The Four Tendencies รู้เขารู้เรา ตั้งเป้าหมายอะไรก็รอด

Alpha Pro
28 Apr 2020
เรื่องโดย:

นันท์ชญาน์ ชมภูทีป

The Four Tendencies แนวคิดที่ปรากฏอยู่ในชีวิตจริง ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือที่โด่งดังและมักได้รับการแนะนำให้กับคนที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตและพัฒนาตัวเอง คิดค้นโดย เกร็ตเชน รูบิน ซึ่งเป็นนักเขียนและนักพูดด้านการพัฒนาตัวเอง 

        The Four Tendencies กล่าวถึงคน 4 ประเภท ซึ่งการแยกประเภทนี้ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาการตอบสนองต่อความคาดหวัง ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอก

        ความคาดหวังภายใน คือสิ่งที่เราคาดหวังกับตัวเอง เช่น อยากออกกำลังกาย อยากกินอาหารดีๆ อยากเขียนงานให้สำเร็จลุล่วง 

        ความคาดหวังภายนอก คือสิ่งที่คนอื่นคาดหวังกับเรา เช่น ครอบครัวอยากให้เราใช้เวลาด้วยกัน เพื่อนอยากให้เราไปงานเลี้ยง หรือ บ.ก. อยากให้เราส่งต้นฉบับให้ทันเดดไลน์ (เอ๊ะ คุ้นๆ)

        ทั้งนี้ แต่ละคนจะตอบรับความคาดหวังแต่ละรูปแบบแตกต่างกันไป ซึ่งวิธีรับมือกับคนแต่ละรูปแบบก็จะต่างกันไปด้วย ในหลายๆ ครั้ง ปัญหาจะเกิดจากการที่เราตอบโต้ผิดวิธี เพราะเราไม่รู้ว่าเรากำลังคุยกับคนประเภทไหน หรือไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองเป็นคนประเภทไหนกันแน่ ปัญหาเหล่านี้เองที่ส่งผลให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่วางไว้ได้

        ในเบื้องต้น หากใครอยากรู้ว่าตัวเองหรือคนรอบกายเป็นประเภทไหน ลองเข้าไปเล่นควิซดูได้ที่นี่ หรือถ้าใครอยากทดสอบเร็วๆ ลองถามตัวเองหรือคนรอบกายดูได้ว่ารายละเอียดข้างล่างนี้ อันไหนอธิบายตัวตนสุด

        แบบที่ 1: ชอบความมีระเบียบ ชอบการมีกิจวัตร ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน ให้ความสำคัญกับความสำเร็จของทั้งงานตัวเองและงานของผู้อื่น 

        แบบที่ 2: ช่างถาม ช่างสงสัย เมื่อใครพูดอะไรมาก็มักจะกังขาไว้ก่อน ไม่เชื่อเสียทีเดียว ให้ความสำคัญกับงานตัวเองก่อน

        แบบที่ 3: ความสุขของคนอื่นต้องมาก่อน ส่วนตัวเองไว้ทีหลัง ขอทำงานของคนอื่นให้เสร็จก่อน เพราะกลัวคนอื่นผิดหวัง

        แบบที่ 4: รักอิสระ ไม่ทำตามใจใคร ชอบความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องสั่งนะ อยากทำเมื่อไหร่เดี๋ยวทำเอง

        เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองรวมทั้งคนรอบกายเป็นแบบไหน เราลองมาดูกันต่อไปว่าบุคคลแต่ละประเภทจะตกอยู่ในลักษณะไหนบ้าง โดยบทความนี้จะขอเน้นที่การรับมือกับคนอื่นๆ เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักจะมาจากการปฏิสัมพันธ์กับร่วมกับคนอื่นนั่นเอง 

แบบที่ 1: Upholder – จัดการได้ทั้งความคาดหวังภายในและภายนอก

        เป็นประเภทที่ดูเหมือนจะน่าอิจฉา เพราะคนกลุ่มนี้คิดอยากจะทำอะไรก็ทำได้ดั่งใจ ครั้นมีคนมาขอให้ช่วยทำอะไรก็ยังสามารถรับมือได้อีกด้วย เรียกได้ว่าจัดการได้ทั้งศึกนอกและศึกใน ขอเพียงแค่บอกมาว่าเป้าหมายคืออะไร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนกลุ่มนี้ชอบความมีระเบียบแบบแผน ชอบการทำเป็นกิจวัตร

        ผู้เขียนขอเขียนถึงคนประเภทนี้มากหน่อย ด้วยความที่ตัวผู้เขียนเองก็เป็น Upholder ที่มีอุปนิสัยต่างๆ ได้แก่ เสพติดความเป็นกิจวัตรมากๆ หากชอบทำอะไร ก็จะสามารถแทรกลงไปในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของวันได้ ในแง่หนึ่งก็เป็นข้อดีเพราะเราได้ทำอะไรที่ตั้งใจทำจริงๆ (เช่น อ่านหนังสือทุกวัน) แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะมีความจำเจและไม่ยืดหยุ่นอยู่บ้าง (วันนี้ไม่ไปกินข้าวนะ เพราะติดออกกำลังกาย) แต่ในทางกลับกัน อะไรที่สุดโต่งเกินไปย่อมไม่ดี ตอนนี้ผู้เขียนจึงพยายามหาจุดสมดุลระหว่างกิจวัตรกับความยืดหยุ่น เช่น ในบางวันหากว่าเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานานชวนกินข้าว เราก็ยอมเปลี่ยนกิจกรรมของเราเพื่อไปหาเพื่อนแทน หรืออย่างเวลาทำงาน ผู้เขียนมักจะติดนิสัยทำคนเดียวเพราะเชื่อว่าเราทำได้ดี ซึ่งมันก็จะเหนื่อย แต่ช่วงหลังๆ ก็พยายามเรียนรู้วิธีการส่งต่องานให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ บ้าง เพราะสุดท้ายแล้วจริงๆ เราก็ไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่างหรอก บางอย่างให้คนที่เขาเก่งด้านนี้ทำ งานก็ออกมาดีกว่า ไม่เหนื่อยเราด้วย

        หากใครต้องรับมือกับ Upholder ก็จะต้องสื่อสารเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการอะไร ถ้า Upholder เข้าใจก็พร้อมจะทำให้อยู่แล้ว และถ้าใครโดน Upholder ดุด่าว่ากล่าวบ่อยๆ ก็อย่าเพิ่งไปโกรธเคือง ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นนิสัยของ Upholder ที่รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่นอกลู่นอกทาง หากเป็นไปได้ก็ช่วยอยู่เคียงข้าง Upholder เวลาเจอการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่กระทบกับชีวิตประจำวันของเขาด้วย เพราะถ้า Upholder รับมือไม่ทัน งานการก็อาจจะเขวได้เหมือนกัน

แบบที่ 2: Questioner – จัดการความคาดหวังภายในได้ แต่ต่อต้านความคาดหวังภายนอก

        ในชีวิตเราน่าจะเคยเจอคนประเภทหนึ่งที่ยกมือถามบ่อยๆ ในห้องเรียนหรือห้องประชุม เป็นบุคคลที่มาพร้อมข้อสงสัยตลอดเวลา ซึ่งถ้าใครเคยเจอคนประเภทนี้ก็น่าจะพอจำได้ว่าเป็นคนที่ทำงานด้วยยากพอสมควร เพราะกว่าจะโน้มน้าวให้เขาทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องชักเหตุผลล้านแปดมาสนับสนุนคำพูดของเราเอง

        จริงๆ แล้วคนกลุ่มนี้แค่ต่อต้านความคาดหวังจากภายนอก นั่นหมายความว่า หากมีใครคาดหวังให้ทำอะไร เขาจะปฏิเสธทันที หากเขามองว่ามันไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังภายในของตัวเอง ถ้าให้พูดแบบภาษาง่ายๆ คือถ้าทำแล้วตัวเองไม่ได้อะไร ก็จะไม่อยากทำ

        เพราะฉะนั้น เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว หากเราต้องการจะให้ Questioner ช่วยเหลือ ก็จะต้องแถลงเหตุผลให้ชัดเจน ที่สำคัญคือต้องบอกให้เขารู้ว่าทำอย่างนี้แล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร พยายามเชื่อมโยงความคาดหวังภายนอกของเราให้เข้ากับความคาดหวังภายในของเขา เพราะถ้าสั่งเขาอย่างเดียวโดยไม่บอกเหตุผลอาจจะยิ่งทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งได้

        เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่อยากให้ระวังไว้คือพยายามอย่าตั้งคำถามเชิงตัดสินกับ Questioner เพราะการที่ Questioner ทำอะไรสักอย่างย่อมถูกไตร่ตรองและหาเหตุผลมารองรับอย่างดีแล้ว (ผ่านการตั้งคำถามล้านแปดกับตัวเองนั่นแหละ) ฉะนั้น ถ้าเราไปถามอะไรเขา ก็เหมือนเราไปลบหลู่เขาดีๆ นี่เอง ถ้าอยากถามจริงๆ ให้ถามเหมือนเป็นเชิงให้เขาเล่าเรื่องดีกว่า เช่น เปลี่ยนจาก ‘ทำไมทำแบบนั้น’ เป็น ‘ไอเดียนี้ท่านได้แต่ใดมา’

แบบที่ 3: Obliger – จัดการความคาดหวังภายนอกได้ แต่ต่อต้านความคาดหวังภายใน

        บุคคลกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนอีกประเภทที่พบเจอกันได้บ่อยๆ คนประเภทนี้จะได้ฉายา ‘พ่อพระ แม่พระ’ คือเป็นคนใจดี เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน พร้อมที่จะพลีชีพช่วยเหลือทุกๆ คน เรียกได้ว่าเป็นฮีโร่ขวัญใจของสังคม ฟังดูแล้วเหมือนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร น่าจะรับมือได้ง่ายๆ แต่เรื่องไม่จบแค่นี้

        คนกลุ่มนี้พร้อมที่จะตอบรับความคาดหวังจากคนอื่นๆ ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะขออะไร คนกลุ่มนี้ก็พร้อมทำให้ พวกเขายกให้คนอื่นๆ มาก่อนความต้องการของตัวเอง กลายเป็นว่างานของคนอื่นน่ะทำเสร็จ แต่งานที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ไม่เสร็จสักที

        ในการรับมือกับ Obliger จริงๆ แล้วก็มีความคล้ายกับ Upholder ตรงที่ว่าถ้าเราอยากให้เขาช่วยอะไรก็คุยได้ไม่ยาก เพราะ Obliger ต้องการความรู้สึกของ ‘การมีตัวตนภายในสังคม’ ผ่านการช่วยเหลือคนอื่น ฉะนั้น ยิ่งสิ่งที่เราอยากให้เขาช่วยนั้นส่งผลกระทบในวงกว้างมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากทำ

        แต่ถึงอย่างนั้น ก็ใช่ว่าให้เขาเป็นฝ่ายช่วยเราอยู่ฝ่ายเดียวนะ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีย่อมมาจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บางที Obliger อาจจะมีสิ่งที่อยากทำเป็นการส่วนตัว ซึ่งคงไม่สำเร็จหากเขาทำอยู่คนเดียว เราก็สามารถเข้าไปช่วยหรือให้กำลังใจเขาได้ ให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้ทำอยู่คนเดียว นอกจากจะเสริมสร้างความสัมพันธ์แล้ว ยังช่วยให้ Obliger ไม่เครียดจนเกินไปด้วย

แบบที่ 4: Rebel – ต่อต้านทั้งความคาดหวังภายในและภายนอก 

        อ่านหัวข้อแล้วอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ มีด้วยเหรอ ที่น่าแปลกคือมี และมีคนรอบตัวเราที่เป็นอย่างนี้ด้วย คนกลุ่มนี้จะมีความอินดี้ค่อนข้างสูง เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ เราเดาทางเขาไม่ค่อยถูก บางทีเขาก็จะมีไอเดียแปลกๆ แหวกกฎเกณฑ์มานำเสนอ แต่บางทีเขาก็ไม่ฟังเราเลยว่าเราต้องการอะไร

        คนกลุ่มนี้ขัดทั้งความคาดหวังของตัวเองและคนอื่นๆ ใครสั่งให้ทำอะไรก็ไม่ค่อยอยากจะทำ จะสั่งตัวเองยังยากเลย ถามว่าคนกลุ่มนี้เขามีชีวิตอยู่อย่างไร ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเน้นใช้ความเป็นอิสระเป็นตัวนำทางชีวิต บางทีก็เป็นพวกกบฏสวนทางชาวบ้าน มีความเป็นตัวของตัวเอง

        การรับมือกับคนกลุ่มนี้นั้นค่อนข้างยากนิดหนึ่ง ถ้าเราไปขออะไรตรงๆ อาจจะไม่ได้ดั่งใจ พานให้หัวเสียกลับมา ทางที่ดีคือเราแค่บอกภาพกว้างๆ กับเขา แล้วเราปล่อยเขาไปเลย ให้อิสระเขาเต็มที่ ให้เขาได้ตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้รู้สึกเหมือนตัวเองกุมอำนาจ

        อีกวิธีหนึ่งคือ ในเมื่อ Rebel เป็นพวกชอบกบฏ การท้าทายเขาก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจหากเราอยากให้เขาทำอะไร นั่นหมายความว่า แทนที่เราจะขอเขาตรงๆ ว่า ‘ทำอันนี้ให้หน่อย’ อาจจะเปลี่ยนเป็นการพูดอ้อมๆ ว่า ‘อันนี้เธอน่าจะทำไม่ได้มั้ง’ ถ้า Rebel เจอประโยคหลังก็จะรู้สึกฮึกเหิมและอยากพิสูจน์ว่ามันไม่จริง อยากสวนทางสิ่งที่เราบอกออกไป

 

        ทั้งหมดทั้งมวลนี้ หากเรารู้ว่าเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบตัวเราเป็นประเภทไหน เราก็จะสามารถรับมือกับพวกเขาได้ถูกจุดมากยิ่งขึ้น รวมถึงเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการกระทำต่างๆ ของพวกเขา และรู้ว่าควรกระตุ้นจุดไหนถึงจะได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ เพราะอย่างไรเสีย การจะทำเป้าหมายอะไรให้สำเร็จ บางทีก็ไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่ต้องร่วมมือกับคนหลายๆ คน เพราะฉะนั้น การทำความรู้จักคนแต่ละประเภท นับเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงานและรับมือกับผู้คน แทนที่จะมานั่งเดาใจกันว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อะไร หากเรารู้ว่าต่างฝ่ายตอบรับต่อความคาดหวังแบบไหน เราก็จะสามารถทำความเข้าใจเขาได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นประเภทไหน อาจจะมาจากการสังเกตของเราเอง หรืออาจจะให้เขาลองเล่นควิซดูก็ได้เช่นกัน 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

นันท์ชญาน์ ชมภูทีป

Content Creator หนึ่งในสมาชิกทีม บ.ก. ของ FINNOMENA สนใจศาสตร์การเล่าเรื่อง รวมถึงแง่มุมและทักษะในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสุนทรียะของชีวิต

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist