ทีไอเจ จับมือธรรมศาสตร์ เซนต์คาเบรียล นำร่องกลุ่มเยาวชนดึงความรู้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์สู่ภาคปฏิบัติจริง

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยหรือทีไอเจ (TIJ) มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย  และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อนำหลักการพื้นฐานของสหประชาชาติว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในเรื่องทางอาญา (Restorative Justice หรือ RJ) มาใช้ภายในสถานศึกษา นำร่องวางรากฐานให้กับเยาวชนไทยเข้าใจองค์ความรู้และภาคปฏิบัติ  โดยมีการเปิดแถลงความคืบหน้าของการดำเนินงาน ในงานเสวนาเชิงวิชาการ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของการรับรองข้อมติสหประชาชาติ เรื่อง หลักการพื้นฐานของสหประชาชาติว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในเรื่องทางอาญา จัดที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา

ในโอกาสครบรอบ 20 ปี นับจากองค์การสหประชาชาติได้ริเริ่ม ในการนำความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น และได้นำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์หรือ RJ  (Restorative Justice) มาปฏิบัติ  สร้างสำนึกจากการกระทำ ผู้กระทำผิด ผู้เสียหาย และบุคคลที่เกี่ยวข้องให้มีโอกาสตกลงร่วมกัน นำไปสู่การสำนึกผิด ชดใช้ ให้อภัย สมานรอยร้าว

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรม แห่งประเทศไทย

 

        ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิติยารักษ์ ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรม แห่งประเทศไทย กล่าวถึง บทบาทของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ ทีไอเจ (TIJ) ในการพัฒนา กระบวนการ RJ ในประเทศไทยว่า “ทีไอเจพยายามสร้างองค์ความรู้ ด้วยการสร้างคู่มือกระบวนการ RJ ที่แท้จริง ซึ่งทำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เราเป็นแกนหลักเป็นเจ้าภาพในการจัดทำคู่มือกระบวนการ RJ ให้กับองค์การสหประชาชาติ เราทำกระบวนการฝึกอบรมต้นแบบมาแล้ว 2-3 ครั้ง โดยมีวิทยากรจากต่างประเทศมาด้วย เราคาดหวังจะผนวกทีมวิทยากรจากไทย เพื่อเพิ่มเติมเข้าไปในการอบรมเกี่ยวกับการใช้ พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ซึ่งถ้าทำได้ จะช่วยพัฒนากระบวนการ RJ ในประเทศไทยให้ก้าวหน้าขึ้นได้ และเราหวังว่าในที่สุดถ้าทุกคนเห็นประโยชน์ของกระบวนการนี้ ก็จะสามารถกำหนดมาตรฐานการขึ้นทะเบียนวิทยากรในกระบวนการที่เป็นกลางและมีความรู้ ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการ RJ นี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ไม่ได้ทำด้วยอคติ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของผู้กระทำความผิดโดยตรง และคำนึงถึงความสมานฉันท์อย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กล่าวและชี้ให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้น มี “การลงโทษที่ไม่ไปทำลายคุณลักษณะที่ดีของผู้กระทำผิด” ต่างจากกระบวนการยุติธรรมที่ใช้อยู่เดิมในประเทศไทยซึ่งอิงการหักล้างและการเป็นปฏิปักษ์ (Retributive Justice)

        การผลักดันของ (TIJ)  ยังได้รับความร่วมมือจาก ศาลคดีเด็ก เยาวชนและครอบครัว  กระทรวงยุติธรรม อัยการ แต่การจะทำให้เกิดผลนั้น สิ่งสำคัญคือ การมีความรู้และความเข้าใจ

        “ประเทศไทยต้องพัฒนาไปสู่ความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น มีกฎหมายรองรับที่ดี มีผู้ได้รับการฝึกอบรมที่เข้าใจในการนำกระบวนการไปสู่ความสำเร็จ ทั้งการสำนึกผิดและการเยียวยา และมีมาตรฐาน มีความเป็นกลาง ตอนนี้ไทยทำได้ดีมากในระดับหนึ่งแต่ยังต้องพัฒนากันต่อไป” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กล่าว

ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย

 

อุกฤษฎ์ ศรพรหม ผู้จัดการโครงการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย

 

วางรากฐานความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่เยาวชน

        การผลักดันกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยเริ่มต้นที่ระดับเยาวชน ก่อนขยายผลสู่สังคมวงกว้างนั้น  เป็นการทำงานลงลึกถึงการวางรากฐานแนวคิดความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของสังคมไทย ซึ่งต้องการการรับฟังกันและกันอย่างมาก

        การนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาปรับใช้ในสถานศึกษา เป็นหนึ่งในงานผลักดันความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆ  อุกฤษฎ์ ศรพรหม ผู้วิจัยหลักและผู้จัดการโครงการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้เผยถึงความก้าวหน้าของการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในกลุ่มเยาวชน โดยอิงจากหลักฐานงานวิจัยว่า กระบวนการนี้ใช้ได้มีประสิทธิภาพในคดีที่เยาวชนเป็นผู้กระทำผิด โดยเฉพาะการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปใช้ในศาลคดีเด็ก เยาวชนและครอบครัว และสถานพินิจต่างๆ สืบเนื่องจากมีเยาวชนส่วนใหญ่กระทำผิดเป็นครั้งแรก

        “เราเชื่อว่าการให้เยาวชนเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ สถานกักกัน สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์กับเยาวชน ไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการเติบโตของเขา ทั้งการที่เขาถูกพรากจากครอบครัว และต้องหยุดเรียน ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะช่วยให้เขาดำเนินชีวิตต่อไปได้ และมีความร่วมมือกับชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานในท้องถิ่น เพื่อให้กระบวนการไกล่เกลี่ยมีประสิทธิภาพ ทำให้เยาวชนสำนึกผิด ซึ่งตรงนี้เรามีตัวเลขชี้วัดว่า มีเยาวชนที่เข้าร่วมกระบวนนี้ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำจำนวนมาก ตัวอย่างที่สำคัญ คือ กระบวนการที่เกิดขึ้นในสถานพินิจ บ้านกาญจนาภิเษก โดย ‘ป้ามล’ – ทิชา ณ นคร เป็นตัวอย่างเช่น คดีเด็กปาหินรถตู้ และคดีฆาตกรรมของเด็กชื่อเล็กกับใหญ่ ซึ่งเป็นหลักการพัฒนาคนเป็นคุณค่าสำคัญของสังคม” คุณอุกฤษฎ์กล่าว

        นอกจากนี้ คุณอุกฤษฎ์ยังเผยเหตุผลในการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอย่างเซนต์คาเบรียลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่นำโรงเรียนทั้งหมด 14 โรงเรียน ในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลมานำร่อง ที่เปิดการอบรมและนำกระบวนการฯไปใช้ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากทางมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลมียุทธศาสตร์ในการนำความคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ อยู่แล้ว

 

ภราดาคฑาวุธ สิทธิโชคสกุล หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย

        ขณะที่ทางมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ที่มีการจัดการศึกษาเป็นโรงเรียนในสังกัด 17 โรงเรียนและมหาวิทยาลัยอีก 1 แห่ง บุคลากรต่าง ๆ รวมนักเรียนทั้งหมด มีมากกว่า 5 หมื่นคน  ได้เห็นความสำคัญของการสร้างความรู้ความเข้าใจกับเยาวชนในโรงเรียน และได้นำแนวคิดความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้กับเยาวชนระดับมัธยมปลาย ชูหลักการ “เข้าใจไม่พอ ต้องเห็นใจกันและกันด้วย” ดังที่ ภราดาคฑาวุธ สิทธิโชคสกุล หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เผยถึงสถานการณ์จริงภายในเครือข่ายสถานศึกษาว่า

        “การที่นักเรียนจะมีคุณธรรม จริยธรรม ความรัก การให้อภัย ความสมานฉันท์ และสันติภาพ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นการศึกษาแบบคาทอลิก เราได้ดำเนินการมาจะเห็นว่า รูปแบบความยุติธรรมในโรงเรียน ปรับเปลี่ยนจากฝ่ายปกครอง เป็นฝ่ายงานอภิบาล ฝ่ายกิจการนักเรียน ซึ่งมีความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ หรือ Empathy กับเด็ก ๆ มากขึ้น นี่เป็นบทบาทปัจจุบันที่ทางมูลนิธิกำลังดำเนินการอยู่ในโรงเรียนครับ”

        โดยภราดาคฑาวุธชี้ถึงการนำ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาปรับใช้ในสถานศึกษานั้น สามารถปฏิบัติให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้ว่า  “เด็กๆ ยุคนี้อยากเห็นความยุติธรรมมากขึ้น ออกมาเรียกร้องให้มีความยุติธรรมเกิดขึ้น การที่เราส่งเสริมให้เด็กรู้จักการให้อภัย สันติภาพที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ผมคิดว่าสิ่งที่โรงเรียนและเด็กต้องร่วมกันคือ สร้างโอกาสพูดคุย ให้มีความเห็นอกเห็นใจกัน เข้าใจไม่พอ ต้องเห็นใจกันและกันด้วย”

 

ผศ. ดร. อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

        ส่วนการขยายผลสู่วงกว้างนั้น ผศ. ดร. อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในพันธมิตรเครือข่ายของการปูพื้นฐานความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในกลุ่มเยาวชน เผยแผนการนำ RJ มาใช้กับเยาวชนในสถาบันการศึกษาว่า จากโครงการอบรมเยาวชนกลุ่มผู้นำนักเรียนในเครือเซนต์คาเบรียล ไปจนถึงการประสานงานกับครูอาจารย์และผู้บริหารให้มีความรู้ความเข้าใจ นำไปใช้แก้ปัญหาข้อขัดแย้งในโรงเรียนจะเป็นต้นแบบที่ชัดเจน พร้อมเล็งแผนระยะยาวขยายผลไปถึงสถาบันการศึกษาของรัฐ และกลุ่มนักเรียนอาชีวะด้วย

        “ทางเราร่วมกับมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียล และ TIJ ทำโครงการค่ายเยาวชน นักเรียนที่ทำงานในสภานักเรียนเข้ามาเรียนรู้ร่วมกันเพื่อนำไปใช้ในโรงเรียน เพราะเท่าที่ทราบ ปัจจุบันในโรงเรียนก็มีปัญหาความขัดแย้ง ทั้งระหว่างนักเรียนกันเอง และระหว่างนักเรียนกับครูอาจารย์ รวมทั้งผู้บริหารของโรงเรียน การเริ่มต้นด้วยการทำเป็นโครงการตัวอย่าง pilot project ในกลุ่มนักเรียนก่อน ทำให้เขาเกิดความรู้ความเข้าใจและนำไปขยายต่อได้จะเป็นเรื่องดี และเราทำงานกับครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่ดูแลนักเรียนโดยตรง ซึ่งถ้าครูอาจารย์จำนวนหนึ่งในโรงเรียนได้นำความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปใช้ต่อไปในเชิงการทำงานระยะยาว ทั้งทางคณะฯ และ เครือข่ายทั้งหมด จะขยายผลไปสู่สถานศึกษาอื่น ๆ ทั้งโรงเรียนขยายโอกาส โรงเรียนรัฐขนาดใหญ่ หรือกระทั่งโรงเรียนอาชีวะต่างๆ”  ผศ. ดร. อดิศร คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

        โดย ผศ. ดร. อดิศร ชูประเด็นสังคมไทยยังขาด ‘การรับฟังซึ่งกันและกัน’ และได้ชี้ถึงความสำคัญในการจัดอบรมให้ความรู้พื้นฐานว่าเป็นการสร้างทักษะและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เพื่อการปรับใช้อย่างเหมาะสม เนื่องจากบริบทเนื้อหาความขัดแย้งและวัฒนธรรมขององค์กรที่แตกต่าง

        “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทักษะ และความเข้าใจ เกี่ยวกับการรับฟังซึ่งกันและกัน ซึ่งสังคมไทยยังขาดมิติเหล่านี้อยู่ ตัวเยาวชนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่ขยายไปยังกลุ่มอื่นหรือวิชาชีพอื่น ๆ ต่อไป”   ผศ. ดร. อดิศร กล่าว


เรื่อง: adB Team | ภาพ: TIJ