูแลด้วยความเป็นห่วง

คุณแปลกใจไหมที่ในเวลานี้คนรุ่นใหม่อย่างนักศึกษา ไปจนถึงนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาออกมาชุมนุมประท้วง

         โดยรวมๆ ผมไม่แปลกใจ โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา เพราะผมมองปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็นภาคต่อจากการชุมนุมแฟลชม็อบหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคมที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงเวลานั้นแล้ว เพียงแต่ว่าสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาช่วยรัฐบาลไว้ ทีนี้พอสถานการณ์โควิด-19 ซาลงไป ความสนใจและพลังที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงหวนกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะความต้องการในการยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช.

         อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมไม่แปลกใจก็คือ การที่นักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร้ขอบเขต และรับรู้ข่าวสารมากกว่าที่สื่อของรัฐป้อนให้ จึงเอื้อให้เกิดการตั้งคำถามได้มากกว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนมากว่าพวกเขาเคลื่อนไหวกันอย่างมีข้อมูล มีความรู้ มีความแหลมคม

         ส่วนที่จะแปลกใจหน่อยก็คือ การออกมาเคลื่อนไหวของนักเรียนที่ขยายตัวออกไปในหลายโรงเรียน แม้แต่โรงเรียนในต่างจังหวัดหลายแห่งก็มีนักเรียนที่ตื่นตัวและออกมาเคลื่อนไหว อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของนักเรียนระดับมัธยมฯ ต้องบอกว่า นี่ก็ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย เพราะช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย ที่ประกอบด้วยนักเรียนมัธยมฯ ก็เคยเคลื่อนไหวมาก่อน เช่นกัน อย่าง อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ก็เคลื่อนไหวตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน  ซึ่งบ่งชี้ว่า ช่วงใดที่ความตื่นตัวลงไปถึงระดับโรงเรียนมัธยม ช่วงนั้นคือช่วงที่กระแสความตื่นตัวสูงมากๆ นอกจากนี้ ถ้าเราฟังคำปราศรัยของนักเรียน เราก็จะพบว่าพวกเขามีความรู้ มีข้อมูล เกี่ยวกับโลกกว้างมาก เราจึงไม่อาจปรามาสการเคลื่อนไหวของนักเรียนได้

 

ม็อบ 2563

คิดว่ารัฐบาลเข้าใจหรือมองการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษาอย่างไร 

         ผมเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะเข้าใจคนรุ่นใหม่ไม่มากพอ ประเด็นแรก คนของรัฐยังมีทัศนะว่า คนที่ออกมาเคลื่อนไหวถูกล้างสมอง หรือมีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง นี่เป็นทัศนะที่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะไม่ได้พยายามเข้าใจกระแสความรู้สึกของคนที่ออกมาเรียกร้อง สอง ฝ่ายรัฐยังมีทัศนะว่า คนที่ออกมาเคลื่อนไหวเข้าใจผิด หรือรับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง คือยังมองจากมุมของรัฐว่าตัวเองถูกเสมอ คนที่เห็นต่างเข้าใจผิด มากกว่าที่จะพยายามทำความเข้าใจ ทำไมคนรุ่นใหม่เขาจึงออกมาเคลื่อนไหว เช่น ทำไมเขาจึงไม่เรียกร้องแค่นายกรัฐมนตรีลาออก แต่เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเขาเล็งเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นต้นทางของการสืบทอดอำนาจ เป็นต้น

คุณคิดว่าการนำเสนอประเด็นหรือวิธีการเรียกร้องของพวกเขามีความแหลมคม รอบคอบหรือเปล่า

         สำหรับเรื่องนี้ ผมจะขอพูดในฐานะที่เป็น ‘ข้อต่อ’ ของคนที่ทำงานด้านการศึกษากับคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันผมก็ทราบว่าคนรุ่นผู้ใหญ่นับจากผมขึ้นไป เช่น คุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณลุง คุณป้าทั้งหลาย เขากังวลขนาดไหนต่อบางข้อเสนอของนักศึกษา 

         ในฐานะเป็นคนสอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัย สำหรับผม คำว่า ‘สอน’ ในที่นี้ไม่ใช่แค่สอนฝ่ายเดียว แต่เราต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักศึกษา และต้องเท่าทันความคิดของพวกเขาด้วย ผมจึงเข้าใจความอึดอัดของพวกเขา ข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตทำให้พวกเขาสามารถเปรียบเทียบความเป็นไปในประเทศกับประเทศอื่นๆ ที่ก้าวหน้ากว่าเรา พวกเขาจึงปรารถนาให้ประเทศเราก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ผมจึงอยากบอกคนรุ่นผู้ใหญ่ว่า โปรดรับฟังและทำความเข้าใจพวกเขาบ้าง อย่าเพิ่งปิดปากห้ามปรามพวกเขาไม่ให้พูด หรือปิดหูไม่ยอมรับฟัง

         ในขณะเดียวกันก็อยากบอกให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ตระหนักถึงข้อวิตกของคนรุ่นคุณลุงคุณป้าด้วย คนรุ่นผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่สบายใจกับประเด็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษา พูดง่ายๆ ว่า นักศึกษาอย่าวิ่งเร็วเกินไป รอลุงๆ ป้าๆ ด้วย จะตามไม่ทันเอา บางประเด็นต้องให้เวลากับสังคมที่จะทำความเข้าใจด้วย อย่าไปเร็วเกินไป นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกในฐานะข้อต่อระหว่างคนสองกลุ่ม

การที่คนคนหนึ่งจะรู้สึกว่าเขาทนไม่ได้แล้วขาต้องออกจากห้องเรียน ต้องสละวันเสาร์อาทิตย์ที่จะได้ไปเดินห้างสบายๆ หาอะไรกิน ถ่ายรูปเล่นตามประสาวัยรุ่น แล้วออกมาร่วมชุมนุม มันไม่ใช่แค่ความเสียสละเพื่อคนอื่นอย่างเดียวนะ แต่มันคือการทำเพื่อตัวเขาโดยตรงเลย เพราะเขาเห็นว่าอนาคตของตัวเองมันตีบตันมากขึ้นจากเงื่อนไขของระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ไม่มีประสิทธิภาพ

         ตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2557 นักศึกษาเหล่านี้ซึ่งยังเรียนมัธยมเริ่มติดตามการเมือง ถึงแม้อาจจะยังเป็นจำนวนที่ไม่มาก แต่เขาเริ่มติดตามอย่างเข้มข้นขึ้นแน่ๆ หลังจากที่เริ่มมีการเปิดให้เลือกตั้ง เขาก็อยากจะใช้สิทธิ์ของเขาเลือกพรรคที่คิดว่าเป็นตัวแทนของเขา แต่เมื่อพรรคที่เขาเลือกมาถูกยุบอย่างไม่เป็นธรรม ก็ยิ่งทำให้เขาเห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อต่ออนาคตของเขา เป็นรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจของคณะบุคคลหนึ่ง แถมยังไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย ผมชอบโควตของนักเรียนคนหนึ่งมากเลย ที่เขาพูดทำนองว่า ต่อให้เขาเรียนจบ สอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือมีโอกาสได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศก็ตาม แต่ถ้าเขาต้องกลับมาอยู่ในเมืองไทยที่สภาพเป็นอย่างนี้ ในสังคมที่มีรัฐบาลที่ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โอกาสที่เขาจะมีชีวิตและงานที่ดีจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก

         เมื่อเยาวชนคิดว่าอนาคตของเขาถูกกีดกันจากโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นอยู่ หรือระบบการบริหารของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้เขารู้สึกว่าต่อให้ขยันแค่ไหน หรือเก่งเท่าไหร่ก็ไม่พอต่อการมีชีวิตที่ดี และเพราะสังคมมันแย่ เขาถึงต้องการการเปลี่ยนแปลง ทั้งเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบระเบียบของรัฐบาล และเปลี่ยนรัฐบาลให้สอดคล้องและทันสมัย เพื่อให้ตอบสนองต่อโลกปัจจุบันมากขึ้น

 

ม็อบ 2563

จากกระแสที่เกิดขึ้นในสังคมที่มีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่ไม่พอใจ โกรธแค้น คุณคิดว่านับจากนี้ลีลาในการนำเสนอบนเวทีชุมนุมของนักศึกษาจะเป็นอย่างไร

         ผมคิดว่าการชุมนุมในวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้จัดการชุมนุมเตรียมตัวได้ดีเลยนะ จัดวางน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม คือ มี 3 ข้อเรียกร้องหลัก 2 จุดยืน 1 ความฝัน ซึ่งสำหรับ 1 ความฝันที่เขาพูดไว้ว่าเป็นความฝันที่ต้องการมี ‘ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ’ เป็นการใช้ภาษาคำขวัญที่รัดกุมขึ้น

         อีกเรื่องที่เห็นว่าเป็นความน่าสนใจของเวทีวันที่ 16 สิงหาคม ก็คือการเปิดโอกาสให้คนหลากหลายกลุ่มได้มาบอกเล่าปัญหา ไม่ได้พูดถึงปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญลอยๆ แต่เขาทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาในชีวิตประจำวัน ปัญหาทางเศรษฐกิจกับรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องคนตกงานมากขึ้นจากพิษโควิด-19 ปัญหาเรื่องการจ้างงานในภาคการเกษตรที่กำลังตกอยู่ในความยากลำบาก รวมทั้งมีการอภิปรายถึงปัญหาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้คนที่อยู่ห่างไกลได้รับรู้ ฯลฯ ผมคิดว่าปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ชาวบ้านหรือคนทั่วไปอยากเข้าร่วมกับนักศึกษามากขึ้น เพราะเขาเห็นว่าปัญหาของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการตระหนักจากการชุมนุมของนักศึกษาด้วยเช่นกัน ไม่ใช่การชุมนุมที่พูดในเรื่องที่เป็นเรื่องนามธรรมเท่านั้น

คุณอยากพูดอะไรกับคนรุ่นผู้ใหญ่หลายๆ คนที่กำลังไม่สบายใจ หรือต่อต้านการชุมนุมของนักศึกษาอยู่

         เบื้องต้นคือขอให้เราทุกคนยืนอยู่บนการรับฟังและเหตุผล ผมอยากจะขอให้เสียงของนักศึกษาถูกรับฟัง บนฐานที่ว่าข้อเสนอของพวกเขาเป็นข้อเสนอที่เขาเองก็พูดอยู่ตลอดเวลาว่า ปรารถนาให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยอย่างเหมาะสมภายใต้รัฐธรรมนูญ คือไม่มีใครพูดเลยว่าต้องการโค่นล้ม แล้วผมฟังคำสัมภาษณ์ของนักศึกษาบางคนเขาก็พูดว่า เขาเองก็เสนอออกมาเพื่อให้สังคมได้พูดคุยกัน ตรงไหนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ถกเถียงกันไป เพราะเรื่องแบบนี้ต้องการการถกเถียง แต่ขอให้เป็นการถกเถียงในบรรยากาศที่เปิดกว้าง แล้วก็ใจเย็นๆ กันหน่อย

         ผมเข้าใจคนที่รู้สึกว่าเขาทนฟังไม่ได้ แต่ก็อยากจะบอกว่าพวกเขาว่าอย่าเพิ่งปิดประตูใส่นักศึกษา แล้วย้ำว่า ไม่เอาๆ ห้ามพูด ในขณะเดียวกันผู้ที่นำเสนอก็ต้องตระหนักด้วยว่าเรากำลังพูดถึงประเด็นที่อ่อนไหว คนไม่สบายใจเยอะ ดังนั้น ก็ช่วยนำเสนอด้วยท่าทีที่ชวนคนมาฟัง ชวนคนมาพูดคุย เมื่อพูดในเวทีปราศรัยคนที่นักศึกษาสื่อสารด้วยไม่ใช่คนในโลกทวิตเตอร์ที่เป็นคนรุ่นเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ เรื่องที่พูดกันในทวิตเตอร์จนดูเหมือนธรรมดา แต่เมื่อออกสู่สังคมวงกว้าง ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่สบายใจ

         โดยเฉพาะลูกเล่นหรืออุปกรณ์ที่นำมาใช้เพื่อแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์บางอย่าง หรือพร็อพที่นำมาใช้บนเวทีปราศรัย เขาอาจจะรู้สึกว่าไม่ผิดกฎหมาย ก็แปลว่าน่าจะทำได้นี่ แต่มีคนจำนวนมากที่รู้สึกว่า มันเกินเลยไปนิดหนึ่ง ต่อให้ไม่ผิดกฎหมายก็ตาม

         เนื่องจากประเด็นที่อ่อนไหวนั้น เป็นประเด็นที่บางคนอาจไม่ต้องการแม้แต่จะสนทนาแลกเปลี่ยนเลย ยิ่งถ้านำพร็อพหรือลูกเล่นที่ไม่ระมัดระวังมาใช้ก็จะยิ่งทำให้คนจำนวนไม่น้อยลังเลที่จะสนับสนุนข้อเรียกร้องที่เพิ่มเติมเข้ามา ต่อให้จะเห็นด้วยกับ 3 ข้อเรียกร้องหลักก็ตาม เรื่องลูกเล่นต่างๆ บางอย่าง ผมที่เป็นรุ่นน้าของพวกเขาแล้วก็อยากจะบอกว่าให้น้องๆ ช่วยเบาๆ หน่อย (หัวเราะ)

ข้อเรียกร้องทางการเมืองจะบรรลุเป้าหมายได้ นักศึกษาต้องทำให้คนในสังคมคล้อยตามไปด้วย จึงต้องผลักดันให้เกิดฉันทามติ (consensus)

         มีคนจำนวนมากทีเดียวที่เห็นด้วยกับ 3 ข้อเรียกร้อง เพราะหลายๆ คนก็เห็นแล้วว่าถ้าปล่อยให้รัฐบาลเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแน่ๆ ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างแนวร่วมให้มากๆ ทำให้เกิดการแสดงออกไปว่า อย่างน้อยนี่จะเป็นจุดที่เราจะเริ่มแก้ปัญหากันต่อ เพราะลำพังชูเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก็ว่ายากแล้ว ยิ่งเราพูดเรื่องอ่อนไหวก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ผู้ชุมนุมจึงต้องพูดด้วยความระมัดระวัง และตระหนักเสมอว่ายิ่งชวนคนมาพูดคุย มาให้การสนับสนุนเยอะมากเท่าไหร่ยิ่งดี 

 

ม็อบ 2563

คิดอย่างไรกับบทบาทสื่อไทยในตอนนี้

         พูดจริงๆ ว่าผมไม่ได้ตามสื่อกระแสหลักมากนัก ส่วนใหญ่ผมจะคอยอัพเดตข่าวสารจากสื่อออนไลน์มากกว่า หรือถ้าไม่ติดธุระสำคัญจริงๆ ผมชอบลงพื้นที่ไปดูสถานการณ์จริงเลย ซึ่งเข้าใจว่าคุณถามคำถามนี้เพราะมีคนวิจารณ์ว่าสำนักข่าวใหญ่ๆ ไม่ค่อยออกข่าวการชุมนุมของนักศึกษามากเท่าที่ควรใช่ไหม โดยรวมๆ ผมก็เข้าใจนะว่าบางประเด็นมันเป็น taboo (เรื่องต้องห้าม) ในสังคมไทย แต่ก็อยากจะบอกว่ายังมีช่องทางในการพูดให้อยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เคารพข้อเท็จจริง ในขณะเดียวกันเราสามารถพูดได้อย่างสุภาพ ด้วยท่าทีที่สร้างสรรค์ ไม่สร้างความเกลียดชัง เพื่อที่จะชักชวนให้คนเห็นปัญหาร่วมและหันมาพูดคุยกัน ผมก็ว่าสื่อสามารถทำได้

แต่ก็มีหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าม็อบมีโอกาสจะเผชิญกับความรุนแรงและอาจนำไปสู่จุดจบแบบเหตุการณ์ 6 ตุลา

         ใช่ คนมักจะกังวลว่าอาจจะเกิดความรุนแรงแบบเหตุการณ์ 6 ตุลา เพราะว่าการชุมนุมครั้งนี้มีการพูดถึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจส่งผลให้มีคนก่อกระแสมาสร้างความรุนแรงได้ ผมเองก็ยอมรับว่าเรื่องนี้น่าเป็นห่วง แล้วก็คาดหวังว่าสังคมไทย สื่อ และกลุ่มคนต่างๆ จะมีสติที่จะไม่พลั้งพลาดและเป็นชนวนที่นำไปสู่สถานการณ์รุนแรงเช่นนั้นอีก แต่การชุมนุมเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบันก็มีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง เพราะข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีเดินทางรวดเร็ว เข้าถึงง่าย ใครจะทำอะไรก็สามารถเป็นข่าวได้ ดังนั้น การใช้ความรุนแรง หรือการปั่นกระแสสร้าง hate speech เพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้เขาถูกทำร้ายถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ทั้งในสังคมไทยและในประชาคมโลก

         อีกอย่างคือผมไม่อยากให้เรายึดติดหรือตั้งคำถามว่ามันจะจบแบบ 14 ตุลา, 6 ตุลา หรือพฤษภา 53 ผมคิดว่าการชุมนุมครั้งนี้มันจะพัฒนาไปแบบคนรุ่นใหม่ยุค 2020 คือมันจะจบในเวอร์ชันของมัน ในเวอร์ชันที่เราสร้างสรรค์สังคมได้โดยไม่ต้องจบด้วยความรุนแรง เพราะความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ เราจึงต้องช่วยกันสร้างสรรค์ว่าเราอยากจะให้การชุมนุมครั้งนี้มันเกิดรูปแบบใหม่อย่างไร

 

แล้วการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ถูกนำมากล่าวถึงเชิงยกย่องในรั้วจุฬาฯ ล่ะ คุณมองเรื่องนี้อย่างไร

         เป็นปรากฏการณ์ที่ผมคิดว่างดงามมากนะ มันแสดงให้เห็นว่านักศึกษาไม่กีดกันตัวเองออกจากประชาชนทั่วไป หรือคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม ทำให้คนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยมาก่อนหน้านี้ได้เข้ามาเป็นแนวร่วมหรือเป็นพวกเดียวกัน แม้แต่การชุมนุมวันที่ 16 สิงหาคม ก็มีรุ่นลุงๆ ป้าๆ เข้ามาร่วมด้วย นี่เป็นจุดหนึ่งของความพยายามขยายแนวร่วมที่ดี เพราะที่สุดแล้วความต้องการร่วมกันของพวกเขาก็คือต้องการประชาธิปไตย ต้องการที่จะขับไล่ระบอบที่สืบทอดอำนาจของ คสช. แล้วที่ผมคิดก็คือ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนเสื้อแดงอย่างเดียวด้วยซ้ำ แต่กับคนเสื้อเหลือง หรือแม้แต่คนที่เคยเป่านกหวีดในการชุมนุมของ กปปส. หากตระหนักว่า การรัฐประหารปี 2557 และการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง จะหันมาร่วมกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องเสียหน้าหรือเสียหาย

         เราควรจะกลับมาเริ่มต้นด้วยการร่างรัฐธรรมนูญที่ฟังเสียงประชาชน และเป็นธรรมมากว่านี้ ดังนั้น คนที่เคลื่อนไหวในตอนนี้ก็ควรยินดีต้อนรับคนที่เคยเรียกร้องรัฐประหาร พูดง่ายๆ คือเราต้องดึงฝั่งคนที่เคยสนับสนุน คสช. ให้กลับมาอยู่ฝั่งที่สนับสนุนประชาธิปไตยให้ได้มากที่สุด และโดดเดี่ยวให้กลุ่ม คสช. กลายเป็นกลุ่มเล็กที่สุด ทำอย่างไรที่จะทำให้ข้อเรียกร้องของนักศึกษาพัฒนาต่อไป และจุดที่ผมคิดว่าเป็นจุดคานงัดที่สำคัญเลยก็คือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้พลังกดดันไปถึง ส.ว. ได้ เพราะทุกวันนี้ปมสำคัญอยู่ที่ ส.ว. นะครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจกับ ส.ว. ทำให้ ส.ว. สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้ จึงส่งผลให้พรรคการเมืองต่างๆ ไม่เป็นอิสระ จะทำอย่างไรให้ ส.ว. ไม่ใช้อำนาจนั้น หรืออย่างเบาที่สุดคือ รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพูดเลยว่าเขาไฟเขียวแล้ว เขาไม่ต้องการให้ ส.ว. มาโหวตให้เขา ผมคิดว่านี่จะเป็นจุดสำคัญที่นำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

ตอนนี้มีคนในวงการหลายๆ คนออกมาปกป้องสิทธิในการแสดงออกของนักศึกษา คุณคิดอย่างไ

         ผมก็ยินดีด้วยที่มีดารานักแสดงออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ถ้าผมจะตั้งข้อสังเกตก็คือ กลุ่มที่แสดงตัวช่วงนี้มักจะเป็นกลุ่มดารา นักแสดง หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นคนรุ่นใหม่เสียส่วนมาก ซึ่งก็สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้ไม่ว่าจะประกอบอาชีพไหน เขาค่อนข้างจะมีทัศนะต่อโลกค่อนไปในทางเดียวกัน ก็คืออยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สิทธิและเสียงในอนาคตของพวกเขาได้สะท้อนออกมา

 

ม็อบ 2563

งานวิจัย ‘อยู่กับบาดแผล’ ที่คุณได้ศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเหยื่อผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองกลุ่มต่างๆ มีบทเรียนอะไรที่น่าหยิบขึ้นมาพูดถึงในสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันบ้าง

         สำหรับงานวิจัยนี้ผมเขียนไว้ในบรรทัดแรกของบทสรุปเลยว่า ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดขึ้นต่อใคร เป็นสิ่งที่ควรต้องหลีกเลี่ยงมากที่สุด เมื่อเราพูดถึงความรุนแรง แน่นอนว่าคนที่มีสรรพาวุธหรือคนที่มีอำนาจในการใช้ความรุนแรงคือคนของรัฐ แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้รัฐลงมือใช้ความรุนแรงได้ก็เพราะว่ามีกระแสสังคมสนับสนุนว่าใช้เลย ปราบเลย ดังนั้น กระแสสังคมต้องมีสติมากพอด้วย เราต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรง และจัดการความแตกต่างทางความคิดอย่างมีอารยะ ก็คือการแลกเปลี่ยนของคนที่เห็นต่างกัน บนพื้นฐานของการรับฟังและเคารพซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุด้วยผล ผมคิดว่าเราต้องเริ่มต้นจากตรงนี้ เริ่มต้นด้วยความอดทนต่อความเห็นต่าง

ก่อนที่ใครจะก่อความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โปรดชั่งใจว่า คุณเคยเหลียวดูเหยื่อของความรุนแรงที่ผ่านมาบ้างหรือยัง

ในเวลานี้สถานศึกษาควรวางบทบาทอย่างไร

         ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยต่างจากส่วนราชการอื่นๆ อย่างสำคัญ เพราะมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่สร้างเสริมปัญญา และการสร้างเสริมความรู้มันจำเป็นต้องเปิดให้คนคิดและแสดงออกได้อย่างกว้างขวาง ตราบเท่าที่เขาไม่ได้ลงมือทำร้ายใคร มหาวิทยาลัยจึงต้องรักษาพื้นที่ที่ให้เสรีภาพในการคิดและการแสดงออกเอาไว้ และที่ผมอยากเห็นมากขึ้นก็คือ จำเป็นจะต้องช่วยกันชี้แจงกับสังคมบ้าง ถ้าสังคมตั้งคำถามว่าเพราะอะไรมหาวิทยาลัยจึงเปิดพื้นที่ให้มีการชุมนุมเช่นนี้ขึ้น เราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ถ้าเกิดมหาวิทยาลัยไม่เปิดแล้วใครจะเปิดล่ะ เราอยู่กับนักศึกษาเราเข้าใจความอึดอัดของพวกเขา แล้วถ้าเราไม่ให้เขาแสดงออกในพื้นที่ที่เหมาะสมและปลอดภัย เท่ากับเราผลักให้เขาไปแสดงออกในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมันอันตรายยิ่งกว่า นี่คือสิ่งที่อยากเรียกร้องไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย

         ถ้าลงไปถึงระดับของโรงเรียน ถึงแม้จะมีระบบความเป็นราชการค่อนข้างเยอะกว่ามหาวิทยาลัย แต่ผมว่าโรงเรียนก็ควรต้องยืนอยู่บนจุดที่เคารพการแสดงออกของนักเรียน น่ายินดีที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีจดหมายเวียนให้โรงเรียนต่างๆ เปิดพื้นที่ให้กับการแสดงออกของนักศึกษา

ถ้าจะสอดส่องนักเรียนก็ควรจะสอดสองระแวดระวังเพื่อไม่ให้มีใครมาทำร้ายนักเรียน ไม่ใช่ว่าครูไปคุกคามนักเรียนเสียเอง

         อย่างเหตุการณ์ที่เด็กชูสามนิ้วแล้วครูเดินเข้าไปตบจนโทรศัพท์ร่วงก็สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมความรุนแรงที่ได้ซึมลึกอยู่ในระบบการศึกษา

คำถามสุดท้าย คุณคิดว่าประเทศนี้มีความหวังไหม

         ผมไม่เคยสิ้นหวังนะ ผมศึกษาเรื่องคนไร้บ้าน จะเห็นสำนวนหนึ่งอยู่บ่อยๆ ว่า Homeless, But Not Hopeless. ดังนั้นไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงผมก็ไม่สิ้นหวัง และจากการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากออกมาชุมนุมแบบตั้งใจ ด้วยความพร้อมที่จะเข้าร่วม ไม่ใช่มาเพราะเป็นแฟชั่น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาเป็นมวลชนที่มีคุณภาพ ก็ยิ่งทำให้ผมมีความหวังมากขึ้น เพราะเมื่อคนหนุ่มสาวเขาเกิดสนใจเรื่องใดขึ้นมา เขาจะมีความตั้งใจและมุ่งมั่งที่จะทำมันให้สำเร็จให้ได้

 


เครดิตภาพ: AFP / Reuters / รักษ์ หนังสือเก่า

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN 

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง