สื่อควรสื่อสารอย่างไรในยาม COVID-19

Head/Line
17 Mar 2020
เรื่องโดย:

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

เมื่อพูดถึง COVID-19 คุณกลัว – ผมก็กลัว แต่เราควรกลัวอย่างมีสติ

        จิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่จะช่วยให้เรา ‘มีสติ’ ได้มากขึ้นก็คือ ‘สื่อ’ สื่อสามารถกรอบประเด็นให้เราควรสนใจในเรื่องที่ควรสนใจได้ ในภาวะเซนซิทีฟเช่นนี้ การทบทวนบทบาทหน้าที่รวมถึงจริยธรรมสื่ออาจเป็นเรื่องที่ควรถูกรื้อฟื้นขึ้นมาพูดคุยอีกครั้ง

        แน่ล่ะ ในประเทศไทย คุณก็รู้ว่าเมื่อพูดถึงสารจากรัฐ บางครั้งเราก็พบความเอาแน่เอานอนไม่ได้ เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงบางท่านให้ข่าววกวนไปมา จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง บางครั้งจับไต๋ได้ชัดๆ ก็ยังสามารถเฉไฉให้ออกนอกเรื่องได้ – แล้วเราก็ลืม เราโกรธ แล้วเราก็ลืม

        แต่เมื่อเราพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนจำนวนมากอย่าง COVID-19 สื่ออาจต้องทำหน้าที่แยก ‘ขยะ’ (สิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้) ออกจาก ‘ส่วนประกอบที่ยังพอมีประโยชน์’ (สิ่งที่พอจะยึดเป็นหลักได้) ให้ดี – สื่ออยู่ใกล้ชิดเจ้าหน้าที่มากที่สุดและทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงสารจากทางการสู่ประชาชนได้ดีที่สุด (นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่ใช้วิธีกระโดดข้ามไปสื่อสารบนโซเชียลเน็ตเวิร์กเอง ซึ่ง – ก็ไม่ได้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย)

 

        บทความชิ้นหนึ่งจาก Poynter สถาบันสื่อระดับโลกพูดถึงการสื่อสารในภาวะ COVID-19 – ช่างสัมพันธ์กับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างเหนียวแน่นแยกกันไม่ออก

        โจทย์คือสื่อควรทำอย่างไรเพื่อลำเลียงสารให้ประชาชนรู้มากพอ โดยไม่ขายอารมณ์มากเกินไปในจุดที่ไม่ควร

        อัล ทอมป์กินส์ (Al Tompkins) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการรายงานข่าวจาก Poynter ให้คำแนะนำไว้เช่นนี้ (คัดมาบางข้อ)

             – จำกัดการใช้คำคุณศัพท์: ในภาษาอังกฤษการใช้คำคุณศัพท์อย่าง ‘deadly’ (ร้ายแรงถึงตาย) อาจทำให้สาธารณชนตื่นกลัวโดยไม่สมควร ดร. จอห์น ทอร์เรส ที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของ NBC News ต้องตัดคำอย่าง ‘horrific’ (น่าสยดสยอง) หรือ ‘catrastrophic’ (ร้ายแรงวิกฤต) ออก ปัจจุบัน คนรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการเน้นย้ำคำที่ใช้อารมณ์อาจไม่ช่วยอะไร ตัวอย่างในภาษาไทยเช่น ‘สลด’ ‘ผวา’

              ให้บริบทกับข่าว: เรื่องที่มาพร้อมคำแนะนำว่าคนควรทำอะไร ไม่ใช่คน ‘ต้อง’ ทำอะไร นั้นน่ากลัวน้อยกว่า ผู้คนต้องการรู้ว่า ‘ควรทำอะไร’ ในสถานการณ์นี้ ต่อให้พูดมาแล้วร้อยรอบ การพูดซ้ำก็เป็นเรื่องดีเสมอ เพราะคุณไม่มีวันรู้ว่าคนที่อ่านบทความนี้ หรือดูวิดีโอชิ้นนี้อาจไม่เคยเห็นมาก่อนก็ได้ การรายงานผู้ป่วยแต่ละเคสควรแนบสถิติของบริบทรอบข้างไปด้วย

             – ต่อสู้กับความเชื่อผิดๆ: ในภาวะเช่นนี้ข่าวลือหรือข้อแนะนำประหลาดๆ จะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เช่น บอกว่าให้กลั้นหายใจเพื่อตรวจว่าตัวเองติด COVID-19 หรือไม่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด สื่อควรมีหน้าที่ในการต่อสู้กับข่าวลือข่าวลวงเช่นนี้ และแนะนำข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น ให้ล้างมืออย่างน้อย 20 วินาที (ถึงจะเป็นเรื่องที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม)

 

        ในประเทศไทยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกับพันธมิตรได้รวมตัวกันเสนอแนะและเรียกร้องให้สื่อมวลชนยึดจริยธรม โดยนำเสนอข้อมูลตาม ‘แนวทางการปฏิบัติงานของสื่อมวลชนในภาวะวิกฤต’ โดย ‘พึงระมัดระวังการสร้างความตื่นตระหนกจากการนำเสนอโดยการคาดเดาหรือไม่ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ หรือหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับสาเหตุการแพร่กระบาดของโรค หรือสถานการณ์ภัยสุขภาพ รวมถึงวิธีการป้องกัน แก้ไข และรักษา’

        มากไปกว่าการเผยแพร่ข้อมูลพื้นฐาน อีกบทบาทเชิงบวกของสื่อในช่วงนี้คือการ ‘ทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย’ และทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลในการอ้างอิง

        ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อระดับโลกอย่าง Washington Post เผยแพร่ชิ้นงานที่พูดถึงการ ‘Flatten the growth curve’ หรือลดอัตราการแพร่กระจายของ COVID-19 ให้อยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ผ่านการวางระยะทางสังคม (Social Distancing) นี่เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการให้ความรู้ความเข้าใจของสื่อต่อประชาชน (ดูได้จาก www.washingtonpost.com/graphics/2020/world/corona-simulator) ส่วนในประเทศไทยก็มีความพยายามจากหลายสื่อในการใช้ Data Visualization เข้ามาประกอบการแสดงผลให้เข้าใจง่ายอย่างน่าชื่นชม เช่น เว็บไซต์ของ Workpoint (https://covid19.workpointnews.com)

 

        นอกจากการเผยแพร่ข้อมูลพื้นฐานและทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายแล้ว ผมคิดว่าอีกบทบาทสำคัญของสื่อในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทย คือการทวงถามหน้าที่ความรับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมกัน

        ผมเข้าใจว่าทุกวันนี้เราหลายคนอยู่ในโหมด ‘รัฐไม่ฟังก์ชัน ฉันเลยต้องทำเอง’ – ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเฉพาะด้านการสื่อสาร เช่น เว็บไซต์กรมควบคุมโรค ที่ถึงแม้จะมีข้อมูลก็จริง แต่ก็อยู่ในรูปแบบ pdf (https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/situation.php) ที่นำไปใช้ต่อยาก จึงมีหลากหลายความพยายามจากเอกชนและประชาชนที่ร่วมมือกันทำเว็บไซต์เพื่อรวบรวมข้อมูลขึ้นเอง – แต่จนแล้วจนรอด ปัจจุบันเราก็ยังไม่พบว่ามีการสื่อสารเรื่องคลัสเตอร์การกระจายเชื้ออย่างเป็นระบบในไทย ทั้งที่จริงแล้วหากมีการสื่อสารเรื่องนี้จะช่วยลดความตระหนกที่เกิดขึ้นในประชาชนได้มาก – คำถามคือ ทำไมยังไม่มี? ข้อมูลตรงไหนที่ขาดไป? และเรื่องนี้ควรเป็นความรับผิดชอบของใคร? นี่ยังไม่นับความไร้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่ชวนให้ตั้งคำถามอีกหลายประการ พร้อมๆ ไปกับการสื่อสารเรื่องวิธีการพึ่งพาประชาชนด้วยกันเอง สื่อก็ควรทำหน้าที่เปิดเผยความไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้และถามหาความรับผิดชอบพร้อมทางแก้ไขไปด้วย จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

        ในภาวะ ‘รัฐบาลล้มเหลว’ (ตามคำของ อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ) ที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ สื่อไทยมีหน้าที่หนักหนาที่ต้องแบกรับ และอาจหนักหนากว่าสื่อในประเทศอื่นด้วยซ้ำ – แต่หากเราผ่านพ้นอุบัติการณ์ครั้งนี้ไปได้ เราในฐานะสังคมจะได้บทเรียนล้ำค่าที่จะทำหน้าที่เป็นรากฐานของประเทศในอนาคต เมื่อเวลามาถึง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

นักเขียน นักวาด ผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER ปัจจุบันทำงานที่ Netflix ประเทศสิงคโปร์ ติดตามทีปกรที่ twitter @tpagon