Easter list: 6 หนังผีสุดปั่น ที่ทำให้ทุกท่านสมองบวมไปตลอดคืนฮาโลวีนนี้

Easter Egg
31 Oct 2019
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

เป็นธรรมเนียมในทุกปี สำหรับวันที่ 31 ตุลาคม ที่นอกจากจะเป็นวันส่งท้ายเดือนแล้ว ยังเป็นหมุดหมายในการจัดงานฮาโลวีน เทศกาลปล่อยผีที่ทุกครอบครัวจะเริ่มตกแต่งบ้านตัวเองให้น่าขนลุก มีการแต่งตัวให้คล้ายกับผีชนิดต่างๆ ตามใจอยาก รวมไปถึงมีประเพณีอย่าง Trick or Treat ของเด็กๆ เพื่อขอขนมตามบ้านข้างเคียงมาเป็นอาหารสุดพิเศษในค่ำคืนนั้นอีกด้วย

        ถึงแม้ฮาโลวีนในบ้านจะไม่ได้เป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับวันสำคัญอื่นๆ ที่มาจากต่างประเทศสักเท่าไหร่ แต่เราก็สามารถสนุกกับไปคืนพิเศษนี้ได้ เช่น ใช้โอกาสนี้ชวนคนในครอบครัวสังสรรค์ กินข้าวร่วมกัน แต่งหน้าผีหรือหยิบปีกนางฟ้ามาใส่แบบมุกในหนังเรื่อง Bedazzled ก็น่ารักดี แต่ถ้าใครรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน การนอนดูหนังสยองขวัญในคืนฮาโลวีนแบบนี้ ก็ดูจะเข้ากับบรรยากาศในคืนนี้อย่างสุดๆ

        แต่ถ้าจะให้เลือกหนังสยองขวัญขนหัวลุกกันแทบทุกปีแบบนั้น คงเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อแล้วซ้ำซากแย่ ดังนั้น ในปลายเดือนอันเป็นธรรมเนียมของคอลัมน์ Easter Egg ที่ต้องจัดอันดับหนังประจำทุกสัปดาห์ และเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศงานฮาโลวีนที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงขอยก 6 หนังผีสุดปั่น ที่จะทำให้คุณฮาท้องแข็งไปกับความบ้าๆ บวมๆ ในเทศกาลฮาโลวีนนี้

 

6 หนังผี

Shaun of the Dead (2004)

        ผลงานแจ้งเกิดของ เอดการ์ ไรต์ ผู้กำกับยุคใหม่ที่น่าจับตาจากผลงานอย่าง Baby Driver (2007) และ Ant-Man (2015) ที่เหมือนเป็นการทริบิวต์โลกหลังวันล่มสลายที่อยู่ในซีรีส์ ‘of the Dead’ ของ จอร์จ โรเมโอ บิดาผู้ให้กำเนิดหนังซอมบี้ โดยใส่ความตลกร้ายและการเสียดสีสังคมในตอนนั้นออกมาได้อย่างเจ็บแสบและขำขันไปพร้อมๆ กัน 

        หนังเล่าถึงเรื่องราวของชอว์น (ไซมอน เพกก์) มนุษย์เงินเดือนที่วันๆ ทำแต่งาน เพื่อที่ตกเย็นเขาจะได้นั่งดื่มเบียร์อย่างสบายใจ หรือไม่ก็เข้าผับไปดื่มเบียร์อีกเช่นกัน ร่วมกับเพื่อนของเขาอย่างเอ็ด (นิก ฟรอสต์) ชายหุ่นหมีที่ใช้ชีวิตไร้แก่นสารได้ไม่แพ้กับชอว์นแต่อย่างใด จนวันหนึ่งแฟนสาวของชอว์นทนกับความไม่เอาไหนของชอว์นไม่ไหวจนเป็นอันต้องบอกเลิกกันไป

        นั่นทำให้ชอว์นเริ่มตระหนักรู้ถึงความโหลยโท่ยของตัวเอง จึงพยายามปรับปรุงตัวและวางแผนหวังคืนดีกับแฟนสาวของเขา แต่เรื่องราวกับไม่เป็นไปดังฝันเพราะอุปสรรคสำคัญที่กำลังเป็นขวากหนามระหว่างปฏิบัติการทวงรักคืนมาคือซอมบี้คลั่งที่เดินเตร็ดเตร่กันเต็มท้องถนนเสียอย่างนั้น 

        ทั้งชอว์นและเอ็ดจึงต้องเปลี่ยนจากปฏิบัติการง้อรักเป็นปฏิบัติคุ้มครองแฟนสาวเพื่อหวังพิชิตใจแทน และแผนอันสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับพวกเขาคือการพาแฟนสาวและคนในครอบครัวพวกเขาไปสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับกบดานที่สุดอย่าง ‘บาร์เบียร์’

        ใช่แล้ว… สองคนนี้มันหวังไปดื่มเบียร์ที่บาร์ รอให้เหตุการณ์สงบ ส่วนแผนพิชิตใจอะไรนั่นไม่มีจริงหรอก

        ความวายป่วงของหนังก็ยังมีให้เห็นอีกมากมายผ่านไอเดียของ เอ็ดการ์ ไรต์ ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ ตั้งแต่การสร้างซอมบี้ให้ดูปวกเปียก ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าซอมบี้ในเรื่องจะมีขึ้นมาทำไม หรือแม้กระทั่งการสร้างมุมกล้องอันเป็นเอกลักษณ์ มุกตลกสุดมึนที่มักจะแอบซ่อนอยู่เฟรมด้านหลังในแต่ละฉาก ก่อนที่ลายเซ็นนี้จะตามไปอยู่ในหนังตลกสร้างชื่อของเขาอีกสองเรื่องอย่าง Hot Fuzz​ (2007) และ The World’s End (2013) จนเขาได้รับฉายาว่าผู้กำกับหนัง Three Flavours Cornetto Trilogy หรือหนังไตรภาคคอร์เนตโตสามรสในเวลาต่อมา (ที่ได้ชื่อนี้เพราะในหนังทั้งสามเรื่องเขาได้ใส่กิมมิกให้ตัวละครที่เป็นนักแสดงคนเดียวกัน กินไอศกรีมคอร์เนตโตไว้ในหนังทั้งสามเรื่อง) 

 

6 หนังผี

Scary Movie 4 (2006) 

        ถ้าพูดถึงหนังผีสุดปั่นประสาท คงไม่พูดถึง Scary Movie ไม่ได้ หนังตระกูลล้อเลียนที่เดิมสร้างขึ้นมาเพื่อล้อเลียนหนังผีอย่าง Scream (1996) ก่อนที่หนังจะประสบความสำเร็จและได้สร้างภาคต่อเพื่อลบล้างความเฮี้ยนของหนังผีทุกประเภทที่มีอยู่บนโลกใบนี้ เพราะในขณะที่หนังผีเรื่องอื่นได้สร้างความเขย่าขวัญเอาไว้อย่างสุดขีด หนังตระกูลนี้ก็เป็นเหมือนโลกกลับหัว ที่เอาเรื่องราวพวกนี้มายำและสร้างขึ้นใหม่ภายใต้คีย์เมสเสจที่ว่า สร้างหนังอย่างไรให้ไร้ซึ่งตรรกะและเหตุผลที่สุด (ฮา) โดยภาคที่น่าจะไร้ซึ่งแก่นสารที่สุดสำหรับเรา คงต้องยกให้ภาคที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอย่าง Scary Movie 4

        ในภาคนี้เป็นผลงานกำกับของ เดวิด ซักเกอร์ ที่ยังเป็นเรื่องราวภาคต่อของซินดี (แอนนา ฟาริส) หญิงสาวผู้ไร้เดียงสาที่คราวนี้ต้องมาทำหน้าที่กอบกู้โลกจากเอเลียนที่เข้ามายึดครองโลกเพื่อเล่นเกมบางอย่างตามใจมัน (พล็อตนี้ตั้งใจล้อเลียนหนังสยองขวัญอย่าง Saw มาแน่นอน) นั่นทำให้ตัวละครต้องไปผจญเรื่องราวมากมาย ทั้งเกมเอาชีวิตรอดแบบเรื่อง Saw หรือการที่ต้องมาเป็นพยาบาลดูแลผู้สูงอายุในบ้านที่มีผีจูออนพูดภาษาญี่ปุ่นอยู่ในนั้น รวมถึงเอาชีวิตรอดจากหมู่บ้านลัทธิคลั่ง (ซึ่งก็ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใดเลย) แต่ทำไมพวกนางถึงเอาชีวิตรอดออกมาไม่ได้ก็ไม่รู้ โดยตลอดทั้งเรื่องเป็นการหยิบหนังดังมากมายมายำ ทั้งเกมเปิดต้นเรื่องแบบ Saw (2004) และ Saw II (2005), เส้นเรื่องในแบบ War of the Worlds (2005), ผีญี่ปุ่นที่ถอดแบบมาจาก Ju-on: The Grudge (2002), หมู่บ้านลัทธิคลั่งใน The Village (2004) รวมไปถึงหนังอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังผีอย่าง Million Dollar Baby (2004) และ Brokeback Mountain (2005) อีกด้วย 

        แน่นอนว่าด้วยจำนวนหนังที่โดนยำมาอยู่ในเรื่องเดียวกันมากขนาดนี้ หนังเรื่องนี้จึงไร้ซึ่งแก่นสารใดๆ ในส่วนของเนื้อเรื่องทั้งสิ้น เป็นเหมือนสิ่งที่มีไว้ให้หนังมันเริ่ม และจบได้แค่นั้นเอง เพราะระหว่างทางนั้น เราก็จะเจอแต่อะไรก็ไม่รู้ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องเลยด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นจุดแข็งของหนังในจักรวาลนี้ ที่ทำให้เรามักนึกถึงเป็นอันดับแรกของหนังผีที่ปั่นประสาทที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา

 

6 หนังผี

Zombieland (2009)

        หนังซอมบี้หลังวันโลกวินาศ ผลงานกำกับของ รูเบน เฟลชเชอร์ ที่ตัวเขาเอ่ยปากออกมาเองว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสุดปั่นเรื่องแรกที่เราแนะนำนั่นคือ Shaun of the Dead (2004) 

        โดย Zombieland ว่าด้วยเรื่องราวของผู้รอดชีวิต 4 คนจากเหตุการณ์วิบัติโลกแตก เมื่อผู้คนในอเมริกาต่างกลายพันธุ์เป็นซอมบี้ที่ต้นเหตุมาจากการกินเบอร์เกอร์ที่ทำจากเนื้อวัว… วัวที่เป็นโรควัวบ้า (ฟังดูติงต๊องแต่อีกมุมถ้าคิดตามก็ขนลุกอยู่เหมือนกัน เพราะไม่แน่ว่าอาจจะเกิดขึ้นจริง)

        แม้หนังเรื่องนี้จะมีพล็อตหลักที่ดูกาวไม่แพ้กับหนังรุ่นพี่ๆ ข้างบนเลย แต่เสน่ห์ของ Zombieland อยู่ที่วิธีการเล่าด้วยท่าทีจริงจัง มีการเล่าถึงความเป็นมาเป็นไปของกลุ่มผู้รอดชีวิตทั้งสี่ มีประเด็นดราม่าให้มีรสชาติของคำว่าหนังขึ้นมาบ้าง

        แต่ในส่วนของความเลอะเทอะก็เข้มข้นไม่แพ้การเล่าเรื่องเช่นกัน เพราะนอกจากพล็อตเบอร์เกอร์เนื้อวัวบ้าที่ทำให้โลกเข้าสู่วันโลกาวินาศแล้ว ยังมีกฎอันบ้าบอคอแตกที่ตั้งขึ้นโดยโคลัมบัส (เจสซี ไอเซนเบิร์ก) สมาชิกในกลุ่ม มาบังคับใช้กับกลุ่มเอาชีวิตรอดอยู่ตลอด เช่น กฎข้อที่ 1 ห้ามอ้วน กฎข้อที่ 3 ตอนเข้าส้วมต้องระวังตัวจากซอมบี้มากที่สุด (อืม… ห้องน้ำคือที่อันตรายที่สุดสินะ) หรือกฎข้อที่ 4 ขับรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัย (ซึ่งหนังก็จะขยี้มุกนี้ให้เห็นกันแบบบันเทิงเลยทีเดียว) และกฎข้อที่ 17 อย่าทำตัวเป็นพระเอกเวลาเจอซอมบี้ (อันนี้จงใจแซะเหล่าบรรดาพระเอกทั้งหลายในหนังแนวนี้ใช่ไหม) และการแสดงออกแบบหน้าเดดของตัวละครในเรื่องที่เมื่อเจอสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแต่มีการหักมุมงงๆ ขึ้นมา ทำให้ Zombieland กลายเป็นหนังคัลต์ขวัญใจคนรักหนังซอมบี้ทั่วโลกทันที 

        โดยตอนนี้เขาก็มีภาคต่อออกมาในชื่อ Zombieland : Double Tap (โดยอ้างอิงมาจากกฎข้อที่ 2 ของตัวละครโคลัมบัสภายในเรื่อง) ที่เล่าเรื่องราวต่อหลังจากกลุ่มผู้รอดชีวิตทั้งสี่ที่รอดมาจากฝูงห่าซอมบี้ในภาคแรก และได้เข้ามาอยู่ใจกลางเมืองของอเมริกาที่พวกเขาคิดว่าจะปลอดภัย แต่กลายเป็นว่าพวกเขาต้องเผชิญกับฝูงซอมบี้เหล่านี้อยู่ และดูเหมือนว่าในตอนนี้ซอมบี้จะมีพัฒนาการไปไกลมากขึ้นด้วย แต่ยังคงความป่วงจนนั่งหัวเราะท้องแข็งอยู่เหมือนเดิม

 

6 หนังผี

น้ำ ผีนองสยองขวัญ (2010)

        “มันจ้าซะเหลือเกิน แหม แสงไฟมันแทงเข้าไปในตา ขืนส่องนานๆ ตาจะบอด”

        เชื่อว่าประโยคนี้หลายคนคงคุ้นเคยกันดีจากการตะโกนออกมาจากปากของ น้าค่อม ชวนชื่น ในหนังเรื่อง น้ำ ผีนองสยองขวัญ งานกำกับของ องอาจ เจียมเจริญพรกุล ที่สำหรับเราแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังผีสัญชาติไทยที่มีความตลกและหลุดโลกมากที่สุดแล้ว 

        หนังว่าด้วยเรื่องของ มุกดา (อินทิรา เจริญปุระ) นักกีฬาว่ายน้ำประสบอุบัติเหตุ และเพื่อนๆ ของมุกดาทั้งสี่คนเสียชีวิตทั้งหมด มีเพียงมุกดาเท่านั้นที่รอดมาได้ แต่เนื่องจากพวกเขาสัญญากันไว้ว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน จึงทำให้เธอ รวมไปถึงชาลี (โก๊ะตี๋), ร้อยตำรวจตรีนิคม (‘ปุ๊ย’ – คืนสิทธิ์ สุวรรณวัฒกี) และ น้าจวบ (ค่อม ชวนชื่น) สมาชิกที่มาพบเจอกันด้วยเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด แต่ติดร่างแหให้ไปร่วมทำภารกิจขอขมาเพื่อนของมุกดาร่วมกัน เกิดเป็นเรื่องราวการล้างอาถรรพ์ที่มีแต่ความบ้าบอและไร้สาระที่สุดโต่งแบบสุดๆ 

        ด้วยเหล่านักแสดงนำในเรื่องเต็มไปด้วยดาราตลกที่มากคุณภาพขนาดนี้ ตั้งแต่โก๊ะตี๋ ที่ตีบทคนขี้แพ้ได้แตกละเอียด แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความตลกในแบบของเขา ปุ๊ย ตีสิบ ที่มีจังหวะเข้ามายิงมุกได้ถูกที่ถูกเวลา คอยรับเสริมในช่องว่างของดาราตลกท่านอื่นในเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้หนังผีเรื่องนี้ทรงคุณค่าในความไร้แก่นสารจริงๆ คงหนีไม่พ้นการแสดงของน้าค่อม ในบทน้าจวบ คนตาบอดที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างบ้าบอ และกาวชนิดที่ว่าขณะที่ดูหนังเรื่องนี้อยู่ก็ลืมไปแล้วเหมือนกันว่านี่คือหนังผี เพราะไม่ว่าจะเป็นฉากไปพบน้าจวบที่บ้าน ฉากพาน้าจวบไปหาหมอ ฉากน้าจวบแทงสนุกเกอร์ หรือแม้กระทั่งฉากน้าจวบที่ต้องปราบผีด้วยบทสวด ‘กรุสามโก้ นะโมสามจบ’ สิ่งเหล่านี้ช่วยยกระดับให้หนังเรื่องนี้ขำกลิ้งจนเราประทับใจมาก จนต้องหยิบมาดูซ้ำเป็นสิบๆ รอบ

 

6 หนังผี

Tucker and Dale vs Evil (2010) 

        หนังลำดับต่อมาในแคมเปญปั่นประสาทรอบนี้คือ Tucker and Dale vs Evil หนังสยองขวัญ สับ สับ สับ ที่ลบล้างทุกทฤษฎีการเขย่าขวัญ รวมถึงล้างความเชื่อต่างๆ ของคนดูออกไปจนหมดเกลี้ยง ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับของ อิไล เคร็ก เล่าถึงเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษาที่มาตั้งแคมป์กลางป่าและได้เจอกับทักเกอร์ ​(อลัน ทูดิค) และเดล (ไทเลอร์ ลาบีน) สองหนุ่มบ้านนอกผู้ดูไม่น่าไว้วางใจแต่อย่างใด

        ความน่าสนใจคือนักแสดงทั้งสองคนนี้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ความบ๊องๆ บวมๆ ให้กับหนัง ตั้งแต่ไอเดียของอลันที่จะใช้เบียร์เทใส่หน้าตัวเองเพื่อป้องกันตัวเองจากการที่ต้องเข้าฉากกับฝูงผึ้ง รวมไปถึงไทเลอร์ที่ในฉากสุดท้ายต้องไล่จับกบที่หุบเขา จู่ๆ เขาก็โพล่งปากด้นสดออกมาว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยเลียกบพวกนี้ด้วยนะ… (ไทเลอร์เคยเลียกบจริงๆ ครั้งหนึ่งในบทบาทเล็กๆ ตอนหนึ่งของซีรีส์ The X-Files: Quagmire ในปี 1996) 

        แน่นอนว่าเนื้อเรื่องของหนังเป็นการเดินทางตามรอยหนังสับโหด (Slasher Film) และมีแรงบันดาลใจมาจากหนังสยองขวัญชั้นครูมากมาย เช่น The Texas Chain Saw Massacre (1974), Friday the 13th (1980), Fargo (1996) และ The Blair Witch Project (1999) โดยให้สองตัวละครที่เป็นหนุ่มบ้านนอกนี้จับพลัดจับผลูไปอยู่ในสถานการณ์ผิดที่ผิดทาง จนกลายเป็นว่าตำนานของพวกฆาตกรโรคจิตเหล่านั้นเกิดขึ้นจากฝีมือของสองคนนี้โดยไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง และพวกเขาก็ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าจริงๆ ฉันไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตแบบที่โดนเข้าใจผิด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เรื่องราวเละตุ้มเป๊ะเข้าไปอีก 

        ซึ่งหนังก็ขยี้คนดูอย่างพวกเราแบบเอาเป็นเอาตายมาก มีหลายฉากที่เราจะมีความคิดอยู่เสมอว่า ‘บนโลกมนุษย์จริงๆ มันมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอวะ!’ หลายๆ​ ฉากที่ดูเข้าขนบธรรมเนียมหนังสับสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ก็โยนตรรกะนั้นทิ้งไป แล้วก็ป้อนชุดความคิดพังๆ เข้าไปแทน ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้ขี้โม้เอามากๆ (นี่ชมนะ) และกว่าจะรู้ตัวเราก็คล้อยตามไปกับเรื่องบ้าๆ พวกนี้จนจบเรื่อง เหมือนกับว่าเราถูกสองตัวละครนี้จับมัดไว้กับเก้าอี้ แล้วถูกเฉาะหัวควักสมองออกมาใส่เครื่องปั่นด้วยความยินยอมอย่างยินดีไปเรียบร้อยแล้ว

 

6 หนังผี

The Cabin in the Woods (2011)

        หนังลำดับสุดท้ายในลิสต์นี้ที่ขอรวบยอด รวบตึง รวบทุกอย่างของความปั่นประสาทของหนังผีเอาไว้ในเรื่องเดียว ผ่านการงานสร้างของ ดรูว์ ก็อดดาร์ด และ จอสส์ วีดอน ที่เริ่มตั้งเขียนบทหนังกันด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า “เราจะสร้างหนังผีอย่างไรดีให้คนคิดว่าพวกเขาเข้าโรงมาดูหนังผิดเรื่องกัน”

        จากแก่นของแนวคิดอันพิลึกพิลั่นนี้ พวกเขาก็แตกกิ่งก้านออกมาเป็นเรื่องราวของของเด็กมหาวิทยาลัย 5 คนที่ไปเที่ยวบ้านพักกลางป่า (พล็อตคุ้นๆ แล้วใช่ไหม) ก่อนที่จะพบว่าในบ้านพักนี้มีสิ่งของและบรรยากาศอันไม่ชอบมาพากลอยู่เต็มไปหมด จากนั้นหนังก็พาพวกเขาไปพบกับเรื่องราวสยองขวัญมากมายที่เต็มไปด้วยความเหวอและหักมุมสุด โดยเฉพาะกับตัวละครของ คริส เฮมส์เวิร์ธ สุดหล่อที่เราก็ไม่คิดว่าคนสร้างจะเล่นแบบนี้เลยเหรอ พร้อมกับจุดเฉลยในตอนท้ายที่พาคนดูไปพบกับความพีกแบบสุดๆ ด้วยการประเคนฉากกรุผีแตกครั้งมโหฬารรวมมิตรสารพัดผีจากหนังสยองขวัญแทบทุกเรื่องมาไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งรับรองว่าใครที่เป็นแฟนหนังสยองขวัญคงได้ฟินและสนุกไปกับอีสเตอร์เอ้กต่างๆ ที่อยู่ในฉากนี้กันแน่นอน

        หนังเลือกที่จะเสียดสีขนบความเขย่าขวัญทุกอย่างตั้งแต่เส้นเรื่องของเหตุการณ์ที่จงใจให้ดู ‘เกร่อ’ เหมือนหนังสยองขวัญทั่วไป ลำดับการตายของตัวละครที่มีการจับมาตีแผ่ว่าทำไมคนแบบนี้นี้ถึงต้องตายก่อน คนแบบนี้ถึงต้องตายทีหลัง รวมไปถึงในฉากสุดท้ายที่เหมือนเป็นการปล่อยกรุผีและปีศาจทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในหัวของทีมเขียนบททั้งสอง 

        ซึ่งในส่วนนี้ทั้งก็อดดาร์ดและวีดอนต่างก็หยิบยืมแรงบันดาลใจจากหนังเขย่าขวัญมากถึง 56 เรื่อง เช่น The Wicker Man (1973), The Evil Dead (1981), The Thing (1982), It (1990), Blade II (2002) และ Silent Hill (2006) แม้กระทั่งวิดีโอเกมล่าปีศาจอย่าง Left 4 Dead (2008) ก็ยังถูกยำมาอยู่ในหนังเรื่องนี้เช่นกัน ทั้งยังมีปีศาจตัวใหม่อื่นๆ ที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาเองมากถึง 60 ตัวด้วย 

        อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังโปรแกรมสุดท้ายของโรงหนัง UMG RCA โรงหนังทางเลือกที่ปิดตัวไปเมื่อปี 2012 โดยทุกวันนี้หน้าโรงหนังที่ร้างแล้วของ UMG RCA ยังคงมีชื่อของ The Cabin in the Woods ติดอยู่ เผื่อใครที่คิดถึงก็สามารถแวะเวียนไปดูที่ด้านหน้าของตัวอาคารกันได้ (มีชื่อหนัง The Avengers ภาคแรกติดอยู่ข้างๆ ด้วย) 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์