พึ่งพา ผูกขาด กดขี่: แฟชั่นและความเปราะบางทางสังคมในยุค COVID-19

Fashion Matters
6 Apr 2020
เรื่องโดย:

กมลนาถ องค์วรรณดี

เขียนถึงฟาสต์แฟชั่นและความไม่ยั่งยืนมาหลายครั้ง สิ่งที่เราเคยคาดเดาไว้ว่าจะเกิดกับโลกก็มาถึงเร็วกว่าที่คาด เพราะตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เศรษฐกิจทั่วโลกก็สั่นคลอนในระดับที่ไม่มีใครคาดเดาได้

        ท่ามกลางมูลค่าหุ้นที่ตกต่ำและรายได้ที่หายไปหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ จีนผู้เป็นเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงและป้อนสินค้าต่างๆ เข้าระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังป่วยหนัก ผลกระทบจากการปิดร้านค้าและโรงงาน นักท่องเที่ยวและกำลังซื้อของชาวจีนที่ลดลงฮวบฮาบ เป็นทั้งบทเรียนและโอกาสให้เราได้กลับมาทบทวนแฟชั่นอีกครั้ง

        เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ แบรนด์แฟชั่นพึ่งพิงการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จากจีน ประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะราคาที่ถูกและความมีประสิทธิภาพ แต่นับตั้งแต่วันที่พี่ใหญ่อย่างจีนล้มลง ประเทศผู้ผลิตเล็กอื่นๆ ก็ล้มตามไปด้วย เพราะไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่ต้องพึ่งพา แต่จีนยังเป็นแหล่งผลิตเส้นด้าย ผ้า อะไหล่ ซิป กระดุม และส่วนประกอบสำคัญอื่นๆ ที่ต้องใช้แปรผ้าผืนให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นพร้อมขาย โรงงานผลิตในประเทศที่เล็กกว่าอย่างกัมพูชาและเวียดนาม จึงอยู่ในภาวะเสี่ยงมากถ้าหากไม่มีวัตถุดิบจากจีนป้อนเข้ามา

        การพึ่งพิงแบบเกือบจะผูกขาดนี้ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันยิ่งแย่ เพราะเมื่อระบบการผลิตชะงักงันและความต้องการของตลาดตกต่ำ ทั้งระบบจึงรวนเกินจะประมาณมูลค่าได้ โดยเฉพาะฟาสต์แฟชั่น รูปแบบที่ ‘เวลา’ เป็นตัวการหลักของการทำกำไร ซึ่งแปลว่า ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งต้นทุนมหาศาล

 

        จากผลวิเคราะห์ของบริษัทการเงิน UBS พบว่าร้านค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์นี้คือผู้นำของธุรกิจฟาสต์แฟชั่นอย่างเครือ H&M ที่ผลิตสินค้ามากกว่า 50% ในประเทศจีน และกลุ่ม Inditex เจ้าของแบรนด์ Zara โดยแบรนด์ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสต็อกสินค้ารวดเร็วกว่าจะได้รับผลกระทบเร็วกว่าแบรนด์อื่น พูดง่ายๆ คือ ยิ่งเร็ว ยิ่งกระทบหนัก

        ในฝั่งของ Luxury ไวรัสทำให้หลายๆ แฟชั่นเฮาส์ต้องกลับมาปรับตัวกันยกใหญ่ ทั้งยกเลิกแฟชั่นโชว์ เลื่อนออกไป หรือทำเป็น virtual เช่นที่ Giorgio Armani จัดโชว์ของตัวเองในโรงละครร้าง ส่วนแฟชั่นวีกที่โตเกียว ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ต่างยกเลิก แต่ก็เริ่มมีการปรับตัว เช่น เซี่ยงไฮ้แฟชั่นวีกที่พาดีไซเนอร์และแบรนด์ต่างๆ กว่า 150 แบรนด์ ไปแสดงงานคอลเลกชันใหม่อยู่บน Tmall ออนไลน์แพลตฟอร์มที่ Alibaba เป็นเจ้าของ ส่วน Luxury group ยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสอย่าง LVMH ก็อาสาช่วยเหลือสังคมโดยการประกาศเปลี่ยนโรงงานผลิตน้ำหอมในเครือ ให้กลายเป็นแล็บผลิตเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ สำหรับบริจาคฟรีให้ผู้ที่ต้องการ

        เพียงตลาด luxury อย่างเดียว ผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ยอดขายลดลงกว่า 30,000 ล้านยูโรแล้ว แต่ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการประคองธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ยังมีต้นทุนอีกอย่างหนึ่งที่เรามองข้าม (หรืออาจทำเป็นมองไม่เห็น) ซึ่งก็คือต้นทุนชีวิตของแรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ผู้คนนับล้านที่เป็นทำงานอย่างหนักเพื่อผลิตสินค้าทั้งหลายป้อนเข้าสู่ระบบห่วงโซ่การผลิตแฟชั่นของโลก โดยเฉพาะประเทศที่อุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้า เป็น 1 ในอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทำให้เกิดการจ้างงาน เช่น จีน กัมพูชา เวียดนาม และบังกลาเทศ 

 

        ในวันที่ COVID-19 กำลังหยุดยั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ คนที่เปราะบางที่สุดไม่ใช่แบรนด์ แต่คือแรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในโรงงาน คนไร้ทางเลือกที่อาจจะตกงานเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแบรนด์ยกเลิกการผลิตหรือจ่ายเงินล่าช้า

        โดยปกติแล้ว แบรนด์แฟชั่นจะไม่จ่ายเงินค่าสินค้าจนกว่าจะได้รับของ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตคือคู่ค้าทั้งหลายที่เมื่อ 2 เดือนก่อนยังเป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ทุกวันนี้ยกเลิกพันธสัญญาและยกเลิกออร์เดอร์กันจ้าละหวั่น Rubana Huq ประธานกลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้าเพื่อส่งออกในบังกลาเทศให้สัมภาษณ์ว่า เพียงแค่ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง ออร์เดอร์ของ 20 โรงงานถูกยกเลิก และเงินที่โรงงานควรจะได้หายไปกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อออร์เดอร์ถูกเลื่อนหรือยกเลิก เจ้าของโรงงานซึ่งต้องรับมือกับความพินาศครั้งนี้จึงเผชิญกับความกดดันระหว่างการไล่คนงานออกหรือจะแบกรับชีวิตนับพันไว้โดยแทบจะไม่ได้มีปากเสียงในการเจรจาต่อรองการตัดสินใจของแบรนด์ ส่วนเจ้าของที่สายป่านไม่ยาวพอก็จำใจต้องตัดสินใจลดจำนวนคนงานลงในที่สุด

        Rubana กล่าวกับ Vogue Business ว่า  “สำหรับแบรนด์ มันเป็นความท้าทายเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจ แต่สำหรับพวกเราแล้ว มันคือความอยู่รอดของชีวิตคนงานมากกว่า 4.1 ล้านคน” เพราะหากคนงานถูกเลิกจ้าง ก็จะไม่มีรายได้เข้ามาเต็มเดือน ทั้งๆ ที่ปกติก็ไม่ค่อยมีอันจะกินอยู่แล้ว

        ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ COVID-19 จนถึงกลางเดือนมีนาคม แค่ในบังกลาเทศ มีโรงงานปิดตัวลงและคนตกงานกว่า 10,000 คนแล้ว และยังมีอีกหลายล้านชีวิตในประเทศผู้ผลิตเล็กๆ รวมทั้งไทย ที่นับว่าอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงเพราะแรงงานส่วนใหญ่ไม่มีประกันสุขภาพ ไม่มีสวัสดิการลาป่วยที่ได้เงินทดแทน ไม่สามารถเข้าถึงการแพทย์ที่ได้มาตรฐานและไม่มีความมั่นคงในชีวิต เพราะระบบสาธารณสุขในประเทศเหล่านี้ไม่เอื้อและไม่มีความพร้อมในการรับมือโรคระบาดในสเกลระดับโลก

        กลุ่มเปราะบางที่สุด หนีไม่พ้นแรงงานที่อาศัยในเมือง เพราะไม่มีพื้นฐานชีวิตที่จะอนุญาตให้พวกเธอกักตัวอยู่บ้านโดยไม่อดตายไปซะก่อนได้ อย่าลืมว่าคนกลุ่มนี้ ไม่ได้มีต้นทุนมากพอที่จะไปเข้าคิวซื้อของจากซูเปอร์มาร์เกต เพื่อเตรียมตัวกักตุนอาหารแบบคนอื่นๆ สุดท้ายแล้วการยังออกไปทำงาน กลายเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่จะทำให้พวกเขา/เธอยังอยู่รอดในสถานการณ์แบบนี้ได้

        ไม่ตายเพราะโรค แต่จะอดตายก่อน นั่นคือวิกฤตที่แท้จริงของพวกเธอ

 

        ในวันที่ธรรมชาติส่ง COVID-19 มาให้บทเรียนแก่มนุษย์ พอน้ำลด ตอก็ผุดให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำอันเงียบงัน ที่ซุกซ่อนในระบบไม่ปกติที่ดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เป็นเรื่องยอมรับได้หรือที่ความเบื่อของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง หมายถึงความเป็นความตายของอีกกลุ่ม สถานการณ์ชีวิตของกลุ่มผู้ใช้แรงงานไม่ได้ดีขึ้นเลย แม้จะมีการเรียกร้องหรือมีความเคลื่อนไหวด้านแฟร์เทรดและแฟชั่นยั่งยืนทั่วโลกในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่โรงงานรานา พลาซ่า ถล่มในปี 2013

        เป็นเรื่องปกติที่น่าตกใจของอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น ที่แบรนด์มักโยนความรับผิดชอบให้เป็นหน้าที่ของโรงงานที่ต้องแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องการเงินและสวัสดิภาพของคนทำงาน ในขณะที่เร่งเวลาและกดราคาไปด้วยกัน แต่หลังจากวิกฤตเกิดมานับเดือน ก็ยังไม่มีการยื่นมือช่วยเหลือจากแบรนด์เลย

        ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนอื่นที่มีทางเลือกมากกว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนและประคับประคองให้ผู้คนตัวเล็กที่ป้อนสายพานการผลิตให้หมุนไปทุกวันรอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้ หลายคนตั้งคำถามถึงจริยธรรมพื้นฐานของแบรนด์ ที่สมควรช่วยเหลือผู้ผลิตที่เป็นคู่ค้าของตัวเองในยามวิกฤต ไม่ว่าจะด้วยการจ่ายเงินตามที่ตกลงไว้อย่างตรงเวลา หรือเปิดให้มีการเจรจาต่อรองเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา บางกลุ่มเสนอให้จัดตั้ง collective fund ที่จะช่วยเหลือคนงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ เพื่อให้พวกเธออยู่รอด ไม่ใช่การยกเลิกออร์เดอร์ไปเฉยๆ แบบไม่ไยดี

        หากเรามองวิกฤตการณ์นี้ด้วยสายตาของความเชื่อมโยง ปัญหาโรคระบาดคือปัญหาของทุกคน ทุกชุมชน ทุกเมือง มันคือปัญหาของทั้งอุตสาหกรรม และของทั้งโลก ที่เราต้องช่วยร่วมกันแก้โดยไม่เลือกปฏิบัติ จริงๆ แล้วเป็นโอกาสสำคัญมากที่แบรนด์ซึ่งเคยมีประวัติด่างพร้อย หรือแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจมากกว่า จะแสดงน้ำใจต่อคนตัวเล็กในโลกที่สาม ไม่ใช่เพียงการโอบอุ้มคนในประเทศพัฒนาด้วยกันเองเท่านั้น หากเพียงเราหันกลับมาตระหนักว่าคนที่เปราะบางที่สุดคือคนที่ไร้ทางเลือก การกลับมาดูแลผู้คนหน่วยย่อยที่คอยขับเคลื่อนระบบบริโภคนิยมจึงเป็นจริยธรรมพื้นฐานของผู้ที่ทำกำไรจากระบบนี้ เพราะชีวิตที่ปกติสุขของพวกเธอคือการแก้ปัญหาธุรกิจให้ตัวแบรนด์เองจากฐานรากด้วย

 

        เมื่อวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป เราคงเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่ใช่ CEO หรือมหาเศรษฐีใดที่เป็นผู้ปกป้องชีวิตเรา แต่หากเป็นคนทำงานธรรมดาทุกๆ วัน ที่รองรับระบบอันเปราะบางนี้ไว้ ตั้งแต่ที่ไม่อาจจะกล่าวถึงหมด สิ่งที่เราทำได้คือการร่วมกันจดจำคุณค่าและหันมาสนับสนุนคนใกล้บ้าน คนใกล้ตัว คนตัวเล็กๆ และตื่นขึ้นจากระบบอันกดขี่ที่ครอบงำเราไว้

        ไม่ใช่แค่ระดับอุตสาหกรรม แต่คือระดับรัฐ ระดับโลก อย่างที่ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี ผู้เขียน Sapiens เสนอไว้ในนิตยสาร TIME ว่า นอกจากการต่อสู้กับไวรัสที่เป็นกายภาพแล้ว วิกฤตที่มนุษยชาติกำลังเจอจริงๆ คือภาวะโลกไร้ผู้นำ และหนทางเดียวที่มนุษย์จะชนะได้ในระยะยาวคือความร่วมมือกันในทุกภาคส่วน (global cooperation) ด้วยการหยุดปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร เปิดใจคุยกัน หาทางออกร่วมกัน บนพื้นฐานของความเข้าใจ และการช่วยเหลือกันในทุกระดับ มากกว่าการคิดถึงเพียงผลประโยชน์ส่วนตัว

        มิฉะนั้น วาทกรรมเรื่องความร่วมมือ ความยั่งยืน partnership และ collaboration ทั้งหลายก็เป็นเพียงแค่คำขวัญสวยหรูของผู้มีอำนาจ ที่แปะไว้บนเว็บไซต์เท่านั้น

 


Source:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กมลนาถ องค์วรรณดี

นักเขียนประจำคอลัมน์ Fashion Matters