ทีปกร วุฒิพิทยามงคล: ในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตโควิด “กรุ๊ปหม้อทอดช่วยชีวิตผม”

Head/Line
25 May 2020
เรื่องโดย:

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ผมเป็นหนี้บุญคุณกรุ๊ปหม้อทอด

        กรุ๊ปหม้อทอดที่ผมกำลังพูดถึงคือกรุ๊ป สมาคมเราจะผอมด้วยเมนูจากหม้อทอดไร้นำ้มัน ที่ตอนผมเข้าร่วมมีสมาชิกแสนกว่าคน แต่ตอนนี้มีสมาชิกมากกว่าสี่แสนคนแล้ว และน่าจะถึงครึ่งล้านในไม่ช้า

        หากคุณไม่คุ้น – กรุ๊ปสมาคมฯ​ นี้ เป็นกรุ๊ปที่เชิญชวนให้เจ้าของหม้อทอดไร้น้ำมันยี่ห้อต่างๆ มาแชร์เมนู แชร์สูตร แชร์ความล้มเหลวและความสำเร็จกัน สมาชิกแต่ละคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมทำเมนูนี้แล้วไม่ได้ดั่งใจ ทำไมหม้อมีควันออกมา แล้วสมาชิกคนอื่นๆ ก็จะมาตอบช่วยไขข้อสงสัยให้ บางคนทำอาหารได้สำเร็จก็มาโพสต์แบ่งปันสูตรให้กับคนอื่นๆ บางคนทำอาหารล้มเหลวก็มาโพสต์เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับคนอื่นๆ (เช่น อย่าอบนานเกินไป จะไหม้)

        นอกจากกรุ๊ป Animal Crossing แล้ว ก็มีกรุ๊ปหม้อทอดนี้เองที่ผมปราวารณาตนเป็นสมาชิกในช่วงกักตัวที่ผ่านมา (และสำหรับผม – ยังดำเนินไปอยู่)

        กรุ๊ปสมาคมฯ (บางคนก็เรียกว่ากรุ๊ปหม้อทอด) ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายนปี 2019 ก่อนหน้า COVID-19 มีสมาชิกไม่มากนัก แต่เมื่อ COVID-19 ขยายเงามืดเข้ามา คนมีเวลาอยู่กับบ้าน ทำอาหารกินเอง หม้อทอดไร้น้ำมันกลายเป็นอุปกรณ์ดาวเด่นในครัว ด้วยความที่มันสัญญากับเราไว้สองสามข้อ หนึ่ง มันไม่ใช้น้ำมัน (แถมยังรีดน้ำมันออกได้ด้วย) จึงดูเป็นอุปกรณ์ที่ดีต่อการทำอาหารเพื่อสุขภาพ สอง มันง่ายและกินเวลาน้อย เพียงเอาเนื้อสัตว์หรือผักเข้าอบตามเวลาและอุณหภูมิที่กำหนดก็ทำได้แล้ว และสาม มันทำให้เมนูที่เคยยากสุดๆ กลายเป็นของหยิบง่ายทำง่าย เช่น เมนูหมูกรอบ เป็นต้น 

        กรุ๊ปหม้อทอดมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการกำหนดขอบเขตสิ่งที่ทำได้และไม่ได้ของแอดมิน (ชื่อคุณเปิ้ล) เช่น ห้ามขายของในกรุ๊ปนี้โดยเด็ดขาดเพื่อเป็นการตัดทอนปัญหาจากการตักตวงผลประโยชน์รายล้อม กฎเกณฑ์ถูกเพิ่มเข้ามาตามเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น เมื่อมีสมาชิกเข้ามาเตือนว่าร้านบางร้านหลอกลวง เป็นเหตุให้ร้านนั้นดำเนินคดีกับสมาชิกและเพื่อนสมาชิกในคอมเมนต์ กฎที่ว่าห้ามโพสต์ถึงร้านขายหม้อทอดก็ถือกำเนิดขึ้น หรือช่วงหนึ่งที่มีการอนุญาตให้หาคู่ในกรุ๊ปหม้อทอดได้ (ใช่ครับ หาคู่!) แต่เมื่อมีคนโพสต์หาคู่มากเกินไป (โดยที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจของกลุ่ม ซึ่งก็คือหม้อ) ก็มีการกำหนดหมายเหตุเพิ่มขึ้นมาว่า หาคู่ได้ แต่ต้องมีใจความใหญ่เป็นเรื่องการทำอาหารด้วยหม้อก่อน

 

        ทำไมผมถึงบอกว่ากรุ๊ปหม้อทอดช่วยชีวิตผม?

        ต้องบอกคุณไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ทำอาหารมาหลายสิบปี เพิ่งจะได้มาเริ่มทำช่วงกักตัวนี้เอง ด้วยความที่อยู่ต่างประเทศ จะสั่งอาหารทุกมื้อก็เปลืองเงิน แถมการทำอาหารยังทำให้ผมไม่ฟุ้งซ่านเกินไป ดังนั้น นอกจากกรุ๊ปหม้อทอดจะช่วยชีวิตในเชิงการทำให้ผมไม่อดตาย มีประโยชน์ทางตรงในการบอกเมนูอาหารและวิธีทำแล้ว มันจึงยังมีประโยชน์ในเชิงสังคมด้วย

        การได้เชื่อมโยงกับผู้อื่นผ่านการทำอาหารนั้นมีคุณค่าจริงนะครับ คล้ายกับว่าเราวิ่งอยู่ในสนามเดียวกัน แต่นักวิ่งแต่ละคน แทนที่จะแข่งขัน กลับซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน บางเมนูก็แสนยาก แต่พอแชร์ความล้มเหลวเข้ากลุ่มแล้ว สิ่งที่ได้มาก็คือคำแนะนำว่าควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ และเมื่อเราถึงเส้นชัย แล้ววางความสำเร็จนั้นเข้าไปในสมาคม – สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือความยินดี เป็นแรงผลักดันให้เราอยากแบ่งปันวิธีหรือสูตรของเราให้กับคนอื่นๆ อีกทอด เราไม่ได้แข่งขันกัน (เพราะการที่คนอื่นทำเมนูที่น่ากินได้ ก็เป็นความสำเร็จของเขา) ความสำเร็จของบุคคลคือความสำเร็จของกลุ่ม นอกจากความสำเร็จนั้นจะทำให้ได้อาหารจานอร่อยแล้ว มันยังเปิดความเป็นไปได้ให้กับอาหารจานอร่อยของคนอื่นๆ ด้วย

        คุณสมบัติทั้งหลายบวกกับวัฒนธรรมเฉพาะของกรุ๊ปหม้อทอดที่ถูกกำหนดขึ้นมาและพัฒนาการไปนี้เองที่ทำให้มันพิเศษ (พิเศษจนบางคนตั้งข้อสังเกตว่า “กับกรุ๊ปทำอาหารอื่นก็ไม่สงบสุขเท่านี้”)

 

        จะว่าไป กรุ๊ปหม้อทอดให้สามอย่างกับผม หนึ่งคือสภาวะการเรียนรู้ที่ดี มันมาพร้อมกับโจทย์ใหม่ (เมนูใหม่) ความท้าทายที่มากับโจทย์นั้น (วิธีการทำที่ซับซ้อนกว่าที่คุ้นชิน) ความล้มเหลวหรือความสำเร็จค่อนข้างทันที (Instant Feedback) และคำแนะนำเพื่อให้เพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น (คอมเมนต์ของเพื่อนๆ ในกลุ่ม) สองคือมันให้ Companionship คือการรู้สึกว่าเราไม่ได้เผชิญกับโจทย์นี้อยู่คนเดียว แต่ทุกคนก็เผชิญไปพร้อมกัน และสาม ซึ่งอาจสำคัญที่สุดในวิกฤติ COVID-19 คือมันให้ Sense of Belonging หรือการได้รู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า

        มันทำให้ผมนึกถึงอีกวัฒนธรรมที่ผุดขึ้นมาในช่วง COVID-19 คือการ Silent Zoom หรือการเข้าประชุมออนไลน์ โดยไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใคร ‘สื่อสาร’ อะไรออกมา สิ่งที่ทุกคนทำเป็นเพียงการใช้ชีวิตของตนเองไป บางคนอาจใช้ Silent Zoom เพื่ออ่านหนังสือร่วมกัน (แต่ไม่ได้ ‘แลกเปลี่ยน’ กัน) บางคนอาจใช้มันเพื่อให้รู้สึกว่ามีใครอยู่ด้วย

        การรู้สึกว่ามีใครอยู่ด้วยนี้เอง – ทั้ง Sense of Belonging และ Companionship – ที่เป็นเรื่องสำคัญ ในยามที่เราโซเชียลดิสแทนซ์กันหมด สุดท้ายมนุษย์ก็กลับไปหาความต้องการขั้นพื้นฐาน นั่นคือการเป็นสัตว์สังคม

        เพื่อให้มีชีวิต เราอยู่คนเดียวได้ แต่เพื่อให้ได้ใช้ชีวิต เราอาจอยู่คนเดียวไม่ได้

        ว่าแล้วผมก็ต้องไปทำหมูกรอบส่งข้อสอบกรุ๊ปหม้อทอดต่อเสียที

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

นักเขียน นักวาด ผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER ปัจจุบันทำงานที่ Netflix ประเทศสิงคโปร์ ติดตามทีปกรที่ twitter @tpagon