‘เมืองที่ผู้คนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี’ นิยามของเมืองดีๆ ที่เป็นไปได้

Econocity
20 Feb 2020
เรื่องโดย:

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ชีวิตคนเมืองกำลังจะเปลี่ยน

        องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกจะอยู่อาศัยในเมืองใหญ่ – ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 55 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

        แต่ชีวิตคนเมืองจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำว่าจะสามารถบริหารจัดการทรัพยากรอันจำกัดเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้ประชากรได้มากน้อยแค่ไหน 

        เรื่องสำคัญอยู่ตรงที่ ‘ทรัพยากรอันจำกัด’ เพราะทุกเมืองในโลกล้วนมีจุดตั้งต้นที่ไม่เหมือนกัน 

        บางเมืองเคยเป็นเมืองแสนธรรมดา ก่อนนโยบายการท่องเที่ยวจะถมมันด้วยทรายขาวแสนเทียมตัดกับทะเลสีอัญมณีเทอร์ควอยส์ จนทุกวันนี้กลายเป็นเมืองหาดปาร์ตี้ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ในเม็กซิโก

        บางเมืองได้รับอิทธิพลทหารในภาวะสงครามยุคเรอเนซองส์ จนเกิดการวางผังเมืองเป็นบล็อกๆ และเกิดการตัดถนนอย่างเป็นระเบียบเพื่อประสิทธิภาพของการจราจร ก่อนจะกลายมาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ในอิตาลี

        แต่สิ่งที่จะชี้ว่าสุดท้ายแล้วเมืองไหนดีหรือเมืองไหนไม่ดี คือความสามารถในการทำให้เมืองดีขึ้นที่สุด ‘เท่าที่ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดจะบันดาลได้’

        นิยามของ ‘เมืองที่ดี’ ในสายตาผมคือ เมืองที่สุดท้ายแล้วประชากรตัดสินใจเลือกที่จะอยู่อาศัยในเมืองนี้ แม้ว่าเขาจะมีความสามารถย้ายไปอยู่ที่ใดก็ได้ในโลกอย่างไร้ต้นทุน 

ถ้าคุณย้ายไปที่ไหนก็ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย คุณยังจะอยู่เมืองที่ขณะนี้คุณอาศัยอยู่ใช่หรือเปล่า? 

        เมืองที่ดีคือเมืองที่พ่อแม่มือใหม่เชื่อมั่นในสินค้าสาธารณะ เช่น อากาศบริสุทธิ์ ความปลอดโรค ระบบการศึกษา ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ ว่ามันมีคุณภาพและปริมาณมากพอที่จะทำให้ลูกน้อยได้มีวัยเด็กที่สมบูรณ์

        เมืองที่ดีคือเมืองที่คนรุ่นใหม่มีอิสระในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ไม่ถูกกดเงินเดือนและเสรีภาพทางความคิด พร้อมกับยังได้เติบโตในหน้าที่การงาน (ที่ตัวเองสนใจ) อย่างมั่นคง 

        เมืองที่ดีคือเมืองที่ไม่ได้แปลว่าทุกคนเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจทั้งหมด แต่เป็นเมืองที่คนมีทรัพย์สินน้อยที่สุดยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสุข ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี

        เมืองที่ดีคือเมืองที่ผู้คนมีทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ไม่แพง (และไม่ตาย)

        เมืองที่ดีคือเมืองที่คนชราได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม เพียงพอ และสามารถใช้เวลาบั้นปลายชีวิตได้อย่างคุ้มค่าและไม่โดดเดี่ยว

        เมืองที่ดีในนิยามนี้ ไม่ได้เข้มแข็งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่เป็นเมืองที่สิ่งของ ผู้คน และระบบบริหารจัดการต่างๆ ประกอบกันขึ้นมาร่วมกันเพื่อก่อให้เกิด ‘ความน่าอยู่ที่สมดุล’ จนทำให้เมืองนี้น่าอยู่กว่าเมืองอื่นๆ ทั่วไป

        และต้องเป็นไปได้ มิใช่การเพ้อฝันหรือการสักแต่ว่าจะสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลกหรือโรงแรมใต้น้ำท่ามกลางทะเลทรายไปเรื่อยๆ

 

        เมื่อมองออกไปข้างนอก ดูเหมือนว่าเมืองของเราจะยังห่างไกลจากภาพของเมืองในอุดมคตินี้ เราพบว่าเรายังอยู่ใน ‘เมืองที่ไม่ make sense’ ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ทำให้คนเป็นล้านสบถลงบนโซเชียลมีเดียอยู่บ่อยครั้ง 

        โชคดีที่ประสบการณ์ของการได้อยู่อาศัยใน 10 กว่าเมืองของผม รวมถึงการทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ และการสร้างบริษัทเทคโนโลยี Big Data ที่เปลี่ยนข้อมูลเป็นคุณค่าเพื่อการต่อยอดองค์กร ทำให้ผมเห็นว่าเส้นทางและหลักความคิดสู่การสร้าง ‘เมืองดีๆ ที่เป็นไปได้’ ถูกวางเป็นภาพไว้อย่างชัดเจนเกือบหมดแล้ว 

 

        พบกันในคอลัมน์ Econocity ที่จะหยิบเรื่องราวชีวิตคนเมืองมาตีแผ่และสาดใส่ด้วยแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีใหม่ๆ และความหวังในการขยับออกจากความไม่ make sense นี้ด้วยกัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

Founder และ CEO ของบริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติง (www.siametrics.com) และเป็นที่ปรึกษาแห่ง True Digital Group เชี่ยวชาญการประยุกต์ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เข้ากับ data science เพื่อสร้างคุณค่าต่อธุรกิจและสังคม เป็นพ่อมือใหม่ผู้สนใจแนวทางการพัฒนาเมืองให้ดีต่อประชาชนมากขึ้น — Email: Napat.j@siametrics.com, LinkedIn: https://th.linkedin.com/in/napatj

ภาพโดย

erdy

Illustrator