เราทำได้ แต่คนอื่นอาจทำไม่ได้: ความลักลั่นของ COVID-19 ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำ

Head/Line
2 Apr 2020
เรื่องโดย:

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

คุณสไวป์อินสตาแกรมสตอรี แล้วก็พบสิ่งนี้

        วาเนสซา ฮัดเจนส์ (Vanessa Hudgnes) บอกว่าอยากให้คิดเรื่อง COVID-19 ว่าถ้าถึงเวลาตาย พวกเราทุกคนอย่างไรก็ต้องตาย ดังนั้น จึงอยากให้คิดบวกเข้าไว้

        สไวป์ไปอีกที ก็พบ กัล กาด็อต (Gal Gadot) และเพื่อนนักแสดงทั้งหลายอย่าง นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman), วิล เฟอร์เรล (Will Ferrell), เจมี ดอร์แนน (Jamie Dornan) และอื่นๆ มาร่วมร้องเพลง Imagine ขับกล่อมประชากรที่เหลือ

        คุณรู้เนื้อเพลงนี้ดี และก็รู้ด้วยว่าแม้ท่อนฮุกจะร้องว่า “You, you may say I’m a dreamer, but I’m not the only one, I hope someday you will join us, and the world will live as one” นั่นเป็นท่อนที่คนส่วนใหญ่จะจำได้ แต่เพลงนี้ก็มีท่อนที่ร้องว่า “Imagine no possessions, I wonder if you can, no need for greed or hunger, a brotherhood of a man” ด้วยเช่นกัน จอห์น เลนนอน (John Lennon) เชื้อเชิญให้เราคิดถึงโลกที่ไม่ต้องมีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอะไร ไร้ความโลภ และมนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกันและกัน

        แล้วคุณก็นึกขำที่ดาราทั้งหลายร้องเพลงนี้ขับกล่อมพวกเราในบ้านราคาไม่ต่ำกว่าสิบล้านเหรียญสหรัฐฯ พวกเขาเชื้อเชิญให้โลกไม่ต้องเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอะไร ขณะที่ตนเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ มากมายเต็มไปหมด เป็น 0.0001% ของโลกใบนี้ แน่นอน ดาราเหล่านี้มีความตั้งใจและประสงค์ดี แต่สิ่งที่พวกเขาทำก็มีความบอดใบ้อย่างเหลือเชื่อ จึงไม่แปลกที่สื่อและโลกออนไลน์จะบอกว่าพวกเขา Tone-deaf ไม่ลืมหูลืมตามองโลกรอบข้าง (เอาล่ะ ก็อาจจะมองไม่ได้เพราะกำแพงบ้านตัวเองสูงเกินที่จะมองคนที่บ้านไม่มีกำแพง หรือกระทั่งคนที่ไม่มีบ้าน) ขณะที่สื่อก็ชื่นชูดาราที่บริจาคเงินส่วนตัวให้องค์กรการกุศลหรือโรงพยาบาล

 

        ในไทยเองก็มีดาราที่ถ่ายคลิปออกมา ‘สั่งสอน’ คนที่เหลือว่าให้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส อ้างว่าประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง “น้ำท่วมก็เกิดแล้ว ต้มยำกุ้งก็เกิดขึ้น เผาบ้านเผาเมืองก็เกิดแล้ว”​ (เธอกลืนคำว่าเผาบ้านเผาเมืองลงคอไม่ทัน ทำให้เปล่งเสียงออกมาเป็น ‘เผาบ้านเผมืองเออนั่นแหละ’) ดังนั้น นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเมืองไทยมีพระคุ้มครอง ขอให้ทุกคนกราบกรานสาธุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระโพธิสัตว์แล้วเชื่อว่าทุกคนจะรอด สาธุ

        อนึ่ง คำว่าสั่งสอนนี้ผมไม่ได้เลือกใช้พล่อยๆ นะครับ – หากดูคลิปนี้แล้วจะพบว่ามีน้ำเสียงที่สั่งสอนอย่างแท้จริง

        และก็มีกลุ่มดาราที่ประสงค์ดีเช่นกันออกมาทำแคมเปญเพื่อสื่อสารว่าฉันทำได้ เธอก็ (ต้อง) ทำได้ มาช่วยประสานแรงกันต้าน COVID-19 กันเถิด พวกเขาเรียงร้อยคลิปสั้นๆ นี้เป็นทอดต่อซึ่งกันและกัน ราวกับเป็นภาพสะท้อนของเพลง Imagine ที่ดาราฮอลลีวูดขับร้อง – เหมือนกันตรงที่ทั้งสองต่างเป็นภาพจินตนาการ – พวกเขาอาจมองไม่เห็นก็ได้ ว่าการที่พวกเขาทำอะไรได้ ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะต้องมีทุนรอนในการทำได้ไปด้วย หรือกระทั่งว่าถ้าทุกคนทำได้ แต่ถ้าทุกคนทำเอง เราจะมีรัฐไปเพื่ออะไร แน่นอน เราสามารถทำในขณะที่เรียกร้องรัฐไปด้วยได้ แต่ดาราบางคนที่อยู่ในคลิปนั้นกลับเคยมีประวัติแตกต่าง พวกเขาไม่เรียกร้องอะไรจากรัฐ เพราะเห็นว่ารัฐเป็นคนดี เป็นคนสมบูรณ์พร้อมทั้งปัญญาและจิตใจ เป็นคนที่พวกเขาเชื้อเชิญเข้ามาเอง ดังนั้น การคิดว่าพวกเขาจะเรียกร้องหรือประณามความล้มเหลวของรัฐนั้นก็เป็นเพียง – ใช่ครับ เรื่องจินตนาการเหมือนกัน

        ที่เจ็บคือพวกเขาประสงค์ดีนี่แหละ The New York Times ใช้คำอธิบายได้อย่างเห็นภาพว่า “Their genial naïveté is blinding them to the grossest sin here: the smug self-satisfaction, the hubris of the alleged good deed.” ความพาซื่อทำให้พวกเขาไม่สดับถึงบาปน่ารังเกียจที่ตนก่อ: ซึ่งคือการแค่ทำให้ตัวเองรู้สึกพอใจแล้วอิ่มเอม, ถือเป็นความอหังการอย่างยิ่ง

 

        ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมของเราเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง และยิ่งสังคมเหลื่อมล้ำมาก การร้องเพลงผิดคีย์ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนที่มั่งมีจะคบหากับคนที่มั่งมีด้วยกันเองจนเห็นเฉพาะปัญหาเซตที่ตัวเองคิดว่าแก้ได้ เมื่อความมั่งมีกับความสิ้นไร้มีความแตกต่างรุนแรง เราจึงเห็นปัญหาที่กระทั่งปิดตาก็ยังเจอแบบนี้

        ความเหลื่อมล้ำหนักหนาอาจทำให้เรานึกย้อนไปถึงฉากหนึ่งของภาพยนตร์รางวัลออสการ์อย่าง Parasite ฝนตกคือการทำให้คนร่ำรวยไม่ได้ไปตั้งแคมป์ แต่สำหรับคนจนมันคือการหนีตาย ในลักษณะเดียวกัน COVID-19 อาจเป็นความ ‘ไม่สะดวก’ ของคนรวย แต่มันคือความตายของคนจน

        ใช่ คนรวยก็ติดโรคนี้ได้ และคนรวยก็ตายจากโรคนี้ได้ แต่คนรวยมีทั้งทุนทรัพย์ในการที่จะทำให้ตนเองไม่ติดโรคนี้ (เช่น Social Distancing – การเลือกที่จะอยู่บ้านได้นานๆ ได้โดยไม่ต้องข้องเกี่ยวกับใคร การเลือกประชุมผ่านอินเทอร์เน็ต) และหากติดขึ้นมา ก็สามารถเข้าถึงการตรวจ (ที่ก็แพงระยับ) และการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า ส่วนคนที่รวยน้อยกว่านั้นไร้แต้มต่อทุกทาง พวกเขาลดความเสี่ยงของตนไม่ได้ ตั้งแต่คนหาเช้ากินค่ำที่มีเพียงสองทางแพร่งให้เลือก คือตายด้วยการไม่มีข้าวกิน หรือตายด้วย COVID-19 ไปจนถึงคนที่บริษัทไม่ยินยอมให้ทำงานที่บ้าน และหากติดขึ้นมา (หากโชคดีพอจะรู้ว่าตนติด) ก็สามารถเข้าถึงการรักษาได้น้อยหรือยากเย็นกว่า

 

        สิ่งที่เราควรคิดกับตัวเองซ้ำๆ ในเวลานี้คือ อะไรที่เราทำได้ คนอื่นอาจทำไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่ควรหยิบยื่นการตัดสินจากหอคอยลงมาสู่ประชากรเบื้องล่างมากเกินไปนัก ทำได้เท่าที่ทำได้ และอย่าตัดสินคนที่มีอำนาจในการทำได้น้อยกว่าตนเอง

        COVID-19 ทำให้เราเห็นปรากฏการณ์ Social Distancing แท้ๆ

        ไม่ใช่แค่ Distance ทางด้านกายภาพ

        แต่ยังเป็น Distance ทางด้านฐานะ สถานะ และความคิดจิตใจ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

นักเขียน นักวาด ผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER ปัจจุบันทำงานที่ Netflix ประเทศสิงคโปร์ ติดตามทีปกรที่ twitter @tpagon

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ