ขอบเขตของคนจริง: ธุรกิจคนปลอมบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก

Head/Line
13 Mar 2020
เรื่องโดย:

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

สาวบนหน้าจอดูดีมีเสน่ห์จนพาให้คุณปัดขวาโดยไม่รู้ตัว เป็นการเคลื่อนของนิ้วที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ คุณเริ่มต้นบทสนทนา – แต่ว่าเธอก็ไม่ตอบเสียที แล้วคุณก็ลืมเธอไป, ปัดขวาหาคนใหม่อีกครั้ง “มีปลามากมายในมหาสมุทร” คุณคิด

        แต่ปลานั้นเป็นปลาจริงแน่หรือ?

        บนอินเทอร์เน็ตไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นหมา – นั่นเป็นการตบมุกจากการ์ตูนในนิตยสาร New Yorker ปี 1993 โดย Peter Steiner – มาถึงทุกวันนี้มันกลายเป็นมุกคลาสสิก และกลายร่างเป็นคำพยากรณ์ต่อสถานการณ์ในอีก 27 ปีต่อมา

        ใช่แล้วล่ะ ทุกวันนี้บนอินเทอร์เน็ต ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายมีตัวตนจริงไหม ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความเป็นจริง หรือเป็นความจริงก้อนใหญ่ที่ผสมผสานจากมนุษย์หลายคน คนหนึ่งอาจมีโซเชียลเน็ตเวิร์กหลายแอ็กเคานต์ แต่ละแอ็กเคานต์สะท้อนความจริงเศษหนึ่งส่วนสี่เศษหนึ่งส่วนห้า วัยรุ่นอาจมีแอ็กเคานต์หนึ่งที่เปิดให้พ่อแม่เห็น แอ็กเคานต์หนึ่งที่เปิดให้เพื่อนเห็น และอีกแอ็กเคานต์ที่เปิดให้คนที่ไม่รู้จักในชีวิตจริงเห็นเลย ความจริงหรือความปลอมไม่อาจถูกตัดสินได้โดยง่าย แอ็กเคานต์ที่เธอเปิดให้คนแปลกหน้าเห็นอาจเป็นตัวจริงที่สุดของเธอ ในขณะที่แอ็กเคานต์ที่เธอเปิดให้คนรู้จักในชีวิตเห็นนั้นเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ตามกรอบสร้างของสังคมไม่ต่างจากหุ่นยนต์ที่เล่นไปตามอัลกอริทึมมารยาท

        ในทางกลับกัน หนึ่งแอ็กเคานต์โซเชียลฯ อาจประกอบด้วยคนหลายคนเบื้องหลัง อย่างแอ็กเคานต์ของแบรนด์ต่างๆ ที่มีแอดมินหลายคน แต่แต่ละคนต้องพยายามพูดด้วยเสียงเดียวกันเพื่อคง ‘บุคลิกของแบรนด์’ จะว่าไป โซเชียลเน็ตเวิร์กก็ทำให้เราเห็นความเป็นทวิลักษณ์ของกายกับจิตได้จริง และเห็นว่าจิตและความเชื่อเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นเลื่อนไหล มันถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ และถูกรวบรวมจากหลายแหล่งให้เป็นหนึ่งได้ และใช่ อาจมีบางแอ็กเคานต์ที่ไม่มีคนจริงอยู่เบื้องหลังเลย เช่น บอต (อันที่จริง จะว่าไม่มีคนจริงอยู่เบื้องหลังก็ไม่ได้ เพราะบอตก็กำเนิดมาจากสิ่งที่โปรแกรมเมอร์เขียนขึ้น โดยเรียนรู้ข้อมูลผ่านสิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้นอยู่ดี แต่ด้วยคำนิยามแบบดั้งเดิม เราอาจแยกว่ามันไม่ได้ ‘จริง’ เท่า)

        ปี 2017 NVIDIA ตีพิมพ์งานวิจัยที่เป็นไวรัลในตอนนั้น ปัญญาประดิษฐ์สามารถสร้างภาพคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงได้สมจริงเฉียบขาด ทั้งดวงตา ทั้งรอยบุ๋มเล็กๆ ข้างแก้มและปากที่สวยได้รูป ถ้าคุณไม่รู้มาก่อนว่าภาพไหนจริงหรือไม่ละก็ คุณคงไม่มีทางเดาออก – มันเป็นงานวิจัยชื่อ ‘Progressive Growing of GANs for Improved Quality, Stability, and Variation.’ GAN นั้นย่อมาจาก Generative Adversarial Network ซึ่งเป็นวิธีการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ผมทึ่งทุกครั้งที่ได้อ่าน ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แบบนี้ เขาจะใช้เครือข่ายนิวรอนสองตัวทำงาน ‘แข่ง’ กัน โดยฝ่ายหนึ่งจะเป็นตัวสร้างข้อมูล (อาจเป็นรูปหน้ามนุษย์อย่างในกรณีนี้ หรืออาจเป็นกลอน เป็นนิยาย เป็นภาพวิวทิวทัศน์หรือการเคลื่อนไหวของหุ่น) และอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าสิ่งที่เจ้าตัวแรกสร้างมานี้มัน ‘สมจริง’ หรือไม่ ถ้าตัดสินว่าไม่ ฝ่ายแรกก็จะต้องพัฒนาสิ่งที่ตนสร้างให้ดีขึ้น – ให้สมจริงขึ้น ในขณะที่ฝ่ายหลังก็ต้องพยายามตัดสินให้สะท้อนโลกจริงมากยิ่งขึ้นด้วย ทั้งสองจะทำงานคู่ขนานกันไปเรื่อยๆ ทั้งรุกไล่และตั้งรับ ทำให้ทั้งคู่เก่งกาจปราดเปรื่องสมจริงขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถหลอกมนุษย์ได้ (คล้ายกับการเล่นเกมทัวริ่งแบบซูเปอร์ไฮสปีด)

        หลัง NVIDIA ตีพิมพ์งานวิจัยออกมา ผมจำกระแสตอบรับในโลกออนไลน์ได้ว่าค่อนข้างมีความตื่นกลัวปะปนว่าต่อไปปัญญาประดิษฐ์จะมาแย่งงานเราหมด หรือต่อไปปัญญาประดิษฐ์จะสามารถหลอกเราด้วยวิดีโอที่สมจริงมากเพื่อให้เราคายความลับข้อมูลส่วนตัวต่างๆ บางความตื่นกลัวนั้นตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริง แต่บางความคิดก็เป็นการต่อยอดฐานความจริงก้าวหน้าไกลเกินไปนิดจนกระเท่เร่ ที่ผมสงสัยที่สุดในตอนนั้นคือ – เอาล่ะ – ในตอนนี้เราสามารถสร้างภาพมนุษย์ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงได้สมจริงจนแยกไม่ออกแล้ว – แล้วมันจะเป็นธุรกิจอะไร? (เรื่องนี้เอาไปหาเงินได้อย่างไร – ขอโทษที่ต้องพูดตรง)

        หนึ่งในการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจที่เห็นได้ชัดว่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ คือการสร้างรูปคนปลอมๆ ขึ้นมาเพื่อไปแปะกับแอ็กเคานต์ปลอมทั้งหลาย (ไม่ว่าจะเป็นแอ็กเคานต์ปลอมทางการเมือง อย่างพวก IO หรืออื่นๆ เช่น แอ็กเคานต์ปลอมเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ที่นักการตลาดใช้ปั่นความสนใจที่ไม่มีอยู่จริงให้ดูฟูฟ่อง) แต่ผมก็ต้องเซอร์ไพรส์เมื่อไม่นานนี้พบว่าด้วยความ ‘หลากหลายปรับได้’ ของปัญญาประดิษฐ์ คุณสามารถเลือกได้ว่าอยากให้มันสร้างหน้าคนเชื้อชาติไหน แก่หรือหนุ่มสาว อ้วนผอมดำขาวอย่างไร – มันจึงถูกนำไปปรับใช้กับบริการอะไรก็ตามที่ต้องการโฆษณาว่าตนมีผู้ใช้บริการหลากหลายเชื้อชาติ หรือใช้เพื่อเพิ่มจำนวนโปรไฟล์ในแอพฯ ของตนเอง

        Icons8 บริษัทออกแบบสัญชาติอาร์เจนตินาที่เดิมทีขายสต็อกโฟโต้และภาพประกอบ เปิดบริการ https://generated.photos ช่วงต้นปีนี้ นี่เป็นบริการที่ลูกค้าสามารถนำภาพคน (ปลอม) ที่ผ่านการปรับตัวแปรตามใจไปประกอบโบรชัวร์หรือประกอบโฆษณาของตนเอง โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่อยากใช้โมเดลคนจริงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา (เช่น หากบริการนั้นเสี่ยง น่าอาย หรือเกี่ยวพันกับอาชญากรรม) พวกเขายังอ้างว่าบริการของตนยังทำให้โฆษณาของลูกค้าดู ‘มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ’ เพิ่มขึ้นได้ด้วยการ ‘เพิ่มคนเช้ือชาติแตกต่างกันเข้าไปในโฆษณา’

        ตอนนี้พวกเขามีลูกค้าหลายเจ้าที่เซ็นใช้บริการแล้ว เช่น แอพฯ หาคู่เดต ที่ประสบปัญหาว่ามีผู้หญิงใช้บริการแอพฯ ของตนน้อยเกินไป เลยจะใช้วิธีสร้างภาพปลอมๆ ขึ้นมาใช้คู่กับแชตบอต เพื่อหลอกล่อให้ผู้ชายมาสมัครบริการมากขึ้น (!?)

        นั่นแปลว่า – ต่อไปเมื่อเราเห็นโฆษณา นายแบบนางแบบที่อยู่ในโฆษณานั้นอาจไม่มีตัวตนอยู่จริงๆ เลยก็ได้ การที่พวกเขาพูดว่าไว้วางใจผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งอาจไม่มีความจริง (เอาล่ะ – ตอนนี้มันก็แทบไม่มีความจริงอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยนายแบบนางแบบก็ยังมีหน้าตาของตนที่ต้องรักษา ถ้าไปโฆษณาอะไรที่สุ่มเสี่ยงมากๆ ผลเสียก็จะกระเซ็นไปสู่พวกเขาอย่างช่วยไม่ได้) หากเราเห็นภาพลูกค้ากรูวิ่งกันเข้าไปซื้อผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ในวันเปิดตัว – นั่นอาจไม่ใช่ความจริง และหากเราเห็นว่าผู้สมัครลงเลือกตั้งคนใดคนหนึ่งดูมีกองเชียร์เป็นกองทัพ – นั่นก็อาจไม่ใช่ความจริง (เอ๊ะ – แต่ถ้าพูดตามความหมายตรงตัวนั่นอาจจะเป็นความจริงก็ได้!)

        ในยุคที่ความจริงกับความปลอมใกล้กันบางเฉียบ ผมคิดว่ามีสิ่งที่สำคัญอยู่อย่างน้อยสองเรื่อง

         หนึ่งคือการมองความจริงเป็นสเกล (เป็นสเปกตรัม) ความจริงกับความปลอมนั้นอยู่ตรงข้ามกัน แต่มันไม่ได้ตัดขาดกันเสียทีเดียว (เช่น คุณอาจเขียนในโปรไฟล์ว่าเป็นนักกีฬา แต่ความจริงคือไม่ได้เล่นกีฬามาสามปีแล้ว นั่นเป็นความจริงอยู่ไหม? มันคงยังเป็นความจริงอยู่ในบางระดับ แต่ไม่ได้มากนัก เทียบกับหากคุณบอกว่าอายุ 22 แต่ปัจจุบันอายุ 50 แล้ว แบบนี้อาจเป็นความจริงน้อยกว่าแบบแรก) สองคือการมองให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะปลอม การสร้างความจริงปลอมๆ ขึ้นมานั้นมีผลทำให้เราไม่ไว้ใจความจริงจริงๆ และทำให้เราในฐานะประชาชนและผู้บริโภคดำเนินชีวิตยากลำบากเพราะต้อง ‘ตั้งแง่’ กับทุกเรื่องไปเสียหมดจนอาจนำไปสู่การยอมแพ้และไม่ตั้งแง่กับอะไรเลย หรือไม่ก็การระแวงจนเครียดและมีสภาพทางจิต สองเรื่องนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราควรระวังและตระหนักในโลก – หรือคุณเป็นหมา – อย่างในทุกวันนี้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

นักเขียน นักวาด ผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER ปัจจุบันทำงานที่ Netflix ประเทศสิงคโปร์ ติดตามทีปกรที่ twitter @tpagon