Work from Home อย่างไร ไม่ให้ Burnout

Health and Heart
9 Sep 2021
เรื่องโดย:

adB Team

Highlights

 

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นวงกว้าง ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ประกาศให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ได้ เพื่อรักษาระยะห่างมากขึ้น ลดความเสี่ยงของการได้รับเชื้อ และลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19

        โดยส่วนใหญ่แล้ว เมื่อทำงานจากที่บ้านในช่วงแรกๆ มักจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีสมาธิ สามารถโฟกัสกับงานได้มากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งจะพบว่าเริ่มมีอาการเหนื่อยจากการทำงานมากกว่าเดิม เนื่องจากการทำงานที่บ้านทำให้เราไม่ได้แบ่งเวลาทำงาน และเวลาพักผ่อนให้ชัดเจน ส่งผลให้เราทำงานหนัก หักโหม หากสะสมไปเรื่อยๆ นานวันเข้าก็ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome ขึ้นมาได้

        องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ขึ้นทะเบียนภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome ให้เป็นโรคใหม่ ซึ่งเป็นโรคที่เป็นผลมาจากความเครียดเรื้อรังสะสมเป็นระยะเวลานาน ที่ถือว่าต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางโดยเร็วเพื่อป้องกันความรุนแรงของโรคที่มีผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเราได้

อาการของผู้มีภาวะหมดไฟในการทำงาน 

        ปัจจุบันยังไม่มีการจำกัดอาการหรือระบุแน่ชัดถึงอาการ  เนื่องจากผู้ที่อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงานส่วนใหญ่ มีอาการคล้ายเป็นโรคซึมเศร้า เช่น มีความหดหู่  รู้สึกเครียด และไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน  ในบางรายอาจมีอารมณ์ก้าวร้าว หรือหงุดหงิดเมื่อทำงานไม่ได้ดังใจอย่างเห็นได้ชัด 

        อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการหมดไฟในการทำงานอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป  

สาเหตุและความเสี่ยง

        ผู้มีภาวะหมดไฟในการทำงาน มีตัวกระตุ้นหรือปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน แบ่งเป็น 3 สิ่งเกี่ยวข้อง ดังนี้

        1. ปัจจัยเกี่ยวกับการทำงาน  
        • มีความรับผิดชอบในงานสูงมากเกินไป โดยอาจมีผลเสียมากมายรออยู่ หากงานไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดความวิตกกังวล 
        • อยู่ในสิ่งแวดล้อม รวมถึงการงานที่ทำมีความกดดันและความเครียดอยู่ตลอดเวลา   
        • ฝืนใจทำงานที่ตนเองไม่ถนัด ไม่ได้อยากทำ หรือไม่มีความรักในงานนั้นๆ
        • ทำงานด้วยความเบื่อหน่าย อาจด้วยตัวงานเองหรือมาจากเพื่อนร่วมงาน
        • ถูกละเลย ไม่ได้รับการยอมรับ หรือได้รับค่าตอบแทนน้อยเกินไป
        • ต้องทำงานที่มีปริมาณมาก งานหนักเกินไป รวมถึงขาดแคลนเครื่องอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์จำเป็นในการทำงาน 
        • องค์กรไม่มีความชัดเจน หรือขาดความมั่นคง  
        • ระยะเวลาในการทำงานนานเกินไป เช่น มากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน

         2. ปัจจัยเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ 
        • ไม่สามารถแบ่งเวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนได้ หรือทำงานหนักเกินไปจนกระทั่งไม่มีเวลาพักผ่อน
        • เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือต้องดูแลพ่อแม่สูงอายุตามลำพัง 

        3. ปัจจัยเกี่ยวกับบุคลิกส่วนตัว 
        • เป็นคนเครียด นิยมความสมบูรณ์แบบ หรือคาดหวังในการทำงานสูงมากเกินไป
        • เก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับคนในที่ทำงาน หรืออาจเป็นคนไม่ยืดหยุ่น ต้องการให้ทุกอย่างอยู่ในความควบคุมของตนเอง  

        ทั้งนี้ ภาวะหมดไฟในการทำงานยังส่งผลถึงร่างกายด้วยเช่นกัน  เช่น นอนไม่หลับ กังวลใจทุกครั้งที่ต้องไปทำงาน รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน กรดไหลย้อน รวมถึงปวดเมื่อยร่างกาย และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

        ในบางรายอาจมีอารมณ์แปรปรวน  รู้สึกสิ้นหวัง ล้มเหลวในการทำงาน  หงุดหงิดจนแสดงออกด้วยการทะเลาะเบาะแว้งในที่ทำงาน หากเป็นมากขึ้น อาจปิดกั้นตนเองจากเพื่อนร่วมงาน พูดน้อยลง ขาดสมาธิและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  หรือหาทางออกโดยการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวเตร่ มาทำงานสาย และกลับบ้านดึก

รู้ก่อนป้องกันได้

        หากสังเกตพบว่าอยู่ในข่ายภาวะหมดไฟในการทำงาน  ควรเริ่มปรับสมดุลให้ชีวิต ดังนี้

        • แบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน
        • พักผ่อนให้เพียงพอ 
        • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตรงเวลา หลีกเลี่ยงสิ่งกระต้น เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ รวมถึงการดื่มกาแฟมากเกินไป  
        • พูดคุยและขอคำปรึกษาจากหัวหน้า เพื่อปรับรูปแบบการทำงาน
        • ขอความเห็น ความช่วยเหลือ แม้กระทั่งการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเพื่อคลายความเครียด
        • ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์
        • หางานอดิเรก หรือกิจกรรมผ่อนคลายทำในช่วงวันหยุด 
        • หากมีเวลา ลาพักร้อน เพื่อห่างไกลจากงานสักพัก  
        • สร้างความสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน จัดระเบียบการทำงานให้ลุล่วงตามลำดับความสำคัญ 
        • กำหนดเวลาการทำงานให้เหมาะสมในแต่ละวัน ไม่เสียเวลาจัดการงานที่ทำไม่ได้หรือติดขัดนานเกินไป จนส่งผลให้ทำงานไม่สำเร็จสักชิ้นเดียว
        • ลดการสื่อสารในโลกโซเชียลลง เพราะนอกจากจะเบียดบังเวลาแล้ว การท่องโลกไซเบอร์มากๆ ส่งผลให้เกิดความเครียดจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มากเกินไป

        อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนจะสามารถปรับตัวในสิ่งที่เคยเป็นมาตลอดชีวิต หรือสามารถสร้างสมดุลและระเบียบให้ตัวเอง รวมถึงหลากหลายปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากรู้สึกว่ามีอาการรุนแรงจนส่งผลถึงร่างกายและจิตใจอย่างมากตลอดจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขได้ ควรปรึกษาและรับคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กจนปล่อยปละละเลยเป็นเวลานาน ความเบื่อหน่ายการงานและภาวะหมดไฟในการทำงานอาจกลายเป็นภาวะซึมเศร้า ที่รักษายากและซับซ้อนขึ้นก็เป็นได้


บทความโดย: นายแพทย์โยธิน วิเชษฐวิชัย
แพทย์ชำนาญการสาขาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ภาพ: Getty Images

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่