ความย้อนแย้งของแฟชั่นกับความยั่งยืน

Fashion Matters
28 Feb 2020
เรื่องโดย:

กมลนาถ องค์วรรณดี

ในยุคปัญหาสิ่งแวดล้อมรุมเร้า โลกร้อน ไวรัส ฝุ่นพิษ ไหนจะขยะ คำยอดฮิตที่หันไปทางไหนก็มักจะได้ยินตอนนี้ก็คือ ‘ความยั่งยืน’ (Sustainability) ที่กลายเป็นวาทกรรมใหม่สำหรับโลกธุรกิจ และแบรนด์ต่างๆ ก็ขยันออกคอลเลกชัน ‘Sustainable’ มาแข่งกันว่าใครจะยั่งยืนกว่ากัน ตั้งแต่ฟาสต์แฟชั่นจนถึงแบรนด์ลักชัวรี

        ทุกๆ ครั้งที่ฉันจัดงานอีเวนต์เกี่ยวกับ ‘แฟชั่นยั่งยืน’ ในกรุงเทพฯ ก็มักจะมีคำถามและข้อสงสัยจากผู้ฟังว่าเรื่องนี้เป็นเพียงกระแสที่ผ่านมาและผ่านไปเท่านั้นหรือเปล่า มันเป็นเพียงแค่อีกหนึ่งเทรนด์ไลฟ์สไตล์ของคนมีอันจะกิน หรือจะสามารถกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการบริโภคในวงกว้างได้ เพราะดูเหมือนกับ ‘ไลฟ์สไตล์ยั่งยืน’ ดูจะเป็นเรื่องของคนมีเงินเท่านั้น หากใครไม่สามารถซื้อแบรนด์ Sustainable ราคาแพงได้ ก็จะไม่สามารถยั่งยืนได้เลยหรือ? แล้วยิ่งกับแฟชั่นที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมบริโภคนิยม ยิ่งฟังดูย้อนแย้งกัน แล้วคำว่า ‘แฟชั่นยั่งยืน’ หมายความว่าอะไรกันแน่?

        ทุกครั้งที่ถูกถามคำถามลักษณะนี้ ฉันเข้าใจว่าเป็นเพราะภาพลักษณ์ของกระแสสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน สร้างความหมายของความยั่งยืนที่ค่อนข้างแคบ เป็นเรื่องจริงที่ว่าการผลิตเสื้อผ้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและผู้คนนั้นดีและแพงกว่าฟาสต์แฟชั่นแน่ๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหา​ ‘ความไม่ยั่งยืน’ ที่เราต้องแก้นั้นมีรากที่ซับซ้อนกว่ามาก แต่มักถูกมองข้ามไปในบทสนทนาสำคัญๆ ของโลก

        และก่อนที่เราจะลงลึกไปถึงความย้อนแย้งนี้ เราจำเป็นต้องมองย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของแฟชั่นและเข้าใจถึงรากของปัญหา ‘ความไม่ยั่งยืน’ เสียก่อน

        เสื้อผ้าและการตกแต่งร่างกายอยู่คู่กับมนุษย์ในทุกๆ วัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีต แต่ ‘แฟชั่น’ ที่หมายถึงความทันสมัยนั้นถือกำเนิดจากวัฒนธรรมยุโรปตะวันตก มีเพียงคนในพระราชวัง ขุนนางและบรรดาชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะประดับประดาร่างกายเพื่ออวดโฉมกันในท้องพระโรง การตัดเย็บชุดเริ่มต้นตั้งแต่การวัดตัวและเลือกผ้านานาพรรณ ด้วยฝีมือของช่างตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูง (Couturier) เท่านั้น

        เมื่อประเทศเหล่านั้นเริ่มต้นการล่าอาณานิคม การแต่งกายแบบตะวันตกก็ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกราวกับโรคระบาด เหล่าผู้มาเยือนที่มองตนเองสูงส่งได้เข้าแทรกแซงทางการเมือง ทรัพยากร เศรษฐกิจและแม้แต่วัฒนธรรมการแต่งกายของคนท้องถิ่น เสื้อผ้ากลายเป็นเครื่องมือของการแบ่งแยกในยุคนั้น การสวมเสื้อเชิ้ตและสูทที่ตัดเย็บอย่างพอดีถือเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ ความเป็นสากล และความเหนือกว่า ส่วนการใส่ชุดประจำชาติและวัฒนธรรมการผูกผ้าและพันตัวของคนในตอนใต้ทำให้คนพื้นถิ่นกลายเป็นตัวประหลาดที่แสนล้าหลัง แถมยังแฝงความหมายต่อต้านทางการเมือง ในประวัติศาสตร์ไทยเองก็มีการปฏิวัติวัฒนธรรมเพื่อความเจริญทัดเทียมกับต่างชาติ และตอนที่เกาหลีตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น ผู้หญิงก็ถูกห้ามใส่ชุดประชาติอย่างชุดฮันบกเช่นกัน

        แฟชั่นจึงเป็นเครื่องมือของอำนาจและการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษย์

 

        ต่อมา เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี 1835 อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมแรกที่นำการปฏิวัติ ด้วยการสร้างเครื่องจักรสำหรับทอผ้าและเย็บผ้า ความรุ่งเรืองของการค้าระหว่างประเทศทำให้เทรนด์แฟชั่นนำสมัยจากดีไซเนอร์ในปารีส เริ่มค่อยๆ เลื่อนไหลสู่เหล่าหญิงสาวในอเมริกาพร้อมๆ กับการเติบโตของนิตยสารแฟชั่นที่แนบแพตเทิร์นไปให้พวกเธอตัดเย็บด้วย เมื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นเฟื่องฟู โรงงานผลิตเสื้อผ้าทั้งหลายต่างก็ผุดในประเทศอังกฤษ อเมริกา และยุโรปเป็นดอกเห็ด แต่ด้วยค่าแรงที่สูงและปัญหามลพิษที่เกิดจากโรงงาน ต่อมาประเทศร่ำรวยเหล่านี้จึงอนุมัติข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ และย้ายเอาต์ซอร์ซการผลิตเสื้อผ้าราคาถูกจำนวนมากไปยังประเทศตอนใต้ที่ยากจนและค่าแรงถูกกว่า เช่น บังกลาเทศ กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงไทย โดยหยิบโยนความรับผิดชอบให้กับผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้น

        แม้ทุกวันนี้ประเทศยากจนจะเป็นแหล่งผลิตเสื้อผ้าของโลก แต่ความ Privilege ทางวัฒนธรรมตะวันตกที่มีต่อทั้งโลกในศตวรรษที่ผ่านมายังคงแข็งแรง ทำให้เมืองศูนย์กลางของแฟชั่นของโลกกระจุกตัวอยู่ที่ลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก มิลาน และทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตเทรนด์ที่ส่งออกแนวความคิด อิทธิพลและอัดฉีดการค้าและการบริโภคทั่วโลกให้เฟื่องฟูตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกจวบจนทุกวันนี้ ในขณะที่แรงงานในประเทศผู้ผลิตอาจอยู่ด้วยความยากลำบากและเผชิญความยากจนขั้นรุนแรงจากกฎหมายที่หละหลวม ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงอีกด้วยการมาถึงของธุรกิจแบบฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) ในปลายศตวรรษที่ 20

        แนวคิดฟาสต์แฟชั่นคือการผลิตสินค้าแฟชั่นในปริมาณมากที่สุด ด้วยต้นทุนที่ถูกที่สุด เพื่อเร่งขายในเวลาที่รวดเร็วที่สุดตามเทรนด์ตะวันตก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ แก่นของธุรกิจลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับเจ้าอาณานิคม ที่สร้างความมั่งคั่งให้ตนเองจากการเข้าไปหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ เพียงไม่กี่สิบปีที่แนวคิดฟาสต์แฟชั่นเกิดขึ้น อุตสาหกรรมแฟชั่นกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับต้นๆ ของโลกจากการปล่อยมลพิษและใช้ทรัพยากรในการผลิตอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่มีการกดขี่แรงงานและเอาเปรียบผู้คนในประเทศยากจน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นอย่างการปลูกฝ้ายจนถึงการตัดเย็บ

        หากเราแกะรอยตามต้นตอของทรัพยากรที่เป็นส่วนประกอบของเสื้อผ้าของเราในเส้นทางการค้าโลกในปัจจุบันแล้ว จะเห็นได้ว่าวัตถุดิบสำคัญอย่างฝ้าย มีเส้นทางที่คล้ายคลึงกับ Trade Route ของช็อกโกแลตที่รุ่งเรืองสมัยยุคอาณานิคม 150 ปีที่แล้วเป็นอย่างมาก – ในปี 2015 ภาพยนต์สารคดีเรื่อง The True Cost เผยให้เราเห็นสถิติที่น่าตกใจว่า ในอินเดีย ทุกๆ 30 นาที จะมีชาวนาปลูกฝ้ายฆ่าตัวตาย 1 คน เนื่องจากไม่สามารถหลุดออกจากสัญญาทาสอันน่ากลัวของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติยักษ์ใหญ่

         ส่วนการหาแรงงาน เด็กสาวในพื้นที่ยากจนห่างไกลในบังกลาเทศ มักได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานในโรงงานโดยอ้างว่าแลกกับที่พักและการศึกษา ก่อนจะพบกับความเป็นจริงว่าตนเองกลายเป็นเหยื่อของโรงงานนรก ซึ่งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) ประเมินว่า ปัจจุบันมีเด็กสาวกว่า 170 ล้านคนที่ตกเป็นเหยื่อของแรงงานบังคับ (Forced Labour) ในการผลิตเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่น อันเป็นที่ต้องการของชาวอเมริกัน ยุโรป และประเทศร่ำรวยอื่นๆ

        ความจริงนี้เป็นภาพสะท้อนของปรากฏการณ์อาณานิคมสมัยใหม่ ที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเงียบเชียบในฉากหลังของตลาดทุนนิยมแบบเสรีในปัจจุบัน และความสำเร็จของอุตสาหกรรมแฟชั่นก็ถูกขับเคลื่อนด้วยน้ำพักน้ำแรง (และบางทีก็น้ำเลือด) ที่ต่างถีบจักรของเหล่าแรงงานในประเทศกำลังพัฒนานี้เอง 

        เพียงแค่ตลาดการบริจาคเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว ฟาสต์แฟชั่นก็ได้ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การทอและตัดเย็บเสื้อผ้า ในแอฟริกา ธุรกิจท้องถิ่นล้มหายตายจากเนื่องจากเมืองของพวกเขากลายเป็นที่ทิ้งขยะเสื้อผ้าปริมาณมหาศาลของคนในประเทศร่ำรวย เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยเรากลายเป็นที่ทิ้งขยะพลาสติกและ e-waste ของโลกทุกวันนี้ 

 

        ที่น่าสังเกตคือประเทศถังขยะแบบเรากลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงระบบการคัดแยกและวิถีชีวิตที่ไม่ยั่งยืน ในขณะที่สังคมที่บริโภคมากที่สุด และประเทศที่ส่งมาทิ้งมากที่สุด… ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร กลายเป็น ‘Eco-Colonialism’ ที่คนมีอำนาจ มีปากเสียงในการเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน นำเสนอการแก้ปัญหาด้วยมุมมองที่เหนือกว่า โดยไม่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมท้องถิ่น และหยิบโยนภาระต่างๆ ให้ประเทศกำลังพัฒนา ทัศนคติแบบนี้เองที่สร้างปัญหาการทำลายทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ต้น กลับผลักดันขายไลฟ์สไตล์แบบ ‘ยั่งยืน’ แสนเก๋ให้เราอยู่ 

        ในวันที่ความยั่งยืนเป็นกระแส การซื้อไลฟ์สไตล์แบบใหม่นี้อาจเป็นเพียงทางออกจากปลายอุโมงค์ของปัญหา แต่สิ่งที่ควรถูกท้าทาย คือวิธีคิดแบบ top-down นี้ต่างหาก 

        เราอาจลืมไปว่า ไลฟ์สไตล์ยั่งยืนมีอยู่ในโลกมานานแสนนานก่อนที่มันจะกลายเป็นเทรนด์และ status symbol ของคนตะวันตกเสียอีก วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในประเทศตอนใต้ ทั้งเอเชีย แอฟริกา อเมริกาใต้ ต่างล้วนเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ สายใยที่ใกล้ชิดนี้เองที่สร้างส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นแต่อาจสูญหายไปในเวลาไม่นาน ในสังคมที่ไม่ให้ค่ากับความหลากหลาย

        หากมองดูให้ดี ปัญหาวิกฤตภูมิอากาศ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ล้วนเกี่ยวโยงกันอย่างลึกซึ้ง และเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 21 ที่เราทุกคนต้องเผชิญ และความน่ากลัวคือ ผลกระทบของมันน่าจะมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเป็นระเบิดเวลา (Suicide Machine) ที่จะทำลายตัวเองในอนาคตอันใกล้ ซึ่งคนที่จะเดือดร้อนกลุ่มแรกก็คือคนที่ไร้ทางเลือก เหยื่อของระบบนี้เอง – ถึงที่สุดแล้ว ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเรายังมองปัญหาด้วยทัศนคติแบบอาณานิคม, หากเรายังมุ่งแข่งขัน จนลืมภาพรวม, และหากเรายังไม่เปลี่ยนบทสนทนาซ้ำๆ บนเวทีระดับโลกให้เป็นโครงการที่ท้องถิ่นมีส่วนร่วมได้

        ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต ที่ทุกๆ อย่างในสังคมรวมถึงแฟชั่นกำลังแปรเปลี่ยนเป็นนิยามใหม่ การรู้เท่าทันโครงสร้างอำนาจที่เป็นต้นตอของปัญหามาตั้งแต่อดีตเป็นเรื่องจำเป็น แฟชั่นจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจนิยามใหม่นี้ – จากการสร้างสถานะสูงส่งเอื้อมไม่ถึง มาเป็นความสวยงามที่เคารพในเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ ที่ไม่ควรต้องแลกมากับความปลอดภัย และสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่

 

        ทั่วโลก มีผู้คนมากมายที่สร้างความเคลื่อนไหวและกลับมาตั้งคำถามถึงคุณค่า ความเชื่อ และเลือกเปลี่ยนแปลงในแบบของตัวเอง ตั้งแต่การซื้อเสื้อผ้ามือสอง การนำมาแลกกับเพื่อนๆ หรือการซ่อมแซมเพื่อใช้เสื้อผ้าซ้ำให้ได้นานที่สุด เพราะเพียงยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้า ก็ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากโข สิ่งที่เราควรทำคือร่วมกันสร้างค่านิยมใหม่ให้วัฒนธรรมการดูแลรักษาของ การสนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่น หรือธุรกิจที่มีคุณค่าเชิงสังคม เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ

        จะดีกว่าไหม หากแฟชั่นนิยามใหม่จะมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ช่วยเชื่อมโยง เยียวยาและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและธรรมชาติ ให้กลับมาสมดุลและพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อที่จะเกิดความยั่งยืนที่แท้จริงสำหรับคนในเจเนอเรชันต่อไป

        มิเช่นนั้น ความยั่งยืนก็จะเป็นแค่เพียง Green Marketing – อีก 1 เครื่องมือทางการตลาดของระบบอำนาจที่ป่าเถื่อนและล้าสมัย ไม่ต่างอะไรจากที่เคยเป็นมา

 


Source:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กมลนาถ องค์วรรณดี

นักเขียนประจำคอลัมน์ Fashion Matters

ภาพโดย

erdy

Illustrator