อเมริกา ผู้สร้างชาติด้วยข้อมูล

Dig-it-al
28 Oct 2021
เรื่องโดย:

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

“ข้อมูลเมื่อมาถูกที่ถูกเวลา อานุภาพของมันร้ายกว่าอาวุธสงครามเสียอีก”
-ซีรีส์ Westworld 

        จริงๆ ปีนี้ ประเทศไทยเราน่าจะได้เริ่มใช้กฎหมาย PDPA หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ใดๆ ก็ตามที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของเรา หากใครเอาไปใช้โดยไม่เหมาะสม เราก็มีสิทธิในการเรียกร้องได้ตามกฎหมาย 

        ฟังดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ แล้วทั้งเฟซบุ๊ก กูเกิล ไมโครซอฟต์ หรือแอปเปิลที่ว่าขายความปลอดภัยส่วนบุคคล ต่างให้เราเซ็นยินยอมในการแชร์ข้อมูลแล้วทั้งสิ้น ทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว พูดง่ายๆ ก็คือกฏหมายเหล่านี้ออกตามหลังมาทั้งนั้น ฉะนั้น ถามว่าเราไม่มีทางอยู่ได้โดยปราศจากการแทรกแซงอย่างสมบูรณ์  และประเทศที่เป็นผู้นำในการเก็บข้อมูลตอนนี้ก็แข่งกันอยู่สองประเทศ นั่นคือจีนกับอเมริกา  ตอนแรกของคอลัมน์นี้ อยากจะพาไปขุดคุ้นเรื่องอเมริกาก่อนนะครับ จากนั้นเดี๋ยวเราค่อยข้ามฝั่งมาที่จีน 

        สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี ออสเตรีย ประวัติศาสตร์ของพวกเขาคือโบราณสถาน ศิลาจารึก หรือคัมภีร์ต่างๆ ฯลฯ แต่สำหรับอเมริกา ประเทศเกิดใหม่ ประเทศแห่งการอพยพ ประเทศที่ใครต่อใครมักพูดอย่างดูแคลนว่าเป็นดินแดนไร้ราก เป็นหม้อหลอมทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ความที่สร้างประเทศมาไม่ถึง 300 ปี สร้างชาติมาด้วยการเป็นอาณานิคมก่อนจะได้รับอิสรภาพและเติบโตมาพร้อมกับความหลากหลายของผู้คนและความเชื่อในเสรีภาพของการใช้ชีวิต 

        ท่ามกลางความไร้รากของสหรัฐอเมริกา พวกเขากลับสามารถสร้างความมั่งคั่งจนกลายเป็นมหาอำนาจ เบื้องหลังนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะ ‘ข้อมูล’ 

        ทำไมอเมริกาถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 

        อย่างที่บอกไว้ว่า ในครั้งที่เริ่มสร้างชาติ นอกเหนือจากดินแดนที่ยึดมาจากชนพื้นเมืองเดิมแล้ว คนอเมริกันก็ไม่มีอะไรที่เป็นอัตลักษณ์ของตัว นอกเหนือจากสิ่งที่ติดมากับประเทศแม่ที่อพยพมา แม้กระทั่งตั้งชื่อชุมชน เมืองหรือรัฐ ส่วนหนึ่งก็มาจากต้นกำเนิดของตัวในยุโรป นอกนั้นก็แทบไม่มีอะไร ความหลากหลายและความกระจัดกระจายของประชากรในดินแดนที่กินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของทวีป ทำให้พวกเขาต้องสร้างอะไรสักอย่างมายึดเหนี่ยว อย่างหนึ่งที่อเมริกาทำได้คือ การเก็บข้อมูล 

        สมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ อเมริกาได้เรียนรู้การเก็บข้อมูลจากประเทศแม่อยู่พอสมควร เมื่อเป็นอิสระ อเมริกายังคงให้ความสำคัญต่อการเก็บข้อมูลมากขึ้นอีกนอกเหนือแค่เพียงข้อมูลประชากร 

        ต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อเริ่มมีสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกามากขึ้น มหาวิทยาลัยเหล่านี้สร้างนักวิจัยและเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลใหม่ๆ ตามมา 

        จุดเปลี่ยนของวิวัฒนาการของการเก็บข้อมูล อยู่ที่ปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงปี 1889 เป็นต้นมา หน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เริ่มเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มผลิตผลของประเทศ (Productivity Trend Index) ขึ้นมา เพื่อศึกษาผลผลิตที่ได้ของภาคแรงงานต่อชั่วโมงในการทำงาน เพื่อหาทางพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับภาคเอกชนและกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ 

        ตอนนั้นต้องถือว่าอเมริกามีบทบาทมากในฐานะประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโตอย่างรวดเร็วมาจากการค้าฝ้าย ทำเหมือง ศูนย์กลางทางการเงิน การขนส่ง ในยุคถัดมาเมื่อ เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford, ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตรถยนต์ฟอร์ด) เริ่มคิดหาทางการปรับเปลี่ยนการผลิต โดยใช้การผลิตแบบสายพานเข้ามาซึ่งนำอเมริกาสู่ประเทศผู้นำการผลิตสินค้าแบบ mass production อย่างแท้จริง และสำคัญที่สุดการพัฒนาการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เรียกว่าข้อมูลที่เฝ้าเก็บกันมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติและกลายเป็นค่านิยมหลักของอเมริกันยุคเก่า 

        การเกิดขึ้นของการผลิตแบบใหม่ทำให้เกิดชนชั้นกลาง เกิดนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงการเก็บข้อมูลครั้งใหญ่ ระบบสายพานที่ เฮนรี ฟอร์ด คิดขึ้นก็มาเปลี่ยนกระทั่งการเก็บข้อมูลด้วยเช่นกัน เนื่องจากระบบสายพานทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำ ทำให้พวกเขาสามารถเห็นต้นทุนและข้อมูลของแต่ละส่วนอย่างชัดเจนขึ้น 

        ต่อมาสหรัฐอเมริกาก็จัดตั้งหน่วยงานที่มีความสำคัญมาก เกี่ยวกับพื้นฐานการเก็บข้อมูลของชาติ และถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนอเมริกาเห็นค่า (และถึงขั้นหมกมุ่นกับข้อมูล) นั่นคือการก่อตั้ง United State Census Bureau ในเวลาต่อมา ซึ่งผมจะขอเรียกย่อๆ ว่า UCB 

        UCB ถือเป็นหน่วยงานที่ทำการสำรวจประชากรและเก็บรวบรวมสถิติที่สำคัญๆ หลายอย่างของประเทศ หน่วยงานนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1907 และกลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกาไปแล้วคือ “อเมริกันทำอะไรต้องมีข้อมูล” ว่ากันตั้งแต่สถิติการปลูกฝ้าย ไปจนถึงจำนวนครั้งของทำรีบาวด์ของนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอ แต่ละคน พวกเขาเก็บไว้หมด   

        สหรัฐอเมริกาค่อยๆ สั่งสมความบ้าข้อมูล และกลายร่างเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลมากที่สุดในโลก ทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผยให้ประชาชนรู้ ทุกๆ สิบปีสหรัฐอเมริกาจะสำรวจและวิเคราะห์ทุกแง่มุมของประชากร โดยใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท เงินที่ว่าจะมาจากการแบ่งสันปันส่วนจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมารวมกันเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล และใช้เป็นฐานในการพัฒนาประเทศในหลากหลายด้านและยังเป็นชาติแรกของโลกในการคิดค้นการเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ การมีโปรแกรมการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างวินโดวส์ หรือแมคอินทอช ยิ่งทำให้ข้อมูลเป็นเรื่องใกล้ตัวคนอเมริกันเข้าไปอีก ความจริงที่ว่าคนอเมริกันเป็นคนกลุ่มแรกของโลกที่มีโอกาสได้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก่อนชาติไหน ตัวแปรเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำเอาเครื่องมือเหล่านี้ไปพัฒนาการเก็บข้อมูลของตัวเองได้ในวงกว้างก่อนส่วนอื่นๆ ของโลกและสามารถต่อยอดพัฒนาข้อมูลของตัวเองได้โดยอิสระ ไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อมีอินเทอร์เน็ตตามาในยุคทศวรรษ 1970 นั้น ยิ่งทำให้การเก็บข้อมูลของสหรัฐอเมริกาทำได้อย่างกว้างขวาง

        หลังจากเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐอเมริกาหันมาให้ความสนใจในการเก็บข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง และเก็บถี่ขึ้นมากกว่าการเก็บสำมะโนประชากรปกติ ทำให้ทุกวันนี้สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีข้อมูลเกี่ยวกับประชากรของตัวเองมากที่สุดและหลากหลายที่สุดในโลก แม้ว่าจะมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดก็ตาม กระนั้นคนอเมริกันส่วนหนึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการทำเช่นนี้หลังเหตุการณ์ 9/11 และการก่อการร้ายอีกหลายครั้งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น 

        แต่ไม่ว่าคุณจะพอใจหรือไม่ คนอเมริกันก็ถูกเก็บข้อมูลทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวอยู่ทุกวัน รัฐกลางและยังทำงานร่วมกับเอกชนในการนำข้อมูลมาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด 

        ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงกลาโหมและเอฟบีไอของสหรัฐที่ร่วมมือกับแอมะซอนผ่านบริการคลาวด์ (Amazon Cloud System) ในการติดตามลูกค้าที่ซื้อสินค้าบางอย่างที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำเอาไปทำเป็นอาวุธสังหารได้ โดยเฉพาะช่วงหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 เพื่อป้องกันเหตุร้ายและยังมองหากลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะก่อเหตุกราดยิงในที่ชุมชน (Mass Shooting) ที่เกิดถี่มากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอีกด้วย 

        ข้อมูลที่มีมากมายและเก็บมาอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกาก็เหมือนบ่อน้ำมันดิบ ณ เวลานี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะขุดและใช้มันให้เป็นขุมทรัพย์ซึ่งแน่นอนว่าการที่ประเทศอื่นๆ จะไล่ตามให้ทัน โดยเฉพาะมหาอำนาจใหม่อย่างจีน แม้ว่าดูเหมือนจะพอตีตื้นได้บ้าง ก็ยังห่างกันหลายขุม

        ครั้งหน้าผมมาชวนคุยกันเรื่องขุมพลังใหม่อย่างจีนกับข้อมูลที่พวกเขามีว่า พญาอินทรีย์อย่างอเมริกาควรกลัวแค่ไหนกับการมาถึงของมังกรยักษ์แห่งเอเชีย


อ้างอิง

https://www2.census.gov/library/publications/1975/compendia/hist_stats_colonial-1970/hist_stats_colonial-1970p2-chW.pdf# 

https://www.pewresearch.org/internet/2015/05/20/americans-views-about-data-collection-and-security/

https://www.census.gov/about/what/admin-data.html

https://www.census.gov/about/adrm/linkage.html 

https://www.census.gov/library/working-papers/2019/demo/SEHSD-WP2019-15.html 

https://www.census.gov/programs-surveys/acs/library/publications-and-working-papers/internet-data-collection.2001.html 

https://www.census.gov/library/working-papers/2019/demo/SEHSD-WP2019-15.html 

https://www.census.gov/programs-surveys/acs/library/keywords/data-collection.html 

ภาพ: Getty Images


‘Dig-it-al’ ไม่ใช่คอลัมน์รีวิวแกดเจ็ด แต่เป็นเรื่องราวขุดคุ้ย เค้นๆ เน้นๆ เรื่องของอุตสาหกรรมไอที ธุรกิจดิจิทัลและเบื้องหลังของโลกออนไลน์ที่ส่งผลกระทบถึงเราในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองของโลกใบนี้ สังเกตการณ์โดยอดีตนักศึกษาด้านมานุษยวิทยา ที่สนใจขุดคุ้ยหาคำตอบอยู่เสมอว่า อะไรทำให้โลกและผู้คนเป็นแบบที่เป็น

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

จบปริญญาโทด้านมานุษยวิทยา ชีวิตผกผันมาทำงานด้านสื่อสารมวลชนมากว่า 20 ปี ก่อนมีโอกาสได้ลองมาทำงานด้านการตลาดและแบรนด์ ปัจจุบันเป็น CMO ของบริษัทแห่งหนึ่ง และร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทรับผลิตเนื้อหาให้กับแบรนด์ ทำเพจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกิน เจ้าของผลงาน 'Coffee Backpacker' สนใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เกี่ยวโยงกับแง่มุมมานุษวิทยาทุกรูปแบบ