4 ความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ที่ออฟฟิศควรให้การซัพพอร์ต

Alpha Pro
5 Aug 2020
เรื่องโดย:

ภวิกา กาญจนธำมรงค์

แรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้มาจาก พี่แบงค์ (ชยนนท์ รักกาญจนันท์) Co-founder ของ FINNOMENA หรือที่รู้จักกันในนาม Mr.Messenger นั่นเอง ขอเกริ่นก่อนสักนิดว่าการทำงานที่ FINNOMENA เวลางาน เราทำงานอย่างจริงจัง เวลาเล่น เราก็เล่นอย่างจริงจังเหมือนกัน ช่วงแรกๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานยังอยู่ในช่วงปรับตัว เลยเกิดอาการที่เวลางานเบียดเวลาเล่นจนรู้สึกเครียด แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการงานได้

        จนวันนึงเรามีโอกาสได้เล่า (บ่น) ให้พี่แบงค์ฟัง เลยได้รับประโยคตอบกลับมาว่า

        “ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง ควรจะเป็น 8-8-8 คือเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง เวลานอน 8 ชั่วโมง และเวลาส่วนตัว ที่ใช้ในการเล่น รวมถึงการเดินทางอีก 8 ชั่วโมง ลองไปปรับดูนะ แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้น”

        พอเราได้รู้ว่า เราไม่ต้องทำงานเกือบทั้ง 24 ชั่วโมงก็ได้ แค่จัดการ Work-Life Balance ให้ดี และรับผิดชอบงานให้เสร็จทันเวลา

        “นี่มันบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ชัดๆ!”

        แล้วนอกจากเรื่องนี้ยังมีเรื่องอะไรอีกบ้างที่เป็นหน้าตาบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ วันนี้เรามาเล่าให้ฟัง 4 ข้อค่ะ

1. Work-life balance ต้องดี

        ขอกลับมาพูดถึงเรื่องนี้แบบละเอียดมากขึ้น Work-Life Balance คือการมีชีวิตในทุกๆ ด้านที่สมดุล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ครอบครัว สุขภาพ ความฝัน ความสัมพันธ์ ฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริง เป็นเรื่องยากจะทำทุกอย่างให้ดีในทุกด้าน

        16 ชั่วโมงที่เป็นเวลานอนและเวลาส่วนตัว เป็นส่วนที่เราวางแผนจัดการเองได้ ดังนั้นจะดีจะแย่ขึ้นอยู่กับการจัดการของเรา ในวันที่ร่างกายล้ามากแล้ว แต่สมองยังไม่ยอมพักผ่อน การนอนในคืนนั้นจะไม่เต็มที่ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานในวันถัดไปอย่างแน่นอน

        ส่วนอีก 8 ชั่วโมงที่เป็นเวลาทำงาน เป็นส่วนที่ปรับเปลี่ยนยาก เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร เราก็ต้องใช้เวลานี้ในการทำงานอยู่ดี แต่ถ้าบริษัทมีข้อเสนอแบบนี้ให้ล่ะ

        เวลาเข้างานยืดหยุ่น ทำให้ไม่ต้องเร่งรีบไปทำงาน เพื่อให้เข้างานทันเวลาตอน 8.00 น. หรือ 8.30 น. และยังทำให้เราสามารถเลี่ยงเวลารถติด หรือเลี่ยงความหนาแน่นของคนบนรถไฟฟ้าในช่วงเช้าได้อีกด้วย

        มีโซนผ่อนคลาย ในบางวันเราอาจจะรู้สึกเหนื่อย เพลียจากการทำงานอย่างหนักมาเกือบทั้งวัน อยากพักผ่อนสมองบ้าง ก็สามารถไปงีบหลับที่เตียงได้ เพื่อให้ตื่นมาแล้วมีแรงทำงานต่อ หรือในช่วงพักกลางวัน รวมถึงหลังเลิกงาน มีโต๊ะพูล โต๊ะปิงปอง หรือบอร์ดเกมให้เล่นได้ นอกจากจะได้ผ่อนคลายแล้ว ยังได้สานสัมพันธ์กับคนในบริษัทมากขึ้นอีกด้วย

        มีนโยบาย Work from home ในช่วงที่วิกฤต COVID-19 ระบาดอย่างหนัก ทำให้หลายๆ บริษัทมีนโยบาย Work from Home ขึ้นมาเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ซึ่ง FINNOMENA เองก็มีประกาศให้พนักงาน Work from Home ถึง 2 เดือนเต็มๆ ก่อนจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เราได้รู้ถึงข้อดีของการทำงานที่บ้าน คือช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงาน ทำให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น หลังจากหมดวิกฤต COVID-19 เรามองว่าหากบริษัทมีการสานต่อนโยบายนี้ คงถูกใจคนรุ่นใหม่ไม่ใช่น้อย

        เรียกได้ว่า “เวลางาน เราจริงจัง เวลาเล่น เราก็จริงจังเช่นกัน” เป็นส่วนที่ช่วยลดความตึงเครียดของ 8 ชั่วโมงในเวลางานไปได้มากเลยทีเดียว แต่ข้อสำคัญก็คือตัวเราต้องรับผิดชอบงานอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

2. รู้ Career Path ชัดเจน

        Work-Life Balance เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีความสุข สนุกกับการทำงานในทุกๆ วัน แต่นอกจากเรื่องงานในปัจจุบัน ต้องมองในเรื่องของอนาคตด้วย การที่เราได้รู้อย่างชัดเจนว่าปัจจุบันความสามารถเราอยู่ที่จุดนี้ แล้วในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราจะเติบโตไปทางไหนได้บ้าง เพราะคนรุ่นใหม่มีความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

        บริษัทที่มีนโยบายการนัดประชุม 1-on-1 กับหัวหน้าเป็นประจำ อาจจะเดือนละ 1 ครั้ง หรือเดือนเว้นเดือน จะทำให้เราโฟกัสทั้งงานปัจจุบันและทิศทางในอนาคตได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญในการ 1-on-1 คือต้องคุยกันอย่างเปิดอกว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการ จุดไหนที่ยังเป็นปัญหา หัวหน้าเห็นเราไปอยู่ที่จุดไหนได้บ้าง แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น เมื่อถึงการประชุม 1-on-1 ครั้งถัดไป ก็มาทบทวนและอัพเดตสถานการณ์กันต่อว่าเรายังอยู่ในเส้นทางเดิม หรือมีจุดไหนที่อยากปรับเปลี่ยนหรือไม่ เพื่อให้ไม่หลงทาง

3. มีงบสำหรับ Self Improvement

        เมื่อรู้เส้นทางที่จะสามารถก้าวกระโดดในหน้าที่การงานได้ อาจพบว่ายังมีบางทักษะที่เรายังขาด หรือต้องการความรู้เพิ่มมากขึ้น หากบริษัทมีงบพัฒนาตัวเองให้พนักงานได้นำไปเสริมทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าอบรมสัมมนา การเข้าเวิร์กช็อป การเดินทางไปศึกษางานที่ต่างประเทศ ซื้อหนังสือพัฒนาตัวเอง ฯลฯ เป็นอีกเรื่องที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อยากจะเรียนรู้หลายๆ สิ่งพร้อมกัน ทำให้พนักงานได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องใช้เงินส่วนตัว

4. ไม่มองข้ามความคิดเล็กๆ

        การที่เด็กจะออกความคิดเห็นที่แตกต่างจากความคิดของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยก่อนหรือสมัยนี้ ก็ดูไม่ใช่เรื่องดี เพราะผู้ใหญ่จะมองว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตาได้ แต่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงาน คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง อะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าติดปัญหา ก็อยากแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น

        การที่บริษัทมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเรื่องนี้ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เสนอความคิดของตัวเองได้ เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเสียงเล็กๆ จากคนรุ่นใหม่ที่ประสบการณ์การทำงานยังไม่ได้มากนัก อาจสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ และสิ่งนี้น่าจะทำให้พนักงานภูมิใจกับไอเดียของตัวเองไม่น้อยเลยทีเดียว

        และจะดียิ่งขึ้นไปอีกหากคนในบริษัทสามารถแยกเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากกันได้ ในที่ประชุมอาจจะมีการโต้แย้งกันเมื่อมีความเห็นที่แตกต่าง แต่จะเป็นการดีหากออกจากที่ประชุมแล้วยังสามารถชวนกันไปกินข้าว ดื่มกาแฟได้ตามปกติ

        นี่ก็เป็น 4 ข้อที่เป็นหน้าตาบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ ขอเดาว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในบริษัทแบบนี้ คุณจะต้องมีความสุขกับการทำงานมากๆ อย่างแน่นอน ส่วนใครที่กำลังตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนงาน ก็สามารถดู 4 ข้อนี้ประกอบการพิจารณาได้นะ 

        Get Wealth Soon

 


ร่วมติดตาม และสื่อสารกับเราได้ทาง https://finno.me/alphapro-adB

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภวิกา กาญจนธำมรงค์

มีความเชื่อว่าถ้าหากเราเป็นคนที่พร้อมจะเปิดใจให้กับเรื่องการออมเงิน การลงทุน และมีการวางแผนทางการเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเอง จะสามารถเป็นคนที่มีความมั่งคั่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีฐานะครอบครัวที่ร่ำรวยมาก่อน

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist