การรับมือกับโควิด-19 แนวโน้มอาชญากรรมทั่วโลก และอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

Agenda
13 Jul 2021
เรื่องโดย:

adB Team

“สถานการณ์โควิด-19 แม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ยังสะท้อนให้เห็นความย้อนแย้ง ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดประเทศที่มีความมั่นคงด้านสาธารณสุข และมีฐานะทางเศรษฐกิจร่ำรวย จึงมีจำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อโควิดในสัดส่วนที่สูงกว่า ประเทศที่ยากจนและมีความเปราะบางทางด้านสาธารณสุขเสียอีก”

        ส่วนหนึ่งจากถ้อยความของ ศาสตราจารย์ชีลา ยาซานอฟฟ์ นักวิชาการจาก Harvard University’s John F. Kennedy School of Government ในเวทีเสวนาคู่ขนานของการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 18 (The 18th National Symposium) ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

        งานนี้มีผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเสวนา เช่น คุณเอนริโก้ บิซอญโญ่ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาข้อมูลและการเผยแพร่ประจำสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติเวียนนา (UNODC Vienna) ประเทศออสเตรีย นำเสนอแนวโน้มของอาชญากรรมทั่วโลกในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คุณชีลา ยาซานอฟฟ์ เสนอภาพรวมระดับโลกของสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในปัจจุบัน คุณโลวิตา รามกุตตี รองผู้อำนวยการผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบของโรคระบาดโควิด-19 ที่มีต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามข้อกำหนดของสหประชาชาติหรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ดำเนินรายการโดย ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

        ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ละท่านได้นำเสนอข้อมูลจากการติดตามสถานการณ์ การกำหนดนโยบายจากประเทศต่างๆ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ไม่สามารถทำได้ง่ายนัก นอกจากนี้ยังกล่าวถึงแนวโน้มอาชญากรรมในภาพรวมระดับโลก และแนวโน้มอาชญากรรมระหว่างประเทศ พร้อมเสนอแนวทางการรับมือกับปัญหาด้วย

ถอดบทเรียนการรับมือในช่วงการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของประเทศต่างๆ 

        ศาสตราจารย์ชีลาได้นำเสนอผลการศึกษาเชิงนโยบายเปรียบเทียบที่เธอทำร่วมกับสถาบันวิจัยหลายประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างการกำหนดนโยบายในแต่ละประเทศเพื่อรับมือและจัดการกับโรคโควิด-19 สาเหตุที่ศึกษาเชิงเปรียบเทียบ เพราะเธอมองว่า วิกฤตการณ์ระบาดโควิด-19 ทำให้ทุกประเทศได้รับผลกระทบ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องพรมแดนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมการแพร่ระบาด

        ข้อสังเกตสำคัญคือ สหรัฐอเมริกาเป็นเบอร์หนึ่งในด้าน Global Health Security Index Map แต่เพราะเหตุใดจึงควบคุมการระบาดได้แย่มาก หรืออย่างอินเดียที่มีการระบาดมาก แต่เมื่อเทียบกับประเทศแถบยุโรป หรือไทย ก็ถือว่าการควบคุมโรคระบาดของอินเดียดีกว่า ดังนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ “เราจะใช้อะไรในการวัดความฉุกเฉิน”

        นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะมีเรื่องการตีตรา ทำให้คนไม่กล้ามาออกบอกว่าเป็นโรคโควิด-19 ขณะที่ในสิงคโปร์ ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในรัฐบาลเพราะรัฐดูแลประชาชนมาเป็นอย่างดีมายาวนานแล้ว เป็นต้น

        ขณะที่เมื่อพิจารณาที่ระบบสาธารณสุข จะพบว่า ประเทศที่มีปัญหาอยู่ก่อนแล้ว โรคระบาดโควิด-19 จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาในระบบที่เป็นจุดอ่อนมากขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกา การระบาดระลอกแรกได้โจมตีผู้สูงอายุที่มีจำนวนมาก ทำให้เห็นชัดว่า สังคมในสหรัฐอเมริกาละเลยการดูแลผู้สูงอายุ ดังนั้น กลุ่มที่มีความเปราะบางก็จะได้รับผลกระทบมากกว่า

        ศาสตราจารย์ชีล่าจึงได้นำเสนอสรุปการถอดบทเรียนเพื่อรับมือสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ของประเทศต่างๆ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ที่มองใน 3 มิติ เกี่ยวกับ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการเมือง โดยแบ่งประเทศที่รับมือกับโควิด-19 ไว้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

        รูปแบบแรก กลุ่มประเทศที่มีการควบคุมสถานการณ์ได้ในทุกมิติ (Control) เช่น ไต้หวัน ที่อาศัยบทเรียนจากโรคระบาดครั้งก่อนทั้งโรคซาร์ส และไข้หวัด 2009 (ไวรัส H1N1) ด้วยระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่มีการล็อกดาวน์ และพยายามดำเนินธุรกิจโดยมีการพักหรือหยุดภาคธุรกิจให้น้อยที่สุด 

        รูปแบบที่สอง แบบที่ประชาชนให้ความร่วมมือกับรัฐ (Consensus) ในการจัดการกับโรคระบาด เช่น สหพันธรัฐเยอรมนี ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีระบบงานวิจัย เป็นผู้ผลิตยาได้เอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมีเสถียรภาพสูง มีการประกันการว่างงาน 

        รูปแบบที่สาม ความสับสนอลหม่าน (Chaos) ที่ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อและคนตายจำนวนมาก ไม่มีฉันทามติ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความอลหม่านในทุกมิติ ทั้งด้านสาธารณสุขที่ขาดอธิปไตยด้านสุขภาพ 

        รูปแบบต่างๆ นี้มีผลต่อการกำหนดนโยบาย เพราะถ้าหากไม่สามารถควบคุมโรคไว้ได้แต่แรก ก็จะมีผลที่ตามมาคือ เชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ก็จะเกิดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

        ประเด็นสำคัญที่ศาสตราจารย์ชีลาถ่ายทอดระหว่างเสวนา คือ หลายประเทศมีความเข้าใจผิดในการดำเนินนโยบายเพื่อจัดการกับโควิด-19 เช่น 

        1. ความเข้าใจผิดที่ว่า “เราต้องเรียนรู้และทำเป็นคู่มือออกมา” 

        2. ความเข้าใจผิดที่ว่า “ในกรณีฉุกเฉิน การเมืองจะนำนโยบาย” ประเด็นนี้ ชีลากล่าวว่า เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าต้องการทำให้นโยบายมีประสิทธิภาพ ต้องพิจารณาเรื่องการเมืองด้วย

        3. ความเข้าใจผิดที่ว่า “ตัวชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวชัดเจนอยู่แล้ว” แต่ชีลามองว่าตัวชี้วัดมีมากมาย ขึ้นกับว่าจะใช้มาตรการอะไรมาวัด

        4. ความเข้าใจผิดที่ว่า “ผู้ที่ให้คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถแยกการเมืองออกจากระบบได้” แต่ในความเป็นจริงคือ คำแนะนำของสาธารณสุขมักถูกละเลย เพราะนักการเมืองอยากให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป

        5. ความเข้าใจผิดที่ว่า “การที่คนไม่เชื่อใจสาธารณสุขคือ คนเหล่านั้นไม่รู้เรื่องอะไร” ประเด็นนี้ ชีลามองว่า การที่คนไม่เชื่อใจสาธารณสุข สะท้อนให้เห็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อระบบการปกครอง ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่มาก

        ดังนั้น จากผลการศึกษา หลายประเทศรับมือกับโควิด-19 โดยเน้นการแข่งขันกระตุ้นตลาด การแจกเงินเยียวยา และแผนการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน การแบ่งขั้วความคิดเห็นทางการเมืองสูง ประชาชนไม่เชื่อมั่นในผู้เชี่ยวชาญ (ไม่เชื่อคำเตือนของแพทย์และนักการสาธารณสุข) และมีการจัดการที่ขัดแย้งกันระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นระดับรัฐต่างๆ แบบต่างคนต่างทำไม่สอดคล้องกัน

        สอดคล้องกับที่ โลวิตา รามกุตตี (Ms.Lovita Ramguttee) รองผู้อำนวยการผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวถึงการต่อสู้กับภาวะวิกฤตปัจจุบันว่า ความอลหม่านเกิดขึ้นทั่วโลก มีการประท้วงต่อต้านสังคม งานภาครัฐและหน่วยงานสาธารณสุขส่วนกลาง และปัญหาความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศเพิ่มขึ้น มีการกดขี่ การลุกฮือต่อต้าน

        อย่างไรก็ดี โลวิตากล่าวว่า “สิ่งแรกที่เห็นคือ การร่วมแรงร่วมใจกันในการสู้กับโรคระบาด เพราะทรัพยากรภายในประเทศเริ่มร่อยหรอลง  เราได้เห็นประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ได้ปรับเปลี่ยนจุดประสงค์ในการใช้ทรัพยากรของพวกเขาทั้งด้านงบประมาณเงินทุน (fiscal resources) ในประเทศรายได้ปานกลาง (ไทยอยู่ในกลุ่มนี้) ที่ผันงบมา 4 เปอร์เซ็นต์ของรายได้มวลรวมของประชาชาติ (GDP) และประเทศรายได้น้อย 2 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งทำให้เห็นช่องว่างระหว่างเงินงบประมาณนี้อยู่ และชี้ให้เห็นว่า การลงทุนด้านการพัฒนาควรเป็นศูนย์กลางของแผนการฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19 ในทุกประเทศ” ดังนั้น รองผู้อำนวยการโครงการ UNDP จึงได้นำเสนอทางออกสำหรับประเทศไทย เป็น 3 ระยะ คือ 

        (1) ระยะสั้น ต้องดูแลกลุ่มเปราะบาง (เด็ก เยาวชน คนพิการ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ และกลุ่มชาติพันธุ์) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการสนับสนุนภาคธุรกิจให้เกิดการจ้างงานได้ให้เร็วที่สุด 

        (2) ระยะกลาง ไทยควรยกระดับการบริการสาธารณะเพื่อสามารถคุ้มครองประชากรกลุ่มเปราะบางในการรับมือกับวิกฤตต่างๆ โดยเฉพาะการขยายระบบการคุ้มครองด้านสวัสดิการสังคมต่างๆ ให้ครอบคลุม และตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคม และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม    

        (3) ระยะยาว ควรจะยกระดับสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือเศรษฐกิจยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น 

        ในส่วนของ UNDP ได้มีส่วนร่วมกับประเทศสมาชิกรวมถึงไทย เพื่อผลักดันวาระ SDGs มีแผนผลักดันแบบครอบคลุม ที่เรียกว่า a broader SDGs push ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้าง Inclusive Green Globe โดยสนับสนุนให้กลุ่มผู้ปฏิบัติงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวเนื่องด้านเทคโนโลยีดิจิทัลปรับให้เป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเน้นการคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) เพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ พลิกฟื้นสภาวะเลวร้ายจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 

มาตรการล็อกดาวน์กับแนวโน้มอาชญากรรมในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19: ปล้นชิงทรัพย์ ลักลอบขนยาเสพติดลดลง แต่คดีอาชญากรรมที่จัดตั้งเป็นองค์กรกลับเพิ่มขึ้น

        แนวโน้มอาชญากรรมในช่วงโควิด-19 ตามสถิติงานวิจัยของ UNODC ล่าสุด พบว่า ในช่วงที่หลายประเทศใช้มาตรการล็อกดาวน์ อาชญากรรมบางประเภทจึงเกิดขึ้นลดลง เช่น คดีปล้นชิงทรัพย์ คดีลักลอบขนยาเสพติด 

        เอนริโก้ บิซอญโญ่  (Mr. Enrico Bisogno) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาข้อมูลและการเผยแพร่ประจำสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ กรุงเวียนนา (UNODC Vienna) สาธารณรัฐออสเตรีย ตั้งข้อสังเกตถึง สาเหตุที่ทำให้สถิติอาชญากรรมลดลง ดังนี้ (1) โอกาสในการก่อคดีในที่สาธารณะน้อยลง คนอยู่บ้านมากขึ้น ถูกจำกัดการเดินทางข้ามพื้นที่ (2) มีการปิดพรมแดนป้องกันการแพร่ระบาด ทำให้การเข้าถึงแหล่งผลิตยาเสพติดยากขึ้น (3) มาตรการล็อกดาวน์ทำให้เหยื่อหรือผู้ประสบเหตุเดินทางไปแจ้งความ หรือเข้าถึงเจ้าหน้าที่รัฐได้ยากขึ้น

        อย่างไรก็ตาม การล็อกดาวน์กลับไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มหรือลดกับคดีฆาตกรรม (Homicide) มากนัก และจากสถิติพบว่า คดีฆาตกรรมนี้มักเกิดกับผู้หญิงมากที่สุด เช่นเดียวกันกับการเกิดคดีข่มขืน (rape) และคดีกระทำชำเราทางเพศ (sexual assault) ที่เมื่อพิจารณาจากสถิติกว่า 36 ประเทศทั่วโลกพบว่า คดีดังกล่าวลดลงต่ำสุด ในช่วงล็อกดาวน์ที่เข้มงวด เดือนเมษายน 2563 ก็จริง แต่กลับเกิดคดีเพิ่มขึ้นอีกเมื่อผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2563   

        ส่วนอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นในช่วงล็อกดาวน์คือ คดีอาชญากรรมที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (organized crime) การกระทำผิดกฎหมายโดยกระทำเป็นกลุ่มองค์กรเพื่อผลประโยชน์ เช่น การลักลอบหรือทุจริตในการค้าขายวัสดุทางการแพทย์ที่จำเป็นและขาดแคลน อย่าง ชุด PPE, เครื่องมือตรวจหาเชื้อ (test kits) และยาฆ่าเชื้อ เป็นต้น และ อาชญากรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจคือ อาชญากรรมการลักลอบขนแรงงานอพยพผิดกฎหมายเข้าเมือง (Immigrant Smuggling) 

        ประเด็นนี้ ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลฯ UNODC ให้เหตุผลว่า ประเทศเศรษฐกิจยากจนจะมีปัญหาว่างงานมากขึ้นอีก ซึ่งทำให้ประเทศเหล่านั้นมีแนวโน้มกระทำผิด โดยการค้าแรงงานผิดกฎหมายเดินทางอพยพ ค้าแรงงานไปยังประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ซึ่งทำให้กลุ่มอาชญากร เช่น กลุ่มค้ามนุษย์ อาศัยจังหวะในการหาประโยชน์จากกลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้น 

        ประเด็นสำคัญ คือ ผลพวงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ไม่ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้แนวโน้มอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลลบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งในแง่การเยียวยาและการป้องกัน ที่มักมีข้อจำกัดทั้งเงินทุนและการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มคนผู้ใช้แรงงาน ผู้หญิงที่มักตกเป็นเหยื่อ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่มักถูกละเลยในสถานการณ์นี้ ซึ่งนี่เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยากขึ้น

แนวโน้มอาชญากรรมเพิ่มขึ้น ซ้ำเติม ‘ปัญหาคนล้นคุก’ ขัดขวางการพัฒนาที่ยั่งยืน

        อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่หลายประเทศต้องประสบเหมือนๆ กัน คือ ปัญหาคนล้นคุก ซึ่งประเด็นนี้ ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลฯ UNDOC ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลในงานเสวนาว่า ปัญหาจำนวนผู้ต้องขังแออัดในเรือนจำมี ทั่วโลก ปี 2561 จำนวนผู้ถูกคุมขังในเรือนจำแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย มีอัตราความแออัดในเรือนจำสูงสุด (Occupancy Rate) เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นของโลก ทั้งจำนวนผู้ต้องโทษ (Convicted Prisoners) และผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดี (Unsentenced Prisoners) โดยมีปริมาณนักโทษเกินความจุของเรือนจำที่รับได้คิดเป็นร้อยละ 240 หมายถึง ล้นความจุของเรือนจำไปถึงเกือบเท่าตัว   

        กรณีของไทยมีการดำเนินการแก้ปัญหาลดความแออัดในเรือนจำ ช่วงเดือนตุลาคม 2562 ถึงมีนาคม 2563 โดยกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยตัวเลขเมื่อเดือนเมษายนปี 2563 ว่าได้มีการดำเนินมาตรการพักโทษให้แก่นักโทษราว 8,000 คน โดยกำหนดมาตรการลดวันสำหรับนักโทษที่มีความประพฤติดีและได้รับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของโทษทั้งหมด ได้รับการพิจารณาปล่อยตัวออกจากเรือนจำเพื่อลดความแออัดและป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในเรือนจำ (ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ https://ilaw.or.th/node/5664)

        ตามข้อมูลจาก UNODC เมื่อปี 2562 สถานการณ์ในเรือนจำไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดีกว่า ในนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศในแถบเอเชียใต้ อย่างอินเดีย ศรีลังกา ที่ยังครองอันดับ 1 ของเรือนจำที่มีจำนวนผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดีในอัตราส่วนมากสุด  จากตัวเลขปี 2562 ทำให้เห็นว่าในเรือนจำประเทศไทยรวมกับประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด จำนวนผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดีมีร้อยละ 30 ของจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งหมด  

        ประเด็นสำคัญ คือ เมื่อแนวโน้มอาชญากรรมหลายประเภทเพิ่มสูงขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่น การลักลอบขนย้ายแรงงานผิดกฎหมาย ขณะที่โทษทางอาญาส่วนใหญ่คือ การจำคุก ยิ่งซ้ำเติมปัญหาคนล้นคุกที่มีอยู่เดิมให้หนักขึ้น และปัญหานี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในข้อ 16 ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมและสร้างสถาบันที่มีประสิทธิผลรับผิดชอบและครอบคลุมในทุกระดับ

        ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลฯ UNDOC จึงสรุปแนวทางแก้ปัญหา ดังนี้ (1) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 นอกจากการลดความแออัดในเรือนจำแล้ว การป้องกันปัญหาการทุจริตติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 16 ให้สำเร็จ (2) “โครงการฟื้นฟูผู้ต้องขัง คืนคนดีสู่สังคม เพื่อลดจำนวนผู้ต้องขัง (Rehabilitation) มีความจำเป็นอย่างมากในการดำเนินการแก้ปัญหานักโทษล้นคุก” 

        กล่าวได้ว่า ทุกประเทศล้วนกำลังเผชิญกับวิกฤต และหลายประเทศจะต้องได้รับผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การรับมือ และ การปรับตัวจากทุกภาคส่วน ด้วยความร่วมมือร่วมใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังที่ ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ผู้ดำเนินรายการเสวนา กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “ผมเชื่อว่าการรับมือสถานการณ์โควิดต้องทำในระดับโลก เพราะสถานะของพวกเราตอนนี้เปราะบางมาก ท่ามกลางวิกฤตนี้เราคงต้องปฏิบัติงานภายใต้ความมุ่งมั่นทุ่มเทที่ยิ่งใหญ่ เราจะสามารถติดอาวุธและปรับตัวรับมือกับสถานการณ์อย่างแข็งขัน และบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทุกคนจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อประโยชน์ของทุกคนในสังคม” 

        ผู้สนใจสามารถติดตามชมบันทึกการประชุมเสวนาย้อนหลังออนไลน์ได้ที่นี่


ภาพ: Getty Images, TIJ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่