ความหวังและความสำคัญของข้อมูลท่ามกลางวิกฤต COVID-19

Econocity
20 Mar 2020
เรื่องโดย:

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ไม่ใช่แค่ผู้คน แต่หลายเมืองในโลกกำลังตายลงอย่างช้าๆ

        ในฉากเปิดสารคดี The Lockdown: One Month in Wuhan โดย CGTV มีคำพูดของแพทย์หญิงจีนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ความเหนื่อยล้า และรอยแผลจากการใส่หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันเชื้อไวรัสมาทั้งวันทั้งคืน

 

 

        “I think my city hasn’t stopped. It’s just that she has slowed down”

        เสียงสั่นๆ ของนักรบแนวหน้าบนสมรภูมิไวรัส COVID-19 สะท้อนให้เห็นถึงความหวังเล็กๆ ในวันที่ทั้งโลกไม่มีข่าวดี เพราะไวรัสนี้ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่กำลังค่อยๆ ทำลายความเป็นมนุษย์ เนื่องจากกิจกรรมมนุษย์ ตั้งแต่การทำธุรกิจ ศาสนา การศึกษา วัฒนธรรม ศิลปะ ไปจนถึงวิถีพื้นฐานอย่างการเข้าสังคม ความใกล้ชิด ทั้งหมดนี้กำลังถูกสถานการณ์บีบให้หยุดชะงัก

        มันเป็นความหวังของผู้หญิงกล้าหาญคนหนึ่ง ที่แม้ว่าสภาพรอบๆ จะแย่เพียงใด ชีวิตจะยังคงดำเนินต่อไปได้ ด้วยพลังแรงและพลังใจ เธอเชื่อว่าเมืองของเธอยังไม่ตาย มันเพียงชะลอลงชั่วคราว

        แต่ความหวังและความเชื่ออย่างเดียวไม่พอแน่

        ณ เวลานี้ เราต้องมีความฉลาดและเฉียบขาดในการใช้ทรัพยากรและเวลาที่ยังพอมีอยู่เหลืออย่างจำกัด เพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

        ผลกระทบระยะสั้นของ COVID-19 มีอยู่สองส่วนหลัก คือ 1) ผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตคน และ 2) ผลกระทบทางเศรษฐกิจและปากท้องประชนชน – ซึ่งรุนแรงทั้งคู่

        ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในวงการ Data Science และเคยเป็นนักวิจัยนโยบายสาธารณะ ข้อมูล ไม่ว่าจะ Small Data หรือ Big Data และเทคโนโลยีข้อมูล มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายรัฐและผลักดันพฤติกรรมของประชาชนไปในทางบวก เพื่อเอาชนะวิกฤตนี้และบรรเทาความรุนแรงของผลกระทบทั้งสองมิติ

 

        ประการแรกคือ ข้อมูลช่วยได้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการลดการเข้าออกเมือง เพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้เสี่ยงติดเชื้อมากขึ้นโดยไม่จำเป็น มาตรการนี้ทั่วโลกมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ travel ban ปิดประเทศ (ยกเว้นการเดินทางจำเป็น) ไปจนถึงการปิดเมืองไม่ให้ผู้คนออกมา เราเห็นความเข้มข้นของมาตรการนี้ในหลายระดับ เนื่องจากการลดการเข้าออกเมืองหรือประเทศมีต้นทุนทางเศรษฐกิจต่อเจ้าบ้านแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเศรษฐกิจที่มีธุรกิจหรือผู้ประกอบการจำนวนมากที่ฝากปากท้องไว้กับนักท่องเที่ยว

        แต่สุดท้ายจะไม้แข็งหรือไม้อ่อน ขึ้นอยู่กับ Cost-benefit ซึ่งจะคำนวณไม่ได้หากขาดข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลระดับทรัพยากรและ capacity ของระบบสาธารณสุข และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปริมาณของผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่แท้จริงในหมู่ประชากร

        ทุกๆ เมืองจะมี ‘The Point of No Return’ ซึ่งเมื่อเลยจุดนี้ไปแล้ว สถานการณ์จะกู่ไม่กลับ อย่างที่เห็นกันในประเทศอิตาลี ที่ระบบสาธารณสุขทรุดครืนได้ภายในไม่กี่อาทิตย์ ทั้งที่อิตาลีถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมด้านสาธารณสุขอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยจำนวนเตียง Critical Care 12.5 ต่อแสนประชากร เทียบกับญี่ปุ่น (7.3) จีน (3.6)

        เป็นห่วงเศรษฐกิจได้ (ซึ่งควรเป็นห่วง) แต่ต้องไม่ลืมฉากทัศน์ที่การแพร่ระบาดเป็นวงกว้างจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีกยาวนาน

        กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำการคาดการณ์การระบาดนี้ไว้ ว่าในหนึ่งปีข้างหน้าคนไทยกว่าถึง 16.7 ล้านคน จะมีโอกาสติดเชื้อหากเราคุมไม่อยู่ 9.9 ล้านคน หากยังพอคุมการระบาดได้ หรือแค่เพียง 4 แสนคน หากเราคุมโรคได้

        ใน 9.9 ล้านคนนี้ อาจจะมีราว 2-3% ที่น่าจะเสียชีวิต หรือราว ๆ 2-3 แสนคน โดยหากเราจะสวมหมวกนักเศรษฐศาสตร์ใจร้าย ลองตีมูลค่าชีวิตคนไทยออกมาเป็นตัวเลข ซึ่งทาง TDRI เคยประมาณไว้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ราว 9 ล้านบาทต่อหนึ่งชีวิต คูณออกมาต้นทุนความเสียหายจะอยู่ถึง 2-3 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมกับต้นทุนที่ ‘ชีวิตเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป’ เนื่องจากปอดเสื่อมสภาพ และต้นทุนอื่นๆ อีกมากมายที่มาจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งจะยืดยาวขึ้น

        ซ้ำไปกว่านั้น ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อที่ถูกคาดการณ์มีโอกาสคลาดเคลื่อน เนื่องจากมันมีที่มาจากตัวอย่างอันแสนจำกัดของผู้ที่ถูกตรวจหาไวรัสแล้วเท่านั้น มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าไวรัสได้ระบาดไปแล้วมากกว่าข้อมูลที่เราถืออยู่ในมือทุกวันนี้ อารมณ์เดียวกับการบอกว่ามีปลา 5 ตัวในบ่อน้ำ ทั้งๆ ที่เหวี่ยงเบ็ดไปไม่ถึง 10 ครั้ง

        หากเราเชื่อว่าน่าจะมีเชื้อมากกว่าที่พบและเราไม่ได้มี capacity ของระบบสาธารณสุขระดับโลก เราควรเริ่มก้าวแรกให้ถูก ด้วยการป้องกันมิให้เกิดการไหลเข้าของเชื้อจากภายนอกเข้ามาในระบบมากกว่านี้ และมุ่งวางแผนที่จะทดสอบเชื้อในวงกว้างขึ้น นอกจากเพื่อการรักษาแล้ว ก็เป็นการทำให้ข้อมูลพื้นฐานถูกต้องขึ้น ซึ่งจะทำการคาดการณ์การระบาดมีความแม่นยำมากขึ้น

 

        ประการที่สองคือ ข้อมูลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักตัวและตรวจเชื้อได้ หลังจากคุมสถานการณ์ไม่ให้เชื้อเข้ามาเพิ่มโดยไม่จำเป็นแล้ว ก็ต้องทำการรักษาและลดการแพร่กระจายของเชื้อที่เข้ามาแล้วในหมู่ประชากร ซึ่งหนีไม่พ้นการรีบค้นหาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยให้เจอโดยเร็ว เพื่อเร่งกักกันและรักษา ซึ่งเปรียบเหมือนความพยายามเพื่อลดระดับ R0 (Basic reproduction number หรือจำนวนคนเฉลี่ยที่ผู้ป่วย 1 คนจะสามารถแพร่เชื้อได้) ลง

        ความท้าทายคือจะเสาะหาผู้ติดเชื้อ และทดสอบ COVID-19 แบบ proactive อย่างไรให้คุ้มทรัพยากรมากที่สุด ไม่ใช่มั่วเดินไปตามตรอกซอยให้เปลือง Test Kit และเวลา

        ในจุดนี้ข้อมูล Geo-location Profile และ Commute Pattern ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งมักถูกเก็บโดยธุรกิจโทรคมนาคม และแอพพลิเคชัน เช่น Life360 หรือแอพพลิเคชันเพื่อการวิ่งออกกำลังกาย มีโอกาสช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและกักกัน ข้อมูลเหล่านี้บันทึกตำแหน่งและเวลาของผู้ใช้งานไว้อย่างละเอียด และโดยเชิงเทคนิคมันสามารถถูกนำมาเชื่อมกับกรณีการติดเชื้อหรือตรวจพบเชื้อในสถานที่ต่างๆ ในอดีต เพื่อดูให้ครบว่าในแต่ละวันเวลา เช่น ณ​ วันที่ 16 มีนาคม เวลาหกโมงเย็น ในละแวกที่พบเชื้อแห่งนี้ มีผู้ใช้งานคนใดบ้างที่เข้าไปใช้เวลาในละแวกนั้น จากนั้นก็ตรวจกรอเทปไปข้างหน้าให้ครบว่าหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ผู้ใช้งานเหล่านั้นไปยังสถานที่ใดอีกบ้าง และมักติดต่อ หรืออยู่ใกล้กับใคร

        ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้คือแผนที่ความเสี่ยงของแต่ละบริเวณซึ่งคำนวณมาจากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานที่เคยโชคร้ายไปในท้องที่ที่มีเชื้อ ซึ่งในแต่ละห้วงเวลา ความเสี่ยงของแต่ละละแวกก็จะเปลี่ยนแปลง เนื่องจากจะมีกรณีใหม่ๆ เกิดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้คนยังคงเดินทางไปมา ไม่กักตัวอยู่ในบ้าน ไม่ทำ Social Distancing อนึ่ง เป็นการต่อยอดแผนที่อย่าง https://covidtracker.5lab.co ขึ้นไปอีกระดับ นอกจากแผนที่แบบนี้จะทำให้ผู้คนระมัดระวังและเช็กความอันตรายของตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ทางการสามารถ prioritize การติดตามตรวจหาเชื้อและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

        ในสหรัฐฯ กำลังมีการร่วมมือกันทำแผนที่แบบนี้ แต่อาจยังต้องใช้เวลาเนื่องจากข้อมูลมีขนาดใหญ่ ไม่ใช่ทุกบริษัทโทรคมนาคมที่จะมี capability ในการวิเคราะห์ได้เร็ว และยังมีความกำกวมทางกฎหมายในการใช้ข้อมูลในลักษณะนี้

        กระนั้นก็ตาม นี่เป็นจุดที่ Big Data เข้ามาช่วยได้แน่นอน และผู้เขียนมีความหวังว่าเราจะได้เห็นสิ่งนี้กันในไม่ช้า

 

        ประการที่สามคือ ข้อมูลช่วยบรรเทาปัญหาทรัพยากรสาธารณสุขขาดแคลน สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังรณรงค์คือการทำ Social Distancing เพื่อ Flatten the Curve ช่วยชะลอ และผ่อนภาระของระบบสาธารณสุขซึ่งมี capacity จำกัดออกไปในอนาคต ไม่ให้เกิดการล้นระบบ จนเตียง อุปกรณ์ แพทย์ และทรัพยากรอื่นๆ ไม่เพียงพอ ทว่า capacity ของระบบสาธารณสุขในบางเมือง อาจอยู่ในระดับที่ถึงไม่มี COVID-19 ก็ตึงอยู่แล้ว และการ Flatten the Curve นั้นอาจไม่พอและทำให้ระบบต้องอยู่ในภาวะนี้ไปอีกยาวนานมาก ฉะนั้น การรักษาระดับประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขในแต่ละโรงพยาบาลจึงมีความสำคัญมาก และจำเป็นที่จะต้องคอยมอนิเตอร์อยู่อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ก่อนเข้าขั้นวิกฤต

        ในจุดนี้ ขณะนี้บริษัท สยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง (Siametrics) ของผู้เขียนเอง ที่มีเป้าหมายในการปลกล็อกคุณค่าทางธุรกิจและสังคมด้วย Data Science กำลังร่วมมือกับบริษัท เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี (Ever Medical Technology) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารบล็อกเชนข้อมูลสุขภาพของเครือโรงพยาบาลในหลายจังหวัด เพื่อสร้าง Real-time Epidemilolgy Dashboards เฉพาะกิจ โดยมีเป้าหมายคือ

        1) เฝ้าระวังกลุ่มอาการที่สอดคล้องกับ COVID-19 ในโรงพยาบาลแต่ละท้องที่ มิให้เกิดกรณี overcapacity และเพื่อช่วยเสาะหาละแวกเสี่ยง

        2) เตรียมใช้ระบบ Routing Optimization ที่ใช้ Reinforcement Learning เพื่อช่วยกระชับ และ Optimize Supply Chain ของการขนส่งทรัพยากรไปยังโรงพยาบาล ในกรณีที่อุปสงค์ในการเคลื่อนย้ายทรัพยากรมากเกินอุปทาน

        3) เตรียมศึกษาลักษณะการระบาดของ COVID-19 ทั้งในเชิงของอาการก่อนตรวจพบและในเชิงแผนที่อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างองค์ความรู้ไว้ให้เรารับมือศึกอันน่าจะยาวนานนี้

        ความร่วมมือนี้อยู่ภายใต้แผนขององค์การสหประชาชาติ UN I-DAIR ในการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และภาควิชาการ ในการทำให้ข้อมูลสุขภาพทั่วโลกถูกเก็บอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และมีความเป็นเจ้าของอย่างโปร่งใส เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำมันมาใช้แก้ไขปัญหาสาธารณสุขที่จะมาคุกคามมนุษยชาติในอนาคต

        เว้นแต่ว่า… อนาคตนั้นได้มาถึงเราแล้ว

 

        วันนี้เรามีทางเลือกที่จะนิ่งเฉย หวาดกลัว และประมาท หรือเราจะเลือกปฏิบัติตนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นวิทยาศาสตร์ เก็บ ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์จากข้อมูล เพื่อที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างทุ่มสุดตัว ใครถนัดอะไรก็ทุ่มด้านนั้น อย่างที่แพทย์หญิงชาวจีนผู้นั้นได้แสดงเป็นตัวอย่างให้พวกเราเห็นถึงความเสียสละ ความสามารถ ความไม่ท้อถอย และความหวังที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเบาๆ สองประโยคนั้น ว่าชีวิตของเราจะยังไปต่อได้ เมืองของเรายังไม่ตาย แค่ชะลอตัวลงเท่านั้นเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

Founder และ CEO ของบริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติง (www.siametrics.com) และเป็นที่ปรึกษาแห่ง True Digital Group เชี่ยวชาญการประยุกต์ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เข้ากับ data science เพื่อสร้างคุณค่าต่อธุรกิจและสังคม เป็นพ่อมือใหม่ผู้สนใจแนวทางการพัฒนาเมืองให้ดีต่อประชาชนมากขึ้น — Email: Napat.j@siametrics.com, LinkedIn: https://th.linkedin.com/in/napatj