เมื่อโควิด-19 ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังลอกคราบสู่ ‘ยุคปัจเจกนิยม’

Alpha Pro
26 May 2020
เรื่องโดย:

เจษฎา สุขทิศ

วิกฤตโควิด-19 ทำให้ปรากฏการณ์ Work From Home เกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบังคับให้ผู้คนต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และประสบการณ์ใหม่ที่ผู้คนได้รับในครั้งนี้น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หลายๆ อย่างไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป 

       บทความ Alpha Pro ชิ้นนี้จะชี้ให้เห็นถึงคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งในมุมของการใช้ชีวิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คนที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

       ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกนั้นได้เกิดเศรษฐกิจถดถอย (Recession) และเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (Depression) มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งโดยเฉลี่ยจะเกิดขึ้นทศวรรษละ 1 ครั้ง โดยวิกฤตแต่ละครั้งมักจะกินระยะเวลานานเป็นหลักปี และเป็นการปรับสมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจไปในตัว เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งก็เป็นการสิ้นสุดยุคของฟองสบู่ในภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ของไทยไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตโดยเน้นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด คือการส่งออก และการท่องเที่ยว

       วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก็เป็นการสิ้นสุดยุคมนุษย์ทองคำของเหล่านายธนาคารจากทางฝั่งตะวันตกที่นำงบดุลของสถาบันการเงินมาสร้างผลตอบแทนอย่างเหลือเชื่อผ่านเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน และเป็นการสิ้นสุดความยิ่งใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันเมื่อราคาน้ำมันเข้าสู่ขาลง และโลกเข้าสู่ยุคพลังงานทางเลือก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิตอลที่เหล่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

       วันนี้ดูเหมือนเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะลอกคราบอีกครั้ง เมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งทำให้วัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ต้องสิ้นสุดลง และเป็นครั้งแรกที่โรคภัยนำมาซึ่งเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทำให้คนตกงานทีเดียวนับล้านคน เศรษฐกิจหดตัวทั่วโลกเป็นหลักสิบเปอร์เซนต์ และเป็นการเปิดแผลบางอย่างให้เห็นชัดขึ้น

สิ้นสุดยุคน้ำมันอย่างแท้จริง

       นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มทำการผลิตและส่งออกน้ำมันได้ด้วยตัวเอง และพลังงานทางเลือกมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาน้ำมันที่เคยอยู่ระดับ 50-100 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ก็ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 50 เหรียญฯ อย่างต่อเนื่อง กลุ่ม OPEC ไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้อีกต่อไป และการที่ต่างต้องมางัดข้อกันไม่ยอมลดกำลังการผลิตในช่วงโควิด-19 ก็เป็นภาพสะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจทั้งรัสเซียและตะวันออกกลาง ที่ยังต้องผลิตน้ำมันมาขายต่อไปเพื่อนำรายได้มาหล่อเลี้ยงการบริโภคของคนในประเทศ

       ในทศวรรษ 2020 เราน่าจะได้เห็นความเสื่อมถอยของมหาอำนาจผู้ผลิตน้ำมันอย่างชัดเจนขึ้น ภาพของมหาเศรษฐีตะวันออกกลางที่เราเห็นกันมาหลายสิบปีน่าจะเริ่มเลือนรางลงไป

หมดยุคความร่ำรวยของธนาคาร

       เรากำลังเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธนาคารเนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากจะต่ำมาก รวมไปถึงการที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างก็เข้ามาสนใจทำธุรกิจแข่งกับธนาคารอย่างต่อเนื่อง ทั้ง e-Wallet การปล่อยกู้ และการระดมเงินฝาก

       วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้กำลังผลักดันให้โลกเข้าสู่ยุคของ e-Wallet มากขึ้น อย่างของบ้านเราที่เห็นได้ชัดก็คือ True Money Wallet และ Rabbit LINE Pay ซึ่งในอนาคตผู้คนจะเริ่มเคยชินกับการจับจ่ายเงินด้วย e-Wallet มากขึ้นเรื่อยๆ เท่ากับว่าฐานเงินฝากของผู้คนจะเริ่มย้ายจากการเก็บอยู่ในธนาคารไปอยู่ที่ e-Wallet เหล่านี้ ซึ่งเมื่อมีฐานเงินฝากในอนาคตผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ย่อมปล่อยกู้ได้ด้วยเช่นกัน

สู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบปัจเจกนิยม

       การล็อกดาวน์ซึ่งทำให้ผู้คนอยู่ในบ้านอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันครั้งนี้กำลังทำให้ผู้คนไม่น้อยสร้างพฤติกรรมใหม่ สร้างกิจวัตรใหม่ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตการใช้ชีวิตแบบปัจเจกนิยมน่าจะแพร่หลายกันมากขึ้น เช่น จากเดิมที่คนเคยมีความสุขกับการกินข้าวสังสรรค์นอกบ้าน คนก็จะหันมาทำอาหารกินกันเองในบ้าน หรือสั่ง Grab, Get, Foodpanda, LINE Man ฯลฯ กันมากขึ้น

       นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนจำนวนมากจะเปลี่ยนไปหลังจากนี้ หลายๆ คนที่เคยหมดเงินไปกับแฟชั่น การแต่งกาย เครื่องประดับ ก็จะเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อบริการหาความสุขภายในบ้านมากขึ้น อย่างเช่น พวกสตรีมมิง Netflix และ Spotify จากเดิมที่มีพฤติกรรมชอบสะสมของต่างๆ ก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นมาใช้เงินซื้อไอเทมในเกมมากขึ้นเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้มีสถานะในโลกออนไลน์

       ช่วงที่ทุกคนต้องหยุดอยู่บ้าน สังเกตเห็นได้ชัดว่ากิจกรรมการใช้ Social Media ของคนมีการวิวัฒนาการไปอีกขั้น เราได้เห็นการจัดรายการด้วยระบบ VDO Conference ด้วย Zoom Call, Google Hangout, Skype เกิดขึ้นจำนวนมาก และเชื่อว่าแม้โรคระบาดจะจบ การจัดรายการแบบนี้ก็จะยังมีอยู่ต่อไปเพราะความสะดวกที่มากกว่า คนไทยเริ่มหันไปเล่น TikTok และ Twitter มากขึ้น

       สิ่งที่เชื่อว่าจะได้เห็นต่อจากนี้คือเราจะใช้ชีวิตกันแบบปัจเจกนิยมมากขึ้น คนที่เป็น extrovert จะมีพฤติกรรมแบบ introvert มากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะไหลรวมไปอยู่ที่การใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้นเพื่อสร้าง ‘สถานะทางสังคมออนไลน์’ และการจ่ายค่าบริการต่างๆ ในโลกออนไลน์

       เหล่าบริษัททั้งหลายน่าจะต้องมีการปรับปรุงแพลตฟอร์มการทำงานย้ายไปอยู่บนคลาวด์กันมากขึ้น เพราะวิกฤตรอบนี้พิสูจน์แล้วว่าการทำงานจากที่บ้านจะสำเร็จได้ระบบต่างๆ ทั้งหมดจะต้องย้ายไปอยู่บนคลาวด์ เราน่าจะได้เห็นหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกทำการสังคายนาระบบใหม่เพื่อให้เอื้อต่อการทำงานแบบ Work from Home มากขึ้น และเราก็น่าจะได้เห็นการทำงานจากที่บ้านเริ่มแพร่หลายมากขึ้นแม้วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้หมดไป

       ทั้งหมดนี้ดูแล้วบริษัทผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ ก็ยังหนีไม่พ้นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกที่จะทวีความยิ่งใหญ่มากขึ้น วิกฤตในครั้งนี้ยิ่งเป็นตัวเร่งให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่ชีวิตแบบดิจิตอล คนจะใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น สั่งของออนไลน์มากขึ้น สั่งอาหารแบบเดลิเวอรีมากขึ้น ดูวิดีโอแบบออนดีมานด์หนักขึ้น จ่ายเงินซื้อของในเกมมากขึ้น ใช้โซเชียลมีเดียกันในแง่มุมใหม่ๆ มากขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามเทรนด์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้ได้ เพราะหน้าร้านของคุณอาจไม่มีวันหวนกลับมาคึกคักเหมือนเดิมอีกต่อไป

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

เจษฎา สุขทิศ

ผู้จัดการกองทุนลูกสามที่ผันตัวเองมาสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพช่วยบริหารเงินลงทุน FINNOMENA บนเป้าหมายสร้างความสุขทางการเงินให้กับคนไทยล้านคน

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist