The Land Before Masks: โลกก่อนหน้ากาก กับความเชื่อที่ว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่างเมื่อไอหรือจาม

Agenda
4 Apr 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

Highlights

คุณอาจไม่รู้ ว่าโลกนี้มี ‘ผู้เชี่ยวชาญหน้ากาก’ อยู่ด้วย แต่ คริสตอส ลินเทอริส (Christos Lynteris) ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส คือผู้เชี่ยวชาญใน ‘ประวัติศาสตร์หน้ากากทางการแพทย์’

        และเขานี่แหละ คือคนที่จะมาไขความลับของประวัติศาสตร์หน้ากาก – ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร

        ภาพของ ‘หน้ากาก’ แบบหนึ่งที่หลายคนอาจคุ้นตาจากภาพยนตร์ แต่เห็นทีไรอาจคิดว่ามันไม่ใช่หน้ากาก ทว่าเป็นเหมือนภูตผีหรือตัวร้ายที่เข้ามาหลอกหลอน หรืออาจจะเป็นฆาตกรซ่อนเงื่อนไปเลยก็ได้ – คือภาพคนใส่หน้ากากที่มีจะงอยปากยาวๆ เหมือนนก ปกปิดร่างกายด้วยชุดคลุมยาวๆ ราวกับเป็นผีนกที่คอยเข้ามาทำร้ายเรา

        แต่รู้ไหมครับ ว่าภาพแบบนั้นคือ ‘ภาพจริง’ ที่มีที่ทางอยู่จริงในประวัติศาสตร์

        จะงอยปากนกที่ดูน่ากลัวนั้น แท้จริงแล้วก็คือหน้ากากแบบหนึ่ง!

        ลินเทอริสบอกว่า ก่อนหน้าจะมีหน้ากากนก คนในยุคกลางสงสัยมานานแล้วว่า การไอหรือจามอาจเป็นสาเหตุของโรค

        ความสงสัยที่ว่านั้นมีทั้งถูกและผิด ที่ถูกก็คือ การจามอาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้จริงๆ แต่โรคที่คนยุโรปในยุคนั้นต้องพบเผชิญคือกาฬโรค ไม่ได้แพร่ผ่านการจามเป็นหลัก แต่แพร่ผ่านหนูที่เป็นพาหะต่างหาก อย่างไรก็ดี สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่หนึ่งก็ได้เสนอว่า การจามอาจแสดงถึงสภาวะที่วิญญาณหลุดออกจากร่าง คนเราจึงอาจตายได้ถ้าจาม พระสันตะปาปาจึงเสนอให้พูดว่า “God bless you!” เวลาได้ยินคนจาม เพื่อให้พระเจ้าช่วยอวยพรคนคนนั้นไม่ให้ตาย

        และดังนั้นเอง ผู้คนจึงนิยมพกผ้าเช็ดหน้าติดตัวเอาไว้ใช้ปิดปากเวลาไอหรือจาม เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยกันมาตั้งแต่ยุคโน้นแล้ว และถ้าจะนับว่าผ้าเช็ดหน้าเป็น ‘หน้ากาก’ มันก็น่าจะเป็นหน้ากากชิ้นแรกๆ ของมนุษย์

        อย่างไรก็ตาม ‘หน้าที่’ ของผ้าเช็ดหน้า ก็คือการป้องกันวิญญาณหลุดออกจากร่าง คือการกันสิ่งที่อยู่ภายในไม่ให้ออกไปภายนอก

        แต่ผ้าเช็ดหน้ากัน ‘เชื้อโรค’ หรือสิ่งที่อยู่ภายนอกไม่ให้เข้ามาภายในร่างกายได้หรือ?

 

โลกก่อนหน้ากาก

 

       สำหรับเรื่องนี้ ลินเทอริสเล่าว่า มีภาพวาดตั้งแต่สมัยเรอเนสซองส์แล้ว ที่เป็นภาพคนเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วย ภาพนี้เป็นภาพจากเมืองมาร์กเซยล์ส ในปี 1720 ซึ่งตอนนั้นเมืองนี้เป็นศูนย์กลางการระบาดของกาฬโรค มันเป็นภาพของสัปเหร่อขุดหลุมศพ กับภาพคนเอาผ้าปิดปากปิดจมูกอยู่

        คนยุคนั้นเชื่อว่า การปิดปากปิดจมูกจะช่วยป้องกันตัวจากโรคได้ (แม้ – อย่างที่บอก, กาฬโรคแพร่ระบาดโดยหนูที่เป็นพาหะ ไม่ใช่ทางอากาศ) เพราะพวกเขามีทฤษฎีโรคอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า ‘Miasma’ นั่นก็คือเชื่อว่ากาฬโรคนั้นแพร่จาก ‘ก๊าซ’ บางอย่างที่ซึมซ่านผ่านขึ้นมาจากดิน โดยเฉพาะดินที่มีการฝังศพคนป่วยลงไป ดังนั้น เชื้อโรคร้ายจึงมีที่มาจากอากาศเสีย หรือ corrupt air นั่นเอง

        และก็เป็นเจ้าทฤษฎี Miasma นี้นี่เอง ที่ก่อให้เกิด ‘หน้ากากจะงอยปากนก’ อันน่าสะพรึงกลัว และแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายขึ้นมา เพราะมันทำให้ชาวยุโรปในยุคศตวรรษที่ 17 คิดประดิษฐ์หน้ากากป้องกันก๊าซพิษที่ว่านี้ขึ้นมาใช้กับแพทย์ที่ตระเวนไปรักษาผู้ป่วยตามบ้าน

        หน้ากากนกจะมีลักษณะยาวยื่นออกมาคล้ายจะงอยปากนกขนาดยักษ์ ตรงปลายจะมีช่องหายใจ ซึ่งตรงนั้นสามารถเอาเครื่องหอมอย่างเช่นกำยานไปเผาใส่ไว้ด้วย โดยคนยุคก่อนโน้นเชื่อว่า กำยานจะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ และเป็นหนึ่งในสามของสำคัญล้ำค่าที่พญาสามองค์นำไปถวายพระกุมารเยซู (คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ) ด้วย

        คนเชื่อกันว่า ถ้าเพียงแต่ ‘กลบกลิ่น’ อันเหม็นอวลของซากศพได้ ก็จะไม่ป่วยตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริง เนื่องจากการแพทย์ยังไม่เจริญดี สุดท้ายแพทย์ที่ใส่หน้ากากนกนี้ ก็เลยแทบจะมีความหมายเดียวกับความตายไปเลย เพราะส่วนใหญ่ไปรักษาใคร คนนั้นก็ตาย คล้ายๆ กับที่คนไทยเคยเปรียบเปรยโรงพยาบาลสมัยก่อนว่าเป็นโรงฆ่าสัตว์ คือใครไปรักษาก็ไม่รอดทุกรายไป เป็นเพราะวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่ดี แพทย์เองก็ยังไม่เข้าใจว่าผู้ป่วยป่วยเพราะอะไร

 

โลกก่อนหน้ากาก

 

        เคยมีคนวิพากษ์วิจารณ์ในตอนหลังด้วยว่า หน้ากากปากนกอันน่าสะพรึงกลัวนี้ แท้จริงอาจเป็นตัวการทำให้คนตายเสียเองก็ได้ เพราะแค่เห็นแพทย์ใส่หน้ากากนี้เข้ามารักษา คนไข้ก็ตื่นตระหนกหวาดกลัวแล้ว และความกลัวก็ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง จึงเสี่ยงที่จะอ่อนแอและเสียชีวิตมากขึ้น

        ลินเทอริสบอกว่า หน้ากากปากนกนี้ใช้กันต่อเนื่องมาจนถึงต้นศตวรรษที่ 19 แต่พอถึงปลายศตวรรษ เริ่มมีการเรียนรู้ถึงแบคทีเรีย ทำให้ทฤษฎี Miasma กลายเป็นของล้าสมัย การศึกษาจุลชีววิทยาเฟื่องฟูขึ้นมาแทนที่

        ด้วยเหตุนี้ หน้ากากปากนกจึงหายไป แพทย์หันมาใช้หน้ากากอีกแบบหนึ่ง ที่จริงๆ ก็มีลักษณะเหมือนผ้าเช็ดหน้าที่มีเชือกร้อยนำมาปิดปากนั่นเอง

        หน้ากากแบบนี้ไม่ได้แตกต่างจากหน้ากากปากนกที่รูปร่างหน้าตาเท่านั้น ทว่าแม้แต่ ‘วิธีคิด’ ก็ยังต่างกันด้วย หน้ากากปากนกมีไว้ ‘ป้องกันตัว’ (คือป้องกันโรคร้ายเข้าตัว) แต่หน้ากากแบบใหม่นี้มีไว้เพื่อ ‘ป้องกันคนอื่น’ นั่นคือกันน้ำลายจากการไอหรือจามของแพทย์ ที่จะนำเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่บาดแผลในขณะผ่าตัด

        ถึงตรงนี้ เราจะพอเห็นแล้วว่า อย่างน้อยๆ หน้ากากมีอยู่สอง ‘สายพันธุ์’ ด้วยกัน

        สายพันธุ์แรกคือหน้ากากป้องกันตัวเอง (แบบหน้ากากปากนก ซึ่งต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นหน้ากากที่เรียกว่า Respirator ซึ่งเราจะพูดถึงกันต่อไปในตอนที่ 2)

        สายพันธุ์ที่สองคือหน้ากากป้องกันผู้อื่น (แบบหน้ากากผ้าเช็ดหน้าของคุณหมอ ซึ่งต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นหน้ากากแบบ Surgical Mask ซึ่งเราจะพูดถึงกันต่อไปในตอนที่ 3)

        ถ้าเรารู้ ‘ประวัติศาสตร์หน้ากาก’ และรู้ความเป็นมาของมัน เราก็จะเข้าใจ ‘เหตุผลใหญ่’ อย่างหนึ่ง ที่ในช่วงแรกของการเกิดโรคระบาด บุคลากรทางการแพทย์ (โดยเฉพาะในโลกตะวันตก) ไม่ค่อยพอใจนักที่มีมาตรการบังคับคนให้ใส่หน้ากาก นั่นเพราะมันไม่ได้ป้องกันการรับเชื้อเลย มันมีไว้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อต่างหาก และหากหน้ากากขาดแคลน คนทั่วไปก็ไม่จำเป็นต้องใส่ คนที่ควรใส่หน้ากากแบบนี้คือคนป่วยเท่านั้น

        ในตอนหน้า เราจะมาดูกันว่า หน้ากากแบบ Respirator เป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิวัฒนาการอย่างไรจนกระทั่งกลายมาเป็นหน้ากากแบบ N95 ที่มีลักษณะคล้ายๆ กับยกทรง (ที่มีข้างเดียว)

        และประวัติศาสตร์หน้ากากแบบ N95 เกี่ยวข้องอะไรกับยกทรงหรือเปล่า?

 

ตอนถัดไป>>

 


อ้างอิง: www.fastcompany.com/90479846/the-untold-origin-story-of-the-n95-mask

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์