‘ความยั่งยืน’ จะช่วยให้แฟชั่นผ่านพ้นวิกฤตหลังยุคโควิด-19 ได้อย่างไร?

Fashion Matters
15 Jun 2020
เรื่องโดย:

กมลนาถ องค์วรรณดี

หากจะมีเวลาสักช่วงหนึ่งที่แฟชั่นจะพลิกโฉมตัวเอง เวลานี้อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุด

       หลายเดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เพราะหลังจากรัฐบาลจีนปิดเมืองอู่ฮั่น อุตสาหกรรมการผลิตของโลกที่มีฐานการผลิตส่วนใหญ่ในจีนก็หยุดชะงัก วิถีชีวิตของคนทั่วโลกถูกล็อกดาวน์ ร้านค้าปลีกปิดเป็นการชั่วคราว ส่งผลให้ออร์เดอร์เสื้อผ้าหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ทั่วโลกถูกยกเลิก มีคนมากมายได้รับผลกระทบโดยเฉพาะฝั่งผู้ผลิตที่ไม่สามารถแบกรับภาระจนต้องไล่แรงงานออกเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ที่ดำเนินมาเป็นทอดๆ นี้เปิดเผยให้เราเห็นจุดอ่อนที่ถูกซุกซ่อนไว้เบื้องหลังซัพพลายเชนแฟชั่นที่เกี่ยวพันกันทั่วโลก นี่จึงเป็นครั้งแรกหลังกว่าครึ่งศตวรรษที่ธุรกิจแฟชั่นผู้กุมซัพพลายเชนของโลกเริ่มกลับมาคิดถึงการย้ายฐานการผลิตกลับมาสู่ประเทศต้นทาง และตั้งคำถามถึงการผลิตต้นทุนต่ำที่พึ่งพาประเทศแถบเอเชียเป็นหลัก ความไม่ยืดหยุ่นของซัพพลายเชนโลกนี้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจแฟชั่นหลายๆ รายประสบปัญหาทางการเงิน และต้องเผชิญหน้ากับความโกลาหลแบบที่ไม่เคยมีใครคาดการณ์ได้ 

       บทเรียนจากโควิด-19 ในครั้งนี้เปิดเผยให้เราเห็นความเปราะบางของระบบแฟชั่นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ถูกเพิกเฉยมาเนิ่นนาน ภาวะโลกหยุดนิ่งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันหาได้ยากที่หลายๆ คนมีโอกาสได้กลับมาคิดใหม่ ราวกับโควิดนำ Existential Crisis (วิกฤตการมีชีวิตอยู่) มาให้ผู้คนเลยก็ว่าได้ เพราะความเป็นอยู่ใหม่หลังโรคระบาดผ่านไป อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมแบบเดิมๆ ที่เราเคยรู้จักมาเนิ่นนานนับศตวรรษ มันจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราทุกคนจะได้ใช้เวลาซึมซับความรู้สึก สะท้อนบทเรียน และหันกลับมาใส่ใจความจริงที่เรามองข้ามมาโดยตลอด

       ซึ่งหากอะไรๆ ก็จะไม่เหมือนเดิม และทุกคนก็พูดถึงความปกติใหม่ แล้วคำว่า ‘ปกติใหม่’ ที่ว่านี่มันหน้าตาเป็นอย่างไร และจะเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมแฟชั่นไปยังไงบ้าง? เราลองรวบรวมสัญญาณใหม่ๆ ที่น่าสนใจในช่วงโควิดที่เผยให้เราเห็นถึงกลุ่มคนที่พร้อมกับโลกใหม่แล้ว

 

ความยั่งยืนของแฟชั่น

ผู้บริโภคจะมองหาสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น

       การแพร่กระจายของโรคระบาดและการอยู่บ้านในหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้หลายๆ คนคงได้กลับมาจัดบ้าน ได้ใช้เวลากับตัวเอง ใคร่ครวญชีวิตมากขึ้น หลายคนได้จัดระเบียบข้าวของและพบว่าจริงๆ แล้วเราอาจมีมากเกินพอ และยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่ได้หยิบมาใช้จนลืมไปแล้ว พอไม่ได้ออกจากบ้านก็ไม่ได้เห็นความจำเป็นของการซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ มากนัก สุขภาพกาย สุขภาพใจ และอาหารการกินกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้ เงินที่มีก็ถูกเก็บไว้ใช้กับอาหารหรือข้าวของจำเป็นอื่นๆ ส่วนเศรษฐกิจที่หยุดชะงักและการว่างงานแบบฉับพลันนี้ ยิ่งทำให้หลายคนต้องกลับมาคิดคำนึงเรื่องการจับจ่ายในวันที่เงินไม่ได้หามาง่ายๆ เหมือนเดิม การบริโภคแฟชั่นจึงกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย

       ถึงแม้โควิด-19 จะนำความหายนะมาสู่สังคมมากเพียงใด แต่มันก็เป็นช่วงเวลาแปลกประหลาดทางประวัติศาสตร์ ที่ทั้งเคร่งเครียดแต่ก็โล่งใจ หนักหน่วงแต่ก็ผ่อนคลาย เมื่อความตายมาจ่อตรงหน้าแถมเกิดขึ้นได้ทุกขณะ มันบังคับให้เรากลับมาคิดว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญจริงๆ สำหรับชีวิต บางครั้งเราอาจจะพบว่าแม้จะเหงาแต่เราก็รู้สึกสงบใจ โล่งขึ้นเมื่อรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนลุคในทุกๆ งานที่จะไป หรือออกไปช้อปปิ้งทุกสัปดาห์เหมือนที่เคยแล้ว เพราะจริงๆ แล้วเราสามารถลดความเครียดด้วยวิธีอื่นๆ ได้ที่บ้าน จะทำอาหาร เลี้ยงต้นไม้ เล่น Tiktok หรือจะมีความสุขแบบช้าลงและเป็นตัวเองได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเหนื่อยกับการบริโภคหรืออัพเดตเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลาก็ได้

       ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเชื่อว่าคนจำนวนมากก็รู้สึกแบบเดียวกัน ในรายงาน The State Of Fashion 2020 Coronavirus Update ที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง McKinsey และเว็บไซต์ The Business of Fashion ได้เขียนสรุปถึงสถานการณ์นี้ว่า โรคระบาดครั้งนี้จะผลักดันให้คุณค่าเรื่องความยั่งยืนมาอยู่ในสปอตไลต์ กลายเป็นประเด็นหลักในการถกเถียงและเวทีเสวนาสำคัญๆ ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดระยะห่างระหว่างแนวคิดใหม่ๆ ของแฟชั่น กับวิธีคิดธุรกิจแบบเก่าที่มุ่งเน้นปริมาณและยึดถือกำไรของบริษัทเหนือสุขภาพของผู้คนและสิ่งแวดล้อม

       แนวโน้มนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เป็นคลื่นใต้น้ำที่มีมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2018 เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อดังอย่าง Lyst ทำการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใช้งานและพบว่ามีผลลัพธ์การค้นหาคำว่า ‘sustainable fashion’ มากขึ้นถึง 66% โดยรวมถึงคีย์เวิร์ดอย่าง ‘ethical brand’ ด้วย เห็นได้ชัดว่าความยั่งยืนทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และการดำเนินธุรกิจด้วยจริยธรรมกำลังกลายเป็นหัวข้อหลักที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาสนใจและตระหนักถึงความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ที่ใส่ใจกับอนาคตของตัวเองเป็นพิเศษเพราะโลกสมัยนี้ช่างอยู่ยากเสียเหลือเกิน ไม่เฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้น แต่ผู้บริโภคโดยรวมก็จะเลือกหันไปหาสินค้าที่ถูกผลิตมาด้วยกระบวนการที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้ธุรกิจที่มีเรื่องราวตอกย้ำคุณค่าด้านมนุษยธรรม สุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และการปกป้องธรรมชาติ จะกลายเป็นฮีโร่ให้กับสังคม และจะอยู่รอดปลอดภัยในช่วงวิกฤตโรคระบาดนี้ได้หากเข้าถึงจิตใจและสร้างความไว้วางใจให้กับผู้คนได้มากพอ 

       วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นเหมือนฝันร้ายของแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น ที่ทำให้ยอดขายหายไปภายในชั่วพริบตาจากการปิดของห้างสรรพสินค้า แต่สำหรับแบรนด์เล็กๆ บางแบรนด์ที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืนอยู่แล้ว การหยุดชะงักครั้งนี้กลับกลายเป็นสัญญาณของจุดจบฟาสต์แฟชั่น และเป็นโอกาสของการนำเสนอคุณค่าใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความทนทาน และความยั่งยืนต่อผู้บริโภค โดยก่อนจะเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 คนอเมริกันใส่เสื้อเฉลี่ยเพียง 5 ครั้งเท่านั้นก่อนเสื้อตัวนั้นจะถูกพับเก็บหรือโยนทิ้งไป แต่เมื่อเกิดวิกฤต กลุ่มคนที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและสุขภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเลือกซื้อชิ้นที่ใส่ได้นานขึ้นหรือซื้อน้อยชิ้นลง ซึ่งทำให้แบรนด์ประเภทสโลว์แฟชั่น (Slow Fashion) ที่ยึดถือคุณค่านี้ได้เปรียบมากกว่าในการบริหารสต็อกสินค้า เพราะเป็นสินค้าที่จะขายเมื่อไรก็ได้ไม่ตกเทรนด์ ส่วนสินค้าประเภทฟาสต์แฟชั่นที่มีอายุจำกัด หมดฤดูกาลก็เอาต์ ก็จะเริ่มอยู่ยาก เพราะต้องแบกรับภาระต้นทุนสินค้าจำนวนมากจากการผลิตมาตอบเทรนด์ชั่วคราวแต่กลับขายไม่ได้ในปัจจุบัน

       หลายๆ งานเสวนาที่จัดขึ้นโดยผู้นำทางความคิดในวงการแฟชั่นก็ได้ระบุว่า นี่คือเวลาสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะผู้บริโภคเริ่มที่จะตระหนักมากขึ้นถึงผลกระทบในทางลบที่แฟชั่นมีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมลภาวะและขยะ และแบรนด์ควรที่จะให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนมากกว่าการเฝ้ามองดูแต่กราฟ ข้อมูล และตัวเลขกำไรขาดทุนในระยะสั้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นว่าหลังออกจากวิกฤตครั้งนี้ เราจะได้เห็นโมเดลธุรกิจแฟชั่นแบบใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน การหมุนเวียนทรัพยากร การนำเทคโนโลยีดิจิตอลและนวัตกรรมวัสดุใหม่ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น รวมทั้งการกลับมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับธรรมชาติอย่างเส้นใยฝ้ายอินทรีย์ มากกว่าเส้นใยสังเคราะห์หรือพลาสติกที่ย่อยสลายได้ยาก

       นอกจากเรื่องคุณภาพและความทนทานแล้ว มาตรฐานใหม่ๆ สำหรับเสื้อผ้าในยุคนี้ยังรวมถึงคุณค่าด้านความไว้วางใจ ความเป็นอยู่ที่ดีของปัจเจกและส่วนรวมอย่างใกล้ชิด เพราะเสื้อผ้าคือสิ่งที่คนเราสวมใส่แนบชิดกับผิวหนัง เรื่องราวเบื้องหลังเหล่านี้ที่สะท้อนถึงจุดยืนและอัตลักษณ์ของผู้ใส่จึงเป็นจุดที่มองข้ามไม่ได้ แบรนด์ที่มีเรื่องราวที่ได้ช่วยเหลือสังคมจึงมีแนวโน้มที่คนจะสนับสนุนมากกว่า โดยในการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในยุคโควิด-19 ของ BCG เมื่อไม่นานมานี้ของผู้บริโภคเกือบ 6,000 รายในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี และจีน ผู้บริโภคระบุว่า พวกเขาอยากจะสนับสนุนแบรนด์ที่จ่ายเงินเต็มจำนวนให้กับพนักงาน หรือปรับเปลี่ยนการผลิตบางส่วนมาช่วยสังคมโดยรวมเช่นการหันมาผลิตหน้ากากผ้า หรือชุด PPE ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

       ‘ความเป็นมนุษย์’ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ควรอยู่บนๆ ของลำดับความสำคัญของธุรกิจยุคหลังโควิด-19 นี้ ที่จะทำให้การบริโภคแฟชั่นเป็นเรื่องที่มีความหมายและไม่ฉาบฉวยอีกต่อไป

 

ความยั่งยืนของแฟชั่น

เปลี่ยนจากผลิตมาก เป็นผลิตอย่างหลากหลายตามความต้องการ

       เดิมที ราคาของความงามบนโลกใบนี้สูงมาก เพราะก่อนจะเกิดโควิด-19 ธุรกิจแฟชั่นผลิตสินค้ามากเกินความต้องการของตลาดและสูญเสียทางการเงินมากถึง 30-40% ในแต่ละฤดูกาล  ไม่เพียงเท่านั้น ยังสร้างมลพิษทางน้ำเป็นอันดับ 2 และรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนประมาณ 10% ของโลก ระบบแฟชั่นแบบเดิมๆ ที่สิ้นเปลืองทั้งทางการเงินและอันตรายกับสิ่งแวดล้อมนี้ จึงไม่สมควรจะได้ไปต่อในโลกใหม่อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้ฝั่งผู้บริโภคจะเริ่มตื่นตัว และความยั่งยืนจะเป็นประเด็นสำคัญที่พูดกันมาหลายสิบปีในวงการแฟชั่น แต่ก็ยังเป็นเพียงคำพูดสวยหรูและห่างไกลความเป็นจริง เพราะการหาสมดุลระหว่างธุรกิจกับสังคมและสิ่งแวดล้อมก็ยังเป็นเรื่องยาก เมื่อกฏหมายยังไม่เอื้อและแบรนด์ต่างๆ ยังไม่รีบทำสินค้าออกมารองรับความต้องการใหม่นี้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจริงๆ จึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า เรียกได้ว่าทั้งแบรนด์และผู้บริโภคต่างฝ่ายต่างรอกันและกัน จนไม่ได้เริ่มอะไรที่จับต้องได้เสียที

       แต่ในที่สุด วิกฤตครั้งนี้ก็ทำให้ความยั่งยืนกลายเป็น ‘ทางรอด’ มากกว่า ‘ทางเลือก’ เพราะการที่จะก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปได้ ธุรกิจเองจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะรอดพ้นจากภาวะแช่แข็งของซัพพลายเชนโลกและแข่งขันได้ในตลาดใหม่ที่จะเกิดหลังโรคระบาดนี้ เมื่อธุรกิจเริ่มเข้าใจว่าการพึ่งพาการผลิตจากจีนอย่างเดียวนั้นอาจเป็นอันตราย จึงเกิดแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบมวลชน (mass production) ที่เน้นผลิตที่เดียวและแจกจ่ายสู่คนทั้งโลก ไปสู่ระบบการผลิตที่ ‘หลากหลาย’ และ ‘กระจายตัว’ มากขึ้น โดยมีลักษณะกลับไปสู่ประเทศต้นทาง สนับสนุนความเป็นท้องถิ่น มีขนาดเล็กลงแต่หลากหลายขึ้น หรือเรียกว่าการผลิตแบบตามต้องการ (On-demand) วิธีนี้จะช่วยให้ธุรกิจลดของเหลือจากกระบวนการผลิตสินค้าแฟชั่นได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบจนถึงขาย ซึ่งเทคโนโลยีที่จะทำให้เป็นจริงได้ ก็คือเทคโนโลยีและเครื่องจักรขนาดเล็กต่างๆ ที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรม DIY และ maker นั่นเอง

       เทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นแล้วบนโลก เช่น บริษัท Heuritech ที่นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัลกอริธึมมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลภาพบนอินสตาแกรมและแอพพลิเคชันวิดีโอต่างๆ ที่ละเอียดจนถึงสี พื้นผิว และลายผ้า แล้วทำนายออกมาเป็นเทรนด์ที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต เพื่อที่จะช่วยให้แบรนด์ออกแบบสินค้าได้ตรงกับความต้องการและลดปริมาณของที่ขายไม่ได้ลง นอกจากนี้ เทคโนโลยีการขึ้นตัวอย่างเสื้อผ้าแบบดิจิตอล (Digital Sampling) ที่สมจริงและแม่นยำก็ทำให้แบรนด์สามารถลดขยะจากการขึ้นตัวอย่างแบบดั้งเดิมได้มากถึง 20 เท่า โดยใช้ปริมาณผ้า, พลังงาน และน้ำน้อยกว่ามาก มีสตาร์ทอัพอย่าง Bespokify ที่ทำแพลตฟอร์มให้ธุรกิจสร้างแพตเทิร์นเสื้อผ้าตามไซซ์ลูกค้าแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหากเทคโนโลยีนี้แพร่หลายก็จะเป็นจุดจบของ ‘ไซส์มาตรฐาน’ ที่สร้างความลำบากให้ผู้หญิงทั่วโลก ในขณะเดียวกัน แบรนด์ Unmade และ Kniterate จากประเทศอังกฤษ ก็สามารถคิดค้นเครื่องถักนิตติ้งดิจิตอลขนาดเล็กลักษณะคล้ายเครื่องพิมพ์สามมิติที่ช่วยให้นักออกแบบสามารถผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละบุคคลได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เราเห็นถึงอนาคตของแฟชั่นที่เป็น mass-customisation ได้นั่นเอง

การขายที่เน้นความร่วมมือมากกว่าแข่งขัน

       มาถึงเรื่องการขายและการค้าปลีกกันบ้าง เป็นที่แน่นอนว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นวิกฤตทางสุขภาพที่เกินความคาดหมายและทำให้เศรษฐกิจตกต่ำมากก็จริง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ก่อนหน้าจะเกิดวิกฤต คนก็ไม่ได้จับจ่ายมากมายอยู่แล้วด้วยเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบของ COVID-19 ครั้งนี้ ทำให้เหล่าผู้มีอำนาจในวงการแฟชั่นกลับมาคิดอย่างจริงจังอีกทีถึงความ ‘ปกติใหม่’ ที่อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วจริงๆ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันนั้นยากจะคาดเดาและท้าทาย แต่กลับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ควรเปลี่ยน บทสนทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายบนโลกออนไลน์ในหลายเดือนมานี้ เป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลงแฟชั่นในเชิงระบบที่กำลังแผ่กระจายออกไปในวงกว้าง

       ในระดับโลก แฟชั่นดีไซเนอร์หัวก้าวหน้าระดับตำนานหลายคนออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ เช่น อาเลสซันโดร มิเชล  ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gucci เขียนลงในไดอารีส่วนตัวของเขาว่า “เราต้องคิดว่า มีอะไรบ้างที่เราไม่ต้องการให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม (We have to think about what we would not want to be the same.) ส่วนทาง ดรีส แวน โนเท็น แฟชั่นดีไซเนอร์ระดับตำนานจากเบลเยียม ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ในแวดวงอย่าง Jack McCollough และ Lazaro Hernandez แห่ง Proenza Schouler, Joseph Altuzarra และ Erdem Moralioglu มาเขียนจดหมายเปิดผนึกและหันหน้าพูดคุยกับเจ้าของธุรกิจห้างร้านค้าปลีกเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างเปิดเผย โดยกลุ่มดีไซเนอร์ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบทางลบที่เกิดจากระบบปฏิทินแฟชั่นที่คิดค้นตั้งแต่ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของช่วงเวลาและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค แต่กลับเน้นการลดราคาและการวางสินค้าที่ไม่ตรงตามฤดูกาล

       ขณะที่คนส่วนใหญ่ถวิลหา ‘ความสุขสมแบบเร่งด่วน’ (Instant Gratification) และสามารถไถฟีดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดในโลกอีคอมเมิร์ซ ทำให้ความหมายของแฟชั่นและความหรูหราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มของดรีสเรียกร้องถึงการปฏิรูประบบระเบียบใหม่ที่ทั้งแบรนด์และผู้ค้าปลีกจะต้องร่วมมือกันหาทางลดการผลิตสินค้าที่มากเกินความจำเป็น ลดขยะจากการผลิต และลดการเดินทางเพื่อไปงานแฟชั่นวีกต่างๆ โดยจัดแฟชั่นวีกแบบดิจิตอลและเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งมิลานแฟชั่นวีกจะร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ จัดเป็นครั้งแรกในฤดูกาล Spring/Summer 2021 นี้ ซึ่งเป็นก้าวที่มีความหมายมากสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะเปลี่ยนแปลงด้วยผู้มีอิทธิพลในระบบที่หันมาร่วมมือเอง ไม่ใช่ใครอื่น

 

ความยั่งยืนของแฟชั่น

เร่งโมเดลธุรกิจสู่ความโปร่งใสและความเป็นธรรม

       ท่ามกลางความโหดร้ายของพิษโควิด-19 ที่ผ่านมา เราเชื่อว่ามีหลายๆ คนที่น่าจะเห็นการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองของธรรมชาติที่ยิ่งทำให้ผลกระทบที่การใช้ชีวิตที่มนุษย์เรามีต่อโลกใบนี้ชัดเจนขึ้น เมื่อการผ่อนคลายเริ่มกลับมา เราหวังว่าจะเห็นการปรับตัวของทั้งอุตสาหกรรมให้ช้าลง ยั่งยืน และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น แม้หนทางข้างหน้าจะยังไม่ชัดเจนและยังคงมีคำถามและความเป็นไปได้ที่เปิดกว้างมากมาย

       บทเรียนสำคัญของยุคโควิด-19 ก็คือ ความปลอดภัยและสุขภาพควรจะเป็นเป้าหมายหลักและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศและทุกธุรกิจ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่แบรนด์จะสามารถจะจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจในขณะที่จัดการกับเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วย แต่หากเรามองปัญหาด้วยมุมมองระยะยาว คนที่จะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านนี้คือคนที่เลือกการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจในทุกๆ มิติ และสามารถรีเซตลำดับความสำคัญ สร้างสรรค์กลยุทธ์และประสานสมดุลระหว่างการเงิน สังคม สิ่งแวดล้อมได้ อาจด้วยการเจรจา การเปิดกว้าง และการสร้างพันธมิตรข้ามห่วงโซ่คุณค่าเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันเพื่อปกป้องการดำรงชีวิตของคนงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจในช่วงนี้

       ในโลกที่ลูกค้าปัจจุบันและอนาคตกำลังเรียกร้องให้มีทางเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้นในแฟชั่น สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจได้เปรียบอย่างชัดเจน คือโมเดลธุรกิจแบบโปร่งใส ที่ความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคและการรับรองที่มาที่ปลอดภัยจะมีอยู่เหนือโมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิมอื่นๆ ในหลายปีที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างความยั่งยืนและความสำเร็จเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริโภค Gen Z เก้าในสิบคนเชื่อว่าบริษัทต่างๆ มีความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม ดังนั้น ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงช่วยให้แบรนด์สร้างความแตกต่างขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดและชนะใจผู้บริโภคในระยะยาวได้ และเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถติดตามการเดินทางของวัตถุดิบ และผู้บริโภคตรวจสอบที่มาได้ก็คือบล็อกเชน (blockchain technology) นั่นเอง 

สรุป

       แม้ปี 2020 จะเป็นปีที่วุ่นวายสำหรับทุกคน แต่ความสับสนวุ่นวายก่อให้เกิดโอกาสเสมอ สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร เราเชื่อว่าทุกๆ คนก็สามารถที่จะแสดงความรับผิดชอบและลงมือทำอะไรบางอย่างที่จะช่วยให้แฟชั่นยั่งยืนขึ้นได้ท่ามกลางบรรยากาศของโลกที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย ‘must have’ items อีกต่อไป ตั้งแต่การลดปริมาณการบริโภค สนับสนุนธุรกิจที่เป็นธรรม ช่วยกันแบ่งปันเรื่องราว ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซื้อจากผู้ผลิตในท้องถิ่น ลดการผลิตส่วนเกิน ตลอดจนการปรับวิถีชีวิตให้ยั่งยืนมากขึ้น

       ในระดับคนธรรมดาๆ แบบเราๆ มันเป็นช่วงเวลาน่าสนใจที่เรามีโอกาสเข้าถึงธุรกิจท้องถิ่นขนาดเล็กมากขึ้นโดยไม่ผ่านคนกลาง และเส้นแบ่งระหว่างการช้อปปิ้งออนไลน์กับการไปห้างนั้นก็บางลงจนเราไม่รู้สึกว่าจะต้องพึ่งพาห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป (ปิดกันมาสามเดือนตอนนี้ก็ยังอยู่ได้) แทนที่จะเลือกช้อปปิ้งจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่สินค้าออกมาหน้าตาทั่วๆ ไป  เราอาจลองค้นหาทางเลือกมากมายและช่วยสนับสนุนให้นักออกแบบหน้าใหม่ๆ และคนตัวเล็กยังคงอยู่ได้ วิธีนี้ทำให้เราได้ทั้งเสื้อที่ผลิตมาแบบพิเศษไม่เหมือนใคร และได้ช่วยเหลือนักออกแบบรุ่นใหม่ชาวไทยไปด้วย เพราะอย่าลืมว่าทุกๆ การตัดสินใจของเราในช่วงนี้ สามารถช่วยใครบางคนได้เสมอ 

       เมื่อเราเริ่มตื่นขึ้นและมองเห็นว่าจริงๆ  แล้วอะไรเป็นอะไร เราจะสามารถกลับมามองแฟชั่นที่แก่นแท้และเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่แฟชั่นจะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียมกันทางเพศ หรือสิ่งแวดล้อม การมาของโควิด-19 เป็นเหมือนการปลุกให้เราตื่นพร้อมกันทั้งโลกและมองเห็นว่าทุกๆ การเลือกของเราทุกคนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราต่างเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน ทุกๆ การตัดสินใจของเราจึงมีผลต่อมนุษย์คนอื่นๆ รวมทั้งสุขภาพของโลกใบนี้ การตื่นครั้งนี้จึงเป็นทางรอดของทั้งระบบที่จะพาสังคมกลับไปสู่ความหมายดั้งเดิมของความยั่งยืน ซึ่งก็คือ ‘ความอยู่รอดปลอดภัยในระยะยาว’ ของทุกชีวิตนั่นเอง

       พร้อมที่จะเปลี่ยนแล้วหรือยัง?

 

ความยั่งยืนของแฟชั่น

 


ที่มา:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กมลนาถ องค์วรรณดี

นักเขียนประจำคอลัมน์ Fashion Matters

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist