ทำความรู้จัก Leasehold คอนโดมิเนียมที่อยู่เองก็คุ้มหรือไว้ลงทุนก็คืนกำไร

Branded Content
10 Aug 2020
เรื่องโดย:

adB Team

ย้อนกลับไปประมาณ 1-2 ปี การขยายตัวของเมืองกำลังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หลายคนสามารถเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าได้หลายเส้นทาง และกำลังครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ มากขึ้นเรื่อยๆ

        จนกระทั่งเกิดสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดเมื่อช่วงครึ่งปีแรก เมื่อสถานการณ์คลี่คลายทำให้คนที่เล็งคอนโดมิเนียมไว้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะตอนนี้นอกจากราคาที่ปรับลดลงจนคนที่ซื้อไปก่อนอิจฉาแล้ว คอนโดมิเนียมหลายโครงการก็มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ความต้องการแบบครอบคลุม ทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองหรือนำไปสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาว

คอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์ (Freehold) หรือลีสโฮลด์ (Leasehold)

        คงมีคนสงสัยกันว่าคอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์ (Freehold) กับลีสโฮลด์ (Leasehold) คืออะไร เราขออธิบายแบบง่ายๆ ดังนี้ คอนโดมิเนียมแบบฟรีโฮลด์ (Freehold) คือคอนโดมิเนียมประเภทซื้อขาดโดยการครอบครองกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ซื้อโดยถาวร ส่วนคอนโดมิเนียมแบบลีสโฮลด์ (Leasehold) คือคอนโดมิเนียมประเภทสิทธิการเช่าที่ถือครองกรรมสิทธิ์ตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด

        จากข้อมูลของบริษัท เน็กซัส พร็อพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่าคอนโดมิเนียมลีสโฮลด์ในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นกลุ่มสินค้าที่ลูกค้าสนใจมากที่สุด และส่วนใหญ่คอนโดมิเนียมแบบลีสโฮลด์นั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ CBD อาทิ ราชดำริ ปทุมวัน หลังสวน สีลม สาทร พระราม 4 โดยผลสำรวจพบว่ามีคอนโดมิเนียมลีสโฮลด์อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวถึง 25 โครงการ โดยปิดการขายไปแล้ว 21 โครงการ 

 

Leasehold condominium

ข้อได้เปรียบของคอนโดมิเนียมประเภทลีสโฮลด์ (Leasehold) 

ราคาถูกว่าคอนโดมิเนียมแบบฟรีโฮลด์ (Freehold)

        เป็นข้อได้เปรียบสำคัญของคอนโดมิเนียมแบบลีสโฮลด์เลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับคอนโดมิเนียมอีกฝั่งจะพบว่า บนพื้นที่ใกล้เคียงกันโครงการประเภทลีสโฮลด์ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 3,600,000 บาท แต่ถ้าโครงการ ที่เป็นฟรีโฮลด์ ราคาอาจจะสูงถึง 6,000,000 บาทได้ เพราะมีราคาต้นทุนที่ดินที่ต่างกัน คุณสามารถนำเงินส่วนต่าง 2,400,000 บาท นี้ไปลงทุนอย่างอื่นเพิ่มได้อีก

 

ทำเลที่ตั้งโครงการ 

        คอนโดมิเนียมแบบลีสโฮลด์เป็นโครงการที่อยู่ใจกลางเมืองเป็นส่วนใหญ่ นั่นจึงการันตีได้ว่าการลงทุนกับคอนโดมิเนียมประเภทนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนสนใจแน่นอน จึงเป็นเหตุผลที่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนปล่อยเช่าหันมาให้ความสนใจคอนโดมิเนียมแบบลีสโฮลด์มากขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถปล่อยเช่าห้องได้ทันทีและต่อเนื่องแล้ว ผู้ลงทุนยังได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยจากการปล่อยเช่าห้องที่เป็นโครงการลีสโฮลด์ สูงถึง 6.2% ต่อปี 

 

Leasehold condominium

 

ฟังก์ชันห้องที่ตอบโจทย์

        เพราะต้นทุนที่ไม่สูงทำให้สามารถออกแบบห้องได้กว้างขวาง และมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าซื้อไว้ลงทุนจะมีข้อดีตรงที่ห้องที่ปล่อยเช่าจะสามารถเรียกค่าเช่าได้มากกว่าห้องที่มีขนาดเล็ก แต่ถ้าอยู่เองก็ไม่ต้องอุดอู้อยู่ในห้องแคบๆ และการจัดสรรพื้นที่ในคอนโดมิเนียมตอนนี้ก็ทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์ทุกพื้นที่ และแบ่งเป็นสัดส่วนจนไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย

        โดยข้อมูลที่เน็กซัสได้ทำการเก็บข้อมูลมานั้นพบว่า การปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมแบบฟรีโฮลด์โดยทั่วไปจะให้ผลตอบแทน (yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.5% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งโครงการด้วย) ในขณะที่ผลตอบแทนที่ได้จากการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมแบบลีสโฮลด์จะเห็นว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า โดยตัวเลขล่าสุดที่ได้ทำการเก็บข้อมูลมาจากโครงการทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์ (Triple Y Residence) สามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้สูงสุดถึง 8.6% เมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารในปัจจุบัน จะเห็นว่าเราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 1.2% ต่อปี เท่านั้น 

 

ความน่าเชื่อถือ 

        ผู้ประกอบการที่จะได้พัฒนาโครงการบนพื้นที่ลีสโฮลด์นั้นต้องเป็นผู้ประกอบการที่แข็งแกร่ง มีชื่อเสียงมานาน และมีความน่าเชื่อถือ รวมถึงการดูแลหลังการขายโดยผู้ประกอบการเองซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะโครงการจะยังคงสวยงามและได้รับการดูแลอย่างดีตลอดอายุสัญญา ไม่ถูกลอยแพให้ลูกบ้านแก้ปัญหากันเองหลังปิดโครงการแน่นอน 

 

Leasehold condominium

 

ต่างชาติสามารถถือครองได้ 100% 

        เนื่องจากคอนโดมิเนียมแบบลีสโฮลด์เป็นสิทธิ์การเช่าซื้อ ดังนั้นเมื่อมีการขายต่อไม่ต้องกังวลว่าสิทธิ์ของต่างชาติจะเต็มแบบที่กังวลกันอยู่ในปัจจุบัน และการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมยังมีความปลอดภัยในการลงทุน เนื่องจากสามารถเก็บเป็นทรัพย์สินได้ และผลตอบแทนด้านการลงทุนนั้น ยังได้ในเรื่องของกำไรจากการขายต่อ หรือ Capital Gain ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับเมื่อขายห้องได้ เช่น โครงการลีสโฮลด์บางโครงการบริเวณสามย่าน สามารถลบล้างความเชื่อเรื่องราคาจะลดลงเมื่อระยะเวลาการเช่าลดลงได้เป็นอย่างดี โดยจะเห็นได้จากโครงการที่เปิดขายในปี 2555 ด้วยราคาขาย 52,000 บาท/ตร.ม. แต่ปัจจุบันมีราคาเฉลี่ยเพิ่มไปที่ 82,000  บาท/ตร.ม. ด้วยระยะเวลาเพียง 8 ปี ราคาต่อตารางเมตรเติบโตขึ้นถึง 57% เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการฟรีโฮลด์ย่านเดียวกัน ที่เปิดขายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

        ปัจจุบันราคาขายต่อตารางเมตรก็เพิ่มขึ้นถึง 20% โดยราคาคอนโดมิเนียมแต่ละทำเลจะมีราคาเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ฟรีโฮลด์หรือลีสโฮลด์ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือต้นทุนที่เราลงทุนไป และสิ่งที่ได้คืนกลับมานั่นเอง  

Conclusion

        จากข้อได้เปรียบที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการพิจารณาเลือกซื้อคอนโดมิเนียมประเภทลีสโฮลด์ถือเป็นทางเลือกที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้าที่ต้องการลงทุนระยะยาว ถ้าคุณกำลังมองหาคอนโดมิเนียมเพื่อการอยู่อาศัยหรือใช้เพื่อการลงทุนระยะยาว เราเชื่อว่าบทความนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการตัดสินใจให้คุณได้ง่ายขึ้นว่าคุณจะเลือกคอนโดมิเนียมประเภทไหนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่