Alpha Investor: โลกยุคใหม่หลัง COVID-19 จะลงทุนอย่างไรดี

Alpha Pro
19 May 2020
เรื่องโดย:

ชยนนท์ รักกาญจนันท์

COVID-19 กับสถานการณ์ของโลกเราในตอนนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภาพของอนาคตอันสดใสที่แต่ละคนต่างเคยวางไว้ กลับจางหายไปในอากาศ ทิ้งไว้แต่ความไม่แน่นอน ความสับสน และความท้าทาย ที่เราไม่รู้ว่าอะไรที่กำลังรอเราอยู่ข้างหน้า

       Technology Disruption แค่เพียงสิ่งนี้อย่างเดียว เราก็ต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่หมุนเร็วมากๆ อยู่ก่อนหน้านี้มาแล้ว ไหนจะเรื่องโครงสร้างประชากรที่หลายประเทศในโลก รวมถึงประเทศไทยที่เดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) การบริโภคที่จะหดหายไปจากกลุ่มคนที่มีรายได้ และเงินออมมากที่สุดในระบบ เพราะต้องเก็บรักษาความมั่งคั่งของตัวเองไว้ใช้ในยามเกษียณอีก 20-30 ปีข้างหน้า

       เมื่อรวมกับการที่เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงกว่า มีความมั่นคงทางการเงินมากกว่า ในมุมมองของธนาคาร หรือนักลงทุนผู้ให้กู้ ก็ยอมมั่นใจและสบายใจในการให้หยิบยืมเงินมากกว่า

       การมาของวิกฤตการณ์ COVID-19 นี้ จะเปลี่ยนบริบทของสังคมนี้ไปอย่างไรบ้าง? หลายคนก็คงอยากจะรู้

       ในความเห็นของผม วิกฤต COVID-19 ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงปัจจัยหลักๆ ที่กล่าวมานั้น แต่คือ ‘บททดสอบ’ โลกในยุคถัดไป ว่าเราจะอยู่กันอย่างไรหลังจากนี้

       มองทีละด้านนะครับ

       ด้านเทคโนโลยี – เห็นชัดเจนว่าเหตุการณ์คราวนี้ การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตดีไวซ์มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นชัดเจน เพราะการทำ Social Distancing ทำให้เราออกจากบ้านไปไหนไม่ได้ แต่เรายังคงต้องทำงาน และติดตามข่าวสารทุกย่างก้าว ทำให้เราเห็นความจำเป็นของการพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปให้ดีกว่าวันนี้

       ด้านสังคมผู้สูงอายุ – ที่เราพอจะเดาได้ว่า จะเกิดการหดตัวของอุปสงค์ จากความต้องการใช้เงินในภาพรวมที่ลดลง กลับมายังเหตุการณ์ที่เราเจอในตอนนี้ ปัญหา Demand Shock หรือ วิกฤตอุปสงค์หายเฉียบพลัน มันทำให้เรารู้ว่า ธุรกิจไหน มีความสามารถในการอยู่รอด ใครมีปัญหาสภาพคล่อง ใครไม่มีเงินออมฉุกเฉิน ก็จะเข้าใจสถานการณ์ตัวเองได้ดีขึ้นมากๆ จากเหตุการณ์วิกฤตในครั้งนี้

       ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน – เรากำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ย 0% อย่างแท้จริงหลังจากนี้ เนื่องจากรัฐบาลทั่วทั้งโลก ต้องการลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับภาคธุรกิจ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อบรรเทาปัญหาในช่วงที่มีการล็อกดาวน์อยู่ให้ผ่านไปให้ได้ แต่ความท้าทายคือ นโยบายโปรยเงินแบบ Helicopter Money นั้น เป็นการทำให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนถูก ทั้งบริษัทดีๆ ที่มีปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น และบริษัทที่ประสบปัญหาการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงมาอยู่เดิมอยู่แล้ว

       แล้วรัฐบาลจะรู้ได้อย่างไร ใครคือผู้ที่ควรได้รับการช่วยเหลือ ใครคือผู้ที่ควรปรับตัวเองให้รอดก่อน?

       เมื่อรู้ได้ยาก บริษัทที่มีปัญหา แต่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนต่ำ ก็ถูกต่อลมหายใจให้พอที่จะสามารถยื้อชีวิตต่อไปได้ กลายเป็นบริษัทซอมบี้ (Zombie Company) คือ จะโตก็โตได้ไม่เยอะ แต่ก็ไม่ล้มหายตายจากไป

       ดังนั้น เมื่อมองโลกของการลงทุนในยุคหลังวิกฤต COVID-19 เราก็จะพบว่า นักลงทุนควรมุ่งเน้นการคัดสรรที่คุณภาพของบริษัทที่เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของกิจการ โดยพิจารณาที่กระแสเงินสดของบริษัท มีหนี้สินในระดับที่ต่ำ มีเทคโนโลยีในมือที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และพร้อมยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงที่สูง

       พอสรุปได้แบบนี้ ก็จะเห็นว่ามันคือหลักการลงทุนเดิมๆ ที่เราควรรู้ก่อนที่จะเกิดการระบาดของ COVID-19 เสียด้วยซ้ำ

       เพียงแต่เหตุการณ์การแพร่ระบาดครั้งนี้ จะทำให้อัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านหมุนเร็วยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของ Alpha Investor ทุกคนที่ต้องปรับตัวตามให้ทัน

แล้วธุรกิจไหนจะร่วง

       อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการทำ Social Distancing หรือล็อกดาวน์เมือง ก็คือธุรกิจด้านการคมนาคม สื่อบันเทิง ร้านอาหาร สถานบันเทิง ค้าปลีก กีฬา และการศึกษา

       โดยธุรกิจที่หลีกเลี่ยงการทำ Social Distancing ไม่ได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี ในการที่จะทำให้ผู้ใช้บริการมีความสบายใจและมั่นใจสูงสุดในการเข้าใช้บริการว่า ตนเองจะไม่กลายเป็นพาหะ หรือ เข้าไปรับเชื้อโรคใดๆ หลังเข้าใช้บริการแล้ว ดังนั้น แนวคิดที่จะมีการติดตามข้อมูลส่วนบุคคล หรือการพัฒนาอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้นกว่า ณ ปัจจุบัน ที่ใช้ในการตรวจสอบและคัดกรองผู้มีความเสี่ยง ให้มีความแม่นยำ จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนี้ แม้ COVID-19 จะหยุดการแพร่ระบาดได้แล้ว

       หรือการเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจไปเลยอย่างสิ้นเชิง ก็เป็นตัวเลือกที่เชื่อว่าบางธุรกิจเริ่มเห็นโอกาสแล้ว ยกตัวอย่าง การศึกษาผ่านทางออนไลน์ที่มีการเติบโตชัดเจนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

       รัฐบาลจะมีส่วนเป็นอย่างมากในการออกนโยบายต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ กลุ่มประเทศในยุโรป และสหรัฐฯ นั้น พบกับความท้าทายในการขอความร่วมมือกับคนในชาติมากกว่าประเทศทางฝั่งเอเชีย

       และอีกปัญหาหนึ่งก็คือ โครงสร้างของระบบประกันสุขภาพที่ซับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา กรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกสวัสดิการประกันสุขภาพ ที่ถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า Obamacare (ไม่รู้ เพราะทรัมป์ไม่นิยมชมชอบ บารัค โอบามา ด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือเปล่า)

       เมื่อยกเลิกไป ก็ทำให้มีชาวอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพราว 30% ของจำนวนประชากรทั้งหมด คราวนี้ ค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐฯ ถือว่าไม่น้อย พอใครมีอาการป่วยนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่อยากเข้าโรงพยาบาล เพราะค่ารักษาแพงเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือประชาชนรักษาตามอาการและอยู่บ้าน จนอาการทรุดหนัก และเสี่ยงเข้ารักษาไม่ทัน เสียชีวิตในเวลาต่อมา

       นี่คือตัวอย่างให้เห็นช่องโหว่ของนโยบายบางอย่างที่ต้องแก้ไขในสหรัฐฯ แน่นอนว่า ประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย ก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน

โอกาสที่อยู่ข้างหน้า

       อ่านมาจนถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้อ่านคงพอเห็นบ้างว่าในฐานะนักลงทุน เราควรมองหาอะไร

       ผมมองว่า COVID-19 ถูกส่งลงมาเพื่อเป็นเครื่องช่วยเตือนมนุษย์ และให้เราพร้อมจะแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่า ซึ่งกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า

       ปัญหาที่เราไม่เห็นถึงความเชื่อมโยงถึงกันของคนทั้งโลกต่อสิ่งที่เราตัดสินใจที่จะทำในวันนี้

       ปัญหาที่เรามีความเป็นวัตถุนิยมเกินไป ทั้งๆ ที่สิ่งจำเป็นในชีวิตมันมีไม่กี่อย่าง เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัววางแผนเกษียณได้อย่างทันการณ์

       ปัญหาที่เราละเลยไม่ใส่ใจคนข้างๆ ครอบครัวของเรา ไม่เห็นว่าเขาเหล่านั้นสำคัญมากเพียงใด

       นักลงทุนแบบ Alpha Investors ในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ดูผลตอบแทนเป็นตัวเงิน แต่เราต้องใส่ใจสังคม และมีความสุขกับคนข้างๆ มากขึ้นกว่าที่เราเคยเป็นด้วยหลังจากนี้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยนนท์ รักกาญจนันท์

หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Mr.Messenger นามแฝงในเว็บบอร์ดพันทิป ห้องสินธร เจ้าของ Blog http://iammrmessenger.com ปัจจุบัน ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดสายงาน Wealth Management และกรรมการบริหาร บลน.ฟินโนมีนา

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist