‘อ่านหนังสือไม่ทัน’ ใช้แอพพลิเคชันสรุปหนังสือดีไหม?: ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

Head/Line
21 Feb 2020
เรื่องโดย:

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

โลกนี้ถูกสร้างมาอย่างไม่ยุติธรรม ไหนบอกว่าทุกคนมีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากันไง!

        Exhibition A: เพื่อนของผมคนหนึ่ง มักอวดให้ฟังว่าอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้ว เล่มนี้จบแล้ว เมื่อรวมกันสะระตะแล้วเธออ่านหนังสือจบปีละเป็นร้อยเล่ม นี่ยังไม่รวมว่าเธอสามารถฟังพอดแคสต์ เล่นบอร์ดเกม อ่านบทความนั้นนี้จบสิ้นทุกสิ่งอย่าง เล่นเกมจบมากกว่าที่ผมจะจินตนาการได้ คำถามคือ เธอเอาเวลามาจากไหน ถ้าเธอไม่ได้มีซูเปอร์เพาเวอร์ เธอก็คงต้องมีเวลามากกว่าผมแน่ๆ

        เทียบกันแล้ว ในปีหลังๆ ผมอ่านหนังสือไม่จบเท่าไหร่เลย แม้ยังมีความทะยานอยากที่จะอ่านให้ครบสักสามสิบเล่มในแต่ละปี แต่อย่างดีก็จบสักยี่สิบเท่านั้น ไม่ต้องสงสัย ตัวร้ายก็คือเจ้านั่นแหละครับ – หน้าจอทั้งหลาย – ที่ล่อตาล่อใจด้วยข้อมูลหวานๆ ยั่วเย้าให้เห็นได้ในทุกวัน

        ข้อมูลในยุคนี้เพิ่มขึ้นแบบทบเท่าทวี ใช่แล้ว มันไม่ได้เพิ่มจาก 1 เป็น 2 และเป็น 3 แต่มันเพิ่มจาก 1 เป็น 2 และเป็น 4! – นั่นไม่แปลกเลยว่าทำไมมนุษย์อย่างเราจึงวิ่งตามข้อมูลไม่ทัน ผู้พ่ายแพ้ในสนามรบนี้คือเหล่าหนังสือเล่มโตๆ ที่ใช้เวลาเขียนกันแรมปีนั่นแหละครับ ต่างเอาชนะสมรภูมิแห่งคอนเทนต์ไม่ไหว ในขณะที่สายตาผู้ชมจับจ้องคอนเทนต์ออนไลน์ หนังสือพวกนี้ก็ร่วงหล่นลงในลำดับไพรออริตี้ และบางทีก็ไม่ถูกสนใจอีกเลย

        วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยแนะนำนักลงทุนหนุ่มคนหนึ่งว่า ถ้าอยากก้าวเข้าสู่โลกการลงทุน (หรือเอาเข้าจริง – โลกไหนๆ ก็เถอะ!) คุณควรอ่านหนังสือหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างน้อย 500 หน้าต่อวัน, ไม่ใช่ 500 ย่อหน้าหรือ 500 ประโยคนะครับ – แต่คือ 500 หน้า! ถามว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์​ทำอย่างไร เขาก็บอกอย่างง่ายๆ ว่าเขาก็ใช้เวลาทั้งวันในการอ่านน่ะสิ ทุกวันนี้ ผมคิดว่าตัวเองน่าจะอ่านข้อความประมาณ​ 500 หน้ากระดาษต่อวันได้ก็จริง แต่ปัญหาคือมันเป็นข้อความที่ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่ได้เก็บมาคิดเป็นสาระอะไร ผมนึกอยากย้อนกลับมาอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ได้อีกครั้ง ปัญหาคือหนึ่ง ไม่มีเวลา และสอง หนังสือบางเล่มก็เต็มไปด้วยเนื้อหาเดิมๆ หรือน้ำ มีส่วนที่เป็นเนื้อหาจริงหรือใหม่อยู่ไม่มากเท่านั้นเอง

 

        แล้วผมก็เจอตัวช่วย 

        แอพพลิเคชันอย่าง Blinkist เป็นแขนงแอพพลิเคชันยอดฮิตในช่วงหลายปีมานี้ มันเป็นแอพพลิเคชันสรุปหนังสือ คล้ายกับเพจสรุปที่เคยโด่งดังในหลายปีก่อน หรือเพจสรุปหนังสือบนเฟซบุ๊ก สิ่งที่ต่างออกไปคือ Blinkist เป็นแอพพลิเคชันเสียเงิน เมื่อบอกว่าเป็นแอพพลิเคชันสรุปหนังสือ – ก็ตามตัวอักษรนั่นแหละครับ – มันจะย่อส่วนหนังสือหนาๆ มาให้คุณได้อ่านในเวลาอันสั้น โดยจะแบ่งแต่ละประเด็นเป็น Blink (หรือคือ ‘หน้า’) ใช้เวลาอ่าน Blink ละ 1-2 นาทีก็จบ รวมแล้ว แทนที่จะต้องใช้เวลาอ่านหนังสือทั้งเล่ม 5-6 ชั่วโมง คุณสามารถ ‘เสพ’ หนังสือหนึ่งเล่มได้ในเวลา 15-18 นาทีเท่านั้นเอง ที่ผมใช้คำว่า ‘เสพ’ ก็เพราะนอกจากมีให้อ่านแล้ว หากคุณถนัดการฟังมากกว่า Blinkist ก็ยังเสนอสรุปหนังสือเวอร์ชันเสียงให้ด้วย

        นี่ไม่ใช่แอพพลิเคชันสรุปหนังสือหนึ่งเดียว นอกจาก Blinkist แล้ว ยังมีแอพพลิเคชันอย่าง 12mins, Storyshort, Instaread, Snapread หรือ Joosr แทบทั้งหมดเป็นแอพพลิเคชันสรุปหนังสือ non-fiction ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะประโยชน์จากการอ่านหนังสือ fiction คืออรรถรส ในขณะที่ประโยชน์จากการอ่านหนังสือ non-fiction ส่วนใหญ่นั้นคือเอาเนื้อหา

        อย่างที่บอกไปแล้ว การจะใช้แอพพลิเคชัน Blinkist นั้นต้องเสียเงิน (13 เหรียญต่อเดือน) ผมนึกสงสัยว่า แล้วการที่สรุปหนังสือของชาวบ้านมาโต้งๆ แบบนี้มันเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไหม ผิดกฎหมายไหม หรืออย่างน้อยที่สุด ผิดจริยธรรมไหม พอไปค้นข้อมูลดูก็พบว่าหากเป็นการ ‘สรุป’ มา โดยที่ไม่ได้ใช้ข้อความต้นฉบับ ในกรณีนี้จะถือว่าไม่ผิดกฎหมายอะไร ในฟอรัมของ Blinkist เอง เมื่อมีคนไปถามว่านี่เป็นโมเดลธุรกิจที่ผิดจริยธรรมไหม ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของ Blinkist ก็ตอบว่าไม่น่าจะผิด เพราะพวกเขาเชื่อว่า Blinkist เป็นแค่ ‘ประตู’ ที่พาผู้เขียนมาเจอผู้อ่านได้อีกทางเท่านั้นเอง พวกเขาเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าของ Blinkist ไม่น่าจะหยุดเพียงแค่การอ่านสรุปเท่านั้น หากสนใจเพิ่มเติม พวกเขาก็น่าจะไปซื้อหนังสือเล่มจริงมาอ่านต่อ แถม Blinkist ยังลิงก์ไปหาหน้าซื้อหนังสือเล่มเต็มให้อีกด้วย (ซึ่ง – ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้ฟังขึ้นนัก)

 

        ส่วนตัวแล้วผมไม่คิดว่าแอพพลิเคชันสรุปหนังสือจะมาแทนที่การอ่านหนังสือจริง สำหรับผม มันมีประโยชน์สองสามอย่าง – อย่างแรกคือเป็นตัวช่วยในการคัดกรองหนังสือ ทุกๆ วันมีหนังสือตีพิมพ์ออกสู่ท้องตลาดเป็นพันเป็นหมื่นเล่ม หากเรารู้เรื่องย่อหรือแนวคิดล่วงหน้าก่อน เราก็สามารถเลือกหนังสือที่จะซื้อ (ลงทุนทางการเงิน) และอ่าน (ลงทุนด้านเวลา) ได้ดีกว่าเดิม อย่างที่สองคือผมคิดว่าแอพพลิเคชันสรุปหนังสือทำหน้าที่เป็น ‘แผนที่’ กับเราก่อนลงมืออ่านจริง ทำให้เราอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเรารู้ก่อนหน้าว่าผู้เขียนจะพาเราเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ลงหุบเขาเข้าถ้ำใด ประโยชน์อย่างสุดท้าย ผมคิดว่าเราสามารถใช้แอพพลิเคชันสรุปหนังสือเป็นตัวกระตุ้นความจำ เราอาจอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบเมื่อครั้งบรรพกาล ความทรงจำผุกร่อนไปตามกาลเวลาไม่ต่างจากสารกัมมันตรังสี การได้ฟังสรุปอีกครั้งจะช่วยทิ้งสมอไว้ให้เราพอยึดจับได้บ้าง หากเราจำได้คลับคล้ายคลับคลา การฟังสรุปอาจช่วยเป่าฝุ่นออกจากภาพจำ

        แอพพลิเคชันสรุปหนังสืออย่าง Blinkist เป็นภาพสะท้อนและพลาสเตอร์ที่พยายามแปะลงไปซ่อมปัญหาของยุคข้อมูลล้นเกินอย่างในทุกวันนี้ ที่น่าสังเกตคือมันยิ่งทำให้เราห่างไกลจากข้อมูลต้นทางมากขึ้น หากบอกว่าข้อมูลต้นทางคือปฐมภูมิ หนังสือคือทุติยภูมิ แอพพลิเคชันอย่าง Blinkist อาจเป็นการสื่อสารที่อย่างน้อยก็ ‘ถูกฟิลเตอร์’ มาในระดับตติยภูมิ คุณอาจเคยเล่นเกมโทรศัพท์ที่ต้นทางกระซิบประโยคหนึ่งให้เพื่อนตามสายบอกต่อๆ กันมา แล้วพบว่าปลายสายเป็นประโยคที่ไม่เหมือนต้นแบบเลยสักนิด (“ผมไปซื้อดอกไม้” -> “ไหนจะบอกข่าวร้าย”) น่าตรวจสอบว่าการสรุปแบบนี้คงสารตั้งต้นเดิมไว้ได้มากแค่ไหน

 

        อีกข้อสังเกตที่ได้แตะไปในช่วงต้นคือเนื่องจากแอพพลิเคชันนี้เป็นการสรุป หนังสือที่เต็มไปด้วย ‘น้ำ’ จึงถูกสรุปได้ง่ายกว่าหรือมีประสิทธิภาพกว่า ในขณะที่สำหรับหนังสือที่มีเนื้อในทุกย่อหน้า Blinkist จะสรุปได้อย่างยากเย็นกว่าเพราะมีประเด็นให้จับมากเหลือเกิน

        หนังสือยาวสามร้อยหน้าเท่ากันย่อมมีน้ำหนักของสารภายในแตกต่างกัน หากคุณเคยทำ ZIP file คุณอาจพบว่าภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดนั้นถูกย่อขนาดลงมาได้ไม่มากนัก ขณะที่ภาพขาวโล่งๆ พอถูกย่อแล้วไฟล์จะเหลือขนาดเล็กนิดเดียว ในแง่นี้ Blinkist อาจทำหน้าที่เป็นแบบทดสอบที่ดีว่าหนังสือเล่มนั้นคงทนต่อการถูกบีบอัดได้มากน้อยแค่ไหน

        เมื่อหันเลนส์เดียวกันมาใช้กับชีวิตของเราในแต่ละวัน เราก็อาจคิดได้เช่นกันว่าวันนี้เป็นวันที่ ‘คงทนต่อการสรุป’ หรือไม่ – เป็นวันหรือเดือนที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยและสามารถเล่าได้ในสี่ห้าคำ (“ไม่มีอะไรพิเศษ”) หรือเป็นวันที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์น่าจดจำจนเล่าไม่หวาดไม่ไหว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

นักเขียน นักวาด ผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER ปัจจุบันทำงานที่ Netflix ประเทศสิงคโปร์ ติดตามทีปกรที่ twitter @tpagon

ภาพโดย

erdy

Illustrator