Smart City ที่จริงแล้วควรเป็นแบบไหน

Econocity
20 Mar 2020
เรื่องโดย:

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

เรามักได้ยินคำว่า ‘Smart City’ อยู่เสมอ ว่ามันคือเมืองแห่งอนาคตที่จะส่งผลบวกต่อการใช้ชีวิตและความมั่งคั่งในเมือง คำถามที่น่าคิด คือเมืองที่ดี ต้อง ‘smart’ ในรูปแบบไหน?

        มันคือเมืองแห่ง IoT (Internet of Things) ที่ฉลาดแบบออกนอกหน้า ที่ทุกสี่แยกต้องต่อเน็ต มีกล้องวงจรปิดทุกพื้นที่ หรือมันคือเมืองที่ฉลาดแบบ ‘Supporting Actress’ ที่ผู้คนไม่เคยได้เห็นแกดเจ็ตแปลกตา แต่ชีวิตคนเมืองราบรื่น มีสุขมากขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง?

        หากเราย้อนรอยกลับไปมอง ‘เมือง’ จากมุมมองเศรษฐศาสตร์ จะพบว่าเมืองมีหน้าที่สำคัญในการ ‘เชื่อมต่อ’ ผู้คนเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นไอเดีย บริการ และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้า

        นั่นคือจุดแข็งของสิ่งประดิษฐ์มนุษย์ที่ชื่อว่าเมือง และมันถูกพิสูจน์ตัวตนมาหลายร้อยหลายพันปีแล้วว่า เมืองสามารถดลบันดาลให้เกิดความมั่งคั่งและความก้าวหน้าเชิงนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ชุมชนระดับย่อมหรือชนบททำไม่ได้

        ดังนั้น เมืองที่กำลังประสบปัญหา เช่น การจราจรติดขัด โรคระบาดเป็นวงกว้าง หรืออัตราอาชญากรรมสูง ก็คือเมืองที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เท่ากับศักยภาพที่แท้จริง

        ‘Smart City’ จึงไม่ควร smart แค่เพียงเพราะว่าอุปกรณ์ฉลาดขึ้นในการต่ออินเทอร์เน็ตและคุยกัน แต่ smart เพราะว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เรารีดศักยภาพของเมืองออกมาได้เต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาเมืองได้อย่างชาญฉลาดและทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้นจริง

 

        ตัวอย่างที่ผมชื่นชอบที่สุด คือตัวอย่างจากนครนิวยอร์ก

        ในปี 2003 ไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ประกาศเปิดระบบเก็บข้อมูลปัญหาสาธารณะใหม่ที่เรียกว่า ‘ระบบ 311’ ซึ่งเป็นทั้งเบอร์โทรศัพท์และแอพพลิเคชันหนึ่งเดียวกัน ที่หากชาวนิวยอร์กพบเห็นปัญหาใดๆ เกี่ยวกับชีวิตการเป็นอยู่ในเมือง ก็สามารถแจ้งร้องทุกข์เข้ามาที่ช่องทางนี้ได้

        เมื่อประชาชนแจ้งปัญหาเข้าไป ในเว็บไซต์ Open Data ของนครนิวยอร์กก็จะปรากฏตั๋วปัญหา (ticket) ว่าปัญหานี้อยู่ที่ที่อยู่นี้ เวลาที่แจ้ง และรายละเอียดทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังบอกด้วยว่าหน่วยงานไหนมีความรับผิดชอบ และจำนวนวันที่ปัญหานี้ควรถูกแก้

        เมื่อปัญหานี้ถูกแก้ไข หน่วยงานนั้นจึงจะสามารถปิด ticket นี้ได้ ระบบก็จะบันทึกว่าหน่วยงานนี้ใช้เวลากี่วันในการปิดงานชิ้นนี้ ประสิทธิภาพในการทำงานนี้ก็จะสะท้อนไปยัง KPI ของหน่วยงานนั้นในภายหลัง ทำให้เกิด accountability ในการรับใช้ประชาชน

        ผมเคยไปนิวยอร์กไม่ต่ำกว่าสิบครั้งในรอบสิบปีที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่า นิวยอร์กเป็นเมืองที่ยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยปัญหา ทั้งปัญหากายภาพและปัญหาในการแบ่งชนชั้นสีผิว ถึงขั้นทำให้ปัญหาในเมืองอย่างกรุงเทพฯ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

        จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเหลือเกินที่ตั้งแต่ทำระบบ 311 นี้ เทศบาลนิวยอร์กสามารถซ่อมถนนแต่ละจุดได้เฉลี่ยภายในระยะเวลาเพียง 5 วันหลังจากเรื่องถูกแจ้งเข้ามา

        การแก้ปัญหาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ผิวเผินอาจดูเหมือนงานก่อสร้างธรรมดา ไม่ได้ต้องการทักษะหรือเทคโนโลยีอะไรใหม่ ทว่าการซ่อมถนนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำอย่างไรให้เสร็จเร็วโดยไม่ทำให้รถติดทั้งเมือง และทำให้เป็นธรรมต่อประชาชนทุกพื้นที่อาศัย ไม่ใช่โซนรวยถนนดีกว่า คงทำไม่ได้แน่นอนหากไม่มีการเชื่อมต่อระบบข้อมูลให้เจ้าหน้าที่วางแผนทุกเช้า ว่าจะส่งทีมออกไปแก้ไขอย่างไรให้ดีที่สุด

        ทุกวันนี้นิวยอร์กไม่ได้ปราศจากปัญหา แต่ทุกคนที่เคยไปอภิมหาเมืองนี้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมามักเห็นตรงกันว่า นิวยอร์กกำลังดีขึ้นอย่างสัมผัสได้ เนื่องจากเทศบาลได้มีอาวุธใหม่ในการตัดสินใจว่าควรลงน้ำลงแรงกับงานชิ้นไหน มากแค่ไหน เมื่อไหร่ และที่ใด

        ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่เล็กอย่างเสียงรบกวนจากข้างบ้านหรือรถยนต์จอดขวางปากซอย ไปจนถึงเรื่องความเป็นอยู่อย่างคุณภาพของน้ำประปา ความสะอาดของร้านอาหาร หรือการจ่ายแก๊สสำหรับเครื่องทำความร้อนในฤดูหนาว บวกกับอีกกว่า 3,000 ประเภทของปัญหาเมืองๆ ที่ต่างทยอยถูกแก้อย่างชาญฉลาดขึ้น นี่คือนิยามความ smart ที่เราประชาชนควรถามหาในวันที่ภาครัฐต้องการแปลงเมืองให้กลายเป็น Smart City

 

        Smart City เป็นแนวคิดที่ถูกทิศทาง เพียงทว่าต้องไม่ลืมว่าการมีระบบและเทคโนโลยีเป็นเพียงก้าวแรก

        หัวใจอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาและวัดผล ว่ามันได้ทำให้เมืองของเราดีขึ้นจริง อย่างในกรณีระบบ 311 ของนิวยอร์ก ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง เนื่องจากมัน smart ตรงที่ว่าเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ให้ชีวิตเมืองดีขึ้นในหลายมิติ ทั้งเรื่องของสาธารณสุข เรื่องความปลอดภัยบนถนน ไปจนถึงเรื่องจุกจิกแต่สำคัญต่อคุณภาพชีวิต เช่น มลภาวะทางเสียง

        ยังมีอีกหลายปัญหาเมืองที่คอยปิดกั้นและเหนี่ยวรั้งศักยภาพที่แท้จริงของเมืองจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย ในบทความชิ้นถัดๆ ไป ผู้เขียนจะหยิบมุมปัญหาและทางออกที่นำทางโดยเทคโนโลยีมาเล่ากันให้ฟัง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

Founder และ CEO ของบริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติง (www.siametrics.com) และเป็นที่ปรึกษาแห่ง True Digital Group เชี่ยวชาญการประยุกต์ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เข้ากับ data science เพื่อสร้างคุณค่าต่อธุรกิจและสังคม เป็นพ่อมือใหม่ผู้สนใจแนวทางการพัฒนาเมืองให้ดีต่อประชาชนมากขึ้น — Email: Napat.j@siametrics.com, LinkedIn: https://th.linkedin.com/in/napatj