สามก๊กใหม่ของจีน

Dig-it-al
4 Nov 2021
เรื่องโดย:

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

หากเมืองไทยรู้จักกลุ่มซีพี ไทยเบเวอเรจ หรือกลุ่มเซ็นทรัล ในประเทศจีนก็ไม่มีใครไม่รู้จักสามก๊กยุคใหม่ของจีน นั่นคือ B-A-T

        B คือ เบ่ยตู๋ (Baidu) 

        A คือ อาลีบาบา (Alibaba) 

        T คือ เทนเซนต์ (Tencent) 

        ทั้งสามถือเป็นเบอร์ใหญ่ที่สุดของธุรกิจดิจิทัลของจีน และมีบทบาทอย่างมากในการสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อให้เกิดหน่วยงานบิ๊กดาต้าขึ้นในประเทศจีน เป็นตัวสร้างความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดให้กับประเทศนี้ก็ว่าได้   

        เบ่ยตู๋ถือเป็นเสิร์ชเอ็นจินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ก่อตั้งเมื่อปี 2000 ปัจจุบันมีพนักงานกว่าสี่หมื่นคน บริการของเบ่ยตู๋นั้นเรียกว่าแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากสิ่งที่กูเกิลทำ ทั้งโมลเดลการทำธุรกิจที่ได้จากการขายโฆษณาผ่านช่องทางการบริการต่างๆ ของเบ่ยตู๋ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 50 แพลตฟอร์ม ตั้งแต่แผนที่ไปจนถึงบริการคลาวด์ซิสเต็ม 

        ส่วนอาลีบาบาถือว่าเป็นหนึ่งในอีคอมเมิร์ซที่มีโครงข่ายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในสิบของแบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก และอาลีเพย์ (Alipay) แพลตฟอร์มสำหรับการจ่ายเงินในประเทศจีนก็มีอิทธิพลเหลือเกิน คนใช้งานกว่า 300 ล้านคน ปัจจุบันอาลีบาบายังให้บริการในระบบคลาวด์และได้ทำงานระดับใหญ่ๆ เช่น กีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 อีกด้วย 

        ส่วนเทนเซนต์เองก็เป็นผู้ให้บริการบนอินเตอร์เน็ตที่มีหลากหลายแพลตฟอร์ม เป็นผู้ผลิตเกมบนสมาร์ตโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก มีโซเชียลมีเดียอย่าง WeChat ที่ถือว่าเป็นซูเปอร์แอพของชาวจีน ทำได้เกือบทุกอย่างและยังให้บริการด้านไอทีที่หลากหลาย ทั้งคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ เทนเซนต์ยังถูกจัดอันดับโดยบริษัทในสหรัฐอเมริกาว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

        ทั้งสามบริษัทเติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาด้านธุรกิจสารสนเทศของจีนกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่หลังยุค Y2K ด้วยการ Copy and Development จากเทคโนโลยีของตะวันตก จนกระทั่งปัจจุบันต้องเรียกว่าสูสีหรือบางคนอาจพูดว่าบางอย่างก็แซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้ว อย่างเทคโนโลยี 5G เป็นต้น

        มีการคาดการณ์กันว่าปัจจุบันสมาร์ตโฟนกว่า 700 ล้านเครื่องในประเทศจีน มีแอพพลิเคชันที่มาจากสามบริษัทนี้อยู่ในเครื่อง เกิน 60% ใช้บริการจากสามบริษัทนี้ทุกวัน นั่นก็พอจะทำให้เราเห็นภาพว่าทำไมทั้งสามถึงเป็นผู้เล่นคนสำคัญในภาพใหญ่ของการพัฒนาเรื่องบิ๊กดาต้าในประเทศจีน

        สามแบรนด์นี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงผู้ให้บริการ แต่ยังเป็นผู้เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของจีนในหลายด้าน ทั้งผลักดันให้จีนเข้าสู่สังคมไม่ใช้ธนบัตร จนกระทั่งมาถึงการเริ่มต้นใช้เงินหยวนดิจิทัล ทั้งทำให้อีคอมเมิร์ซโตอย่างก้าวกระโดด กระตุ้นให้จีนกลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตสมาร์ตโฟนของโลก และช่วยให้รัฐบาลจีนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ราคาถูกลง และนำไปใช้ในการช่วยอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างต่อเนื่องนานนับทศวรรษ   

        รัฐบาลจีนจึงวางหมากต่อไปว่า ทั้งสามบริษัทจะเป็นผู้สร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ และเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมที่ยังทำธุรกิจแบบดั้งเดิม เพื่อนำธุรกิจดั้งเดิมเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในถังของ ‘บิ๊กดาต้า’ ของประเทศให้ได้ เปรียบไปก็เหมือนว่าทั้งสามบริษัทนี้เป็นเสมือนแม่ทัพในการนำขุนพลกองเล็กกองน้อยให้ต่อสู้ในสนามรบดิจิทัล 

        ถาม-เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงไหมสำหรับเรื่องความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวของประชาชนชาวจีน 

        ในแง่ของจีน ประเทศที่คุ้นเคยกับการปกครองแบบคนหมู่มาก ให้ความสำคัญกับผู้นำ วรรณกรรม สามก๊ก เองก็เป็นวรรณคดีที่เชิดชูคุณค่าของการเป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยว เด็ดขาดและฉลาดเฉลียว ความเชื่อเรื่องการตามผู้นำถือเป็นลักษณะเด่นของจีน ซึ่งก็ดูเหมาะกับประเทศที่มีประชากร 1,300 ล้านคน ฉะนั้นเมื่อพูดถึงความเป็นปัจเจกชน หากคุณไม่ใช่ผู้นำตัวจริง หรือไม่ได้รับการยอมรับจริงๆ ปัจเจกชนไม่ถือเป็นประเด็นสำคัญ ฉะนั้น การละเมิดสิทธิของปัจเจกชนบางอย่างจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตราบเท่าที่พวกเขาเห็นอนาคตที่ดี การออกมาขานรับมาตรการการลดชั่วโมงเล่นเกมในเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี แม้กระทั่งบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างเทนเซนต์ก็ยังออกมาขานรับ 

        ลึกๆ ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ว่าการออกมายอมรับโดยง่าย เป็นเพราะเกรงอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ หรือว่าเห็นด้วยกับนโยบายนี้จริงๆ แต่ก็เป็นการสะท้อนค่านิยมของจีนว่าพวกเขาเชื่อผู้นำ ทั้งหมดนี้แทบจะตรงข้ามกับความคิดแบบตะวันตกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายของจีนในอนาคตก็คือการปะทะกันระหว่างแนวคิดตะวันตกเรื่อง Freedom of Speech ในคนรุ่นใหม่ กับการอยู่ในโอวาท และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งดูเป็นแนวทางที่เราไม่คุ้นเคย แต่จีนกำลังจะสร้างแนวทางใหม่จากวัฒนธรรมของพวกเขา  

        ในแต่ละปี ทั้งสามบริษัทโดยเฉพาะเทนเซนต์ที่เป็นผู้นำเรื่องปัญญาประดิษฐ์ จะทำรายงาน Annual Analysis of the Chinese Digital Economy ซึ่งรายงานนี้รัฐบาลจีนนำไปใช้ในการวิเคราะห์และกำหนดเป้าหมายใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านบิ๊กดาต้า นอกจากนี้กลุ่ม BAT เองก็แบ่งปันข้อมูลลักษณะนี้ให้กับดิจิทัลเอเจนซีทั่วโลกเพื่อใช้ทำความเข้าใจกับลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีแรงซื้อใหญ่ที่สุดของโลก ณ เวลานี้ 

        การร่วมกันพัฒนาความก้าวหน้าด้านบิ๊กดาต้าของสามบริษัทนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แต่เพียงอย่างเดียว แต่ทั้งสามบริษัทและรัฐบาลจีนมุ่งเน้นไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตลาดแรงงาน นั่นคือเข้าไปเป็นตัวตั้งตัวตีในธุรกิจการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะและแรงงานมีฝีมือเอามาใช้ในอนาคต 

        ทั้งสามบริษัทมีการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ ‘มีแวว’ และยังจัดหาข้อมูลบางส่วนของบริษัทเพื่อใช้ในการศึกษา รวมถึงทั้งสามยังเป็น Venture Capital รายใหญ่ที่สุดของประเทศ หากมีสตาร์ทอัพกลุ่มไหนที่ต้องการเงินทุนในการพัฒนาธุรกิจ

        แม้ว่าดูเหมือนการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนเป็นเรื่องปกติในจีน แต่อย่างไรก็ดี ทั้งสามบริษัทนั้นรู้ดีถึงสายตาที่กำลังจับจ้องมองมาที่พวกเขา เพราะต่างเป็นผู้เล่นระดับโลก มีสาขาและบริษัทลูกอยู่ในต่างประเทศมากมาย ฉะนั้นแล้วการหาสมดุลระหว่างภาพลักษณ์ที่ดี การเล่นบทบาทผู้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับรัฐบาลจีนต้องเป็นเรื่องที่ต้องจัดการให้เหมาะสม ตัวอย่างของหัวเหว่ยต่างก็เป็นบทเรียนที่ดีของการต้องก้าวอย่างระมัดระวังเมื่อพวกเขาอยากออกไปโตนอกบ้าน  

        ถามว่าเรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นในประเทศอย่างในสหรัฐอเมริกาหรือ ตอบได้ว่าก็มีไม่แตกต่างกันครับ เพียงแต่อาจดูแนบเนียนกว่า 

        การทำงานร่วมกันของ FBI กับแอมะซอน หรือไมโครซอฟท์กับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือแม้แต่เฟซบุ๊กหรือกูเกิล ต่างก็มีข้อตกลงบางอย่างกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในระดับที่คนอย่างเราอาจไม่มีทางรู้ 

        ในประเทศตะวันตกพวกเขารวมกลุ่มกัน นำโดยสหรัฐอเมริกาในโครงการที่ชื่อว่า Fourteen Eye โดยมี 14 ประเทศทำข้อตกลงร่วมกันในการแชร์ข้อมูลดิจิทัลต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันและมีสิทธิในการร้องขอดูข้อมูลจากผู้ประกอบการในกรณีที่เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ 

        14 ประเทศนี้ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เยอรมนี สเปน เบลเยียม อิตาลี และสวีเดน (แน่นอนว่าไม่มีจีน) ในบรรดาประเทศทั้งหมดนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ทำการร้องขอให้บริษัทเทคโนโลยีทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก แอปเปิลและทวิตเตอร์ แบ่งปันข้อมูลให้กับรัฐบาลกลางมากที่สุด เฉพาะปี 2019 ปีเดียว รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ร้องขอข้อมูลจากบริษัทเหล่านี้มากถึง 163,000 ครั้ง ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับอันดับสองอย่างประเทศเยอรมนีที่ตามมาห่างๆ ด้วยจำนวน 38,000 ครั้ง 

        ประเด็นนี้ต่อมาภายหลังผู้ก่อตั้ง ProtonMail (เมลที่พัฒนาขึ้นโดยองค์กร CERN และ MIT เป็นบริการอีเมลที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยมากที่สุดในโลก) คุณเอนดี้ เยน (Andy Yen) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อด้านเทคโนโลยี Mashable ถึงการที่บริษัทไจแอนต์เทคโนโลยีเหล่านี้โดนร้องขอข้อมูลจากรัฐว่า 

        “เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่บริษัทเหล่านี้จะมีข้อมูลของผู้ใช้งานมากกว่ารัฐบาล เพราะการจะเข้าถึงบริการของแบรนด์อย่างเฟซบุ๊กหรือกูเกิล ก็ย่อมต้องมีการกรอกข้อมูลส่วนตัว ฉะนั้นหลายครั้งประชาชนอาจหลงลืมไปว่า ไม่ว่าจะอย่างไรข้อมูลของพวกตนเองนั้นมีสิทธิ์จะเล็ดรอดไปถึงรัฐบาลได้อยู่แล้วด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย” 

        เมื่อมองในแง่นี้ การแสดงออกของทั้งสองประเทศ แม้ว่าเบื้องหน้าจะดูแตกต่างกัน ประเทศหนึ่งพยายามรักษาภาพของการเป็นผู้รักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อีกประเทศหนึ่งตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลต้องการข้อมูลอย่างเปิดเผย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร กลยุทธของการจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในอนาคตและการสร้างความเข้มแข็งของประเทศล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยข้อมูลมหาศาลของบิ๊กดาต้าเป็นสำคัญ และข้อได้เปรียบของจีนก็คือ การมีประชากรมากกว่า การจัดการได้เบ็ดเสร็จกว่า มีผู้เล่นที่ต้องต่อรองด้วยไม่มากเท่าสหรัฐอเมริกา ฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สหรัฐอเมริกาจะต้องพยายามขัดแข้งขัดขาจีนในทุกช่องทางเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ

        แม้ว่าแนวคิดทางการเมืองจะตรงข้ามกัน แต่ขนาดเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศก็เรียกได้ว่าเบียดกันมาติดๆ ชนิดหายใจรดต้นคอ ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การพัฒนาสังคมในแบบจีนที่พยายามลดความร้อนแรงค่านิยมแบบตะวันตก จะส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนในอนาคตหรือเปล่า สามก๊กใหม่จะเป็นอย่างไรต่อไป 

        น่าสนุก น่าติดตามไม่แพ้เวอร์ชันเก่าจริงๆ  


อ้างอิง:-

https://www.marketingtochina.com/bat-china-tencent/

https://sea.mashable.com/tech/11104/us-government-requests-for-google-user-data-up-510-since-2010-report-says 

https://www.cnbc.com/2020/03/19/facebook-google-could-share-smartphone-data-to-fight-coronavirus.html 

https://www.businessinsider.com/how-government-gets-data-from-facebook-google-2013-6 

https://www.marketingtochina.com/baidu-seo/ 

https://en.wikipedia.org/wiki/Baidu 

https://en.wikipedia.org/wiki/Alibaba_Group 

https://en.wikipedia.org/wiki/WeChat 

https://www.google.com/search?client=safari&rls=en&q=us+government+work+with+facebook+and+google+in+big+data&ie=UTF-8&oe=UTF-8 

ภาพ: Getty Images

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

จบปริญญาโทด้านมานุษยวิทยา ชีวิตผกผันมาทำงานด้านสื่อสารมวลชนมากว่า 20 ปี ก่อนมีโอกาสได้ลองมาทำงานด้านการตลาดและแบรนด์ ปัจจุบันเป็น CMO ของบริษัทแห่งหนึ่ง และร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทรับผลิตเนื้อหาให้กับแบรนด์ ทำเพจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกิน เจ้าของผลงาน 'Coffee Backpacker' สนใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เกี่ยวโยงกับแง่มุมมานุษวิทยาทุกรูปแบบ