อันตรายจากแสงสีฟ้า! ภัยเงียบที่จะทำร้ายสายตาและจิตใจของเรา

Health and Heart
9 Jun 2021
เรื่องโดย:

adB Team

โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มตัว เทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกต่อยอดและพัฒนาเป็นอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของแต่ละอาชีพ สู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์  การทำงานหรือทำธุรกิจในปัจจุบัน สามารถทำที่ไหนก็ได้เพียงแค่มีอุปกรณ์สื่อสาร เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต ทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบาย ไม่ติดความจำเจ แต่บางครั้งถ้าไม่ได้ทันระวังหรือติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนไม่สนใจคนรอบข้างหรือครอบครัว อาจส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย เช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า โรคออฟฟิศซินโดรม โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น 

        ปัจจุบันเราพบว่าอุปกรณ์หลายชนิดที่เราใช้กันเป็นแหล่งกำเนิดแสงสีฟ้าที่อาจมีผลกระทบต่อดวงตา แล้วแสงสีฟ้าในชีวิตประจำวันนั้นมาจากอะไรได้บ้าง หนึ่งคือ ดวงอาทิตย์ มีปริมาณของแสงที่มีความเข้มมากที่สุด เพราะเป็นแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติ และสอง อุปกรณ์ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยเฉพาะจากหลอด LED  จอคอมพิวเตอร์ จอโน้ตบุ๊ก จอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต

แสงสีฟ้าที่ควรระวัง

        แสงสีฟ้าที่เราเจอนั้นมี 2 ประเภท ได้แก่

        • แสงสีฟ้าที่ดี จะช่วยทำให้เรากระฉับกระเฉง มีความสำคัญต่อการหลับ – การตื่น ของระบบร่างกาย มีช่วงความยาวคลื่น 470 nm 

        • แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ จะอยู่ในช่วงคลื่นที่ 415-455 nm จะเป็นแสงที่ส่งผลเสียทำให้จอประสาทตาเราค่อยๆ เสื่อมลงได้ เพราะสามารถกระตุ้นการสร้าง Lipofuscin (เม็ดสีหรือของเสียจากเซลล์ที่เกิดจากการกระตุ้นจากอนุมูลอิสระ) ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration: AMD) 

กลไกการป้องกันแสงสีฟ้าของร่างกาย

        ในธรรมชาติแม้จะมีสารแคโรทีนอยด์มากกว่า 600 ชนิด แต่มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น ที่พบในจุดรับภาพของจอตา ทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสาร 2 ชนิดนั้นคือ ลูทีนและซีแซนทีน

        อาหารที่เป็นแหล่งของลูทีนและซีแซนทีนในธรรมชาตินอกจากจะพบมากในดอกดาวเรืองและโกจิเบอรี (เก๋ากี้) แล้ว ยังพบใน ข้าวโพด ไข่ แครอต ผักคะน้า กะหล่ำ ผักโขม ถั่วลันเตา ถั่วพิสตาชิโอ บร็อกโคลี ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง ผักโขม แตงกวาทั้งเปลือก  อะโวคาโด และฟักทอง เป็นต้น ปกติแล้วสารลูทีนและซีแซนทีน เป็นสารแคโรทีนอยด์ที่ไม่ถูกร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ แบบเบตาแคโรทีน ทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที และไม่พบการสะสมภายในร่างกายหากได้รับมากเกินไป

ผลกระทบจากแสงสีฟ้า

        • ภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) สังเกตได้โดย อาจมีอาการปวดตา ตาแห้ง ตาพร่า น้ำตาไหล

        • โรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration : AMD) เนื่องจากคลื่นแสงเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ (Free Radical) และกระตุ้นการสร้าง Lipofuscin (เม็ดสีหรือของเสียจากเซลล์ที่เกิดจากการกระตุ้นจากอนุมูลอิสระ) ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

        • รบกวนสมดุลฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้ระดับฮอร์โมนเมลาโทนินลดลง 70%  ซึ่งจะทำให้เรานอนหลับยากขึ้นและเสียสมดุลการนอนหลับ ดังนั้น ควรงดการเล่นโทรศัพท์หรือดูทีวีก่อนนอนในความมืดหรือห้องที่ปิดไฟ

Work from Home อย่างไรไม่ให้เสียสายตา

        • ลดความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

        • ติดฟิล์มลดแสงหรือกรองแสงสีฟ้าที่จอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

        • งดใช้อุปกรณ์ให้แสงสีฟ้าในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เล่นสมาร์ตโฟนในที่มืด ปิดไฟดูโทรทัศน์ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงภัยจากแสงสีฟ้าทั้งสิ้น

        • พักสายตาทุก 20 นาที 

        • ทานอาหารที่เป็นแหล่งของลูทีนและซีแซนทีน

        • เสริมวิตามินช่วยดูแลดวงตา

        • การพักสายตาที่ดีที่สุดคือการนอน แต่ถ้าไม่สามารถนอนได้ ให้มองไปไกลๆ เพื่อลดการเพ่งของสายตา เป็นการบรรเทาความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาได้

วิตามินหรือสารอาหารที่ช่วยบำรุงและปกป้องดวงตา

        • สารในตระกูลแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) เช่น  ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งพบในบริเวณเนื้อเยื่อตา และพบมากที่สุดบริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต้อกระจกและโรคจอตาเสื่อมได้ 40%  ทั้งยังช่วยกรองแสงสีฟ้าที่อาจทำลายดวงตา 
        • สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) จากบิลเบอรี (Bilberry) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก ช่วยป้องกันต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ต้านการอักเสบ และเพิ่มระดับของโรดอปซิน (Rhodopsin) ซึ่งจำเป็นต่อการปรับสายตาในที่แสงน้อยหรือการมองเห็นในที่มืด
        • สารไลโคปีน (Lycopene) จากผิวมะเขือเทศ เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ช่วยป้องกันเยื่อบุตาอักเสบ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา 
        • สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) พบในผลไม้ตระกูลเบอรีรวม (Mixed Berry Blend) เช่น บิลเบอร์รี (Bilberry) แครนเบอร์รี (Cranberry) บลูเบอรี (Blueberry) ราสป์เบอรี (Raspberry) โกจิเบอรี (Goji Berry) หรือเก๋ากี้ ต่างก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของจอประสาทตา ฟื้นฟูเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงดวงตา 
        • สารเบตาแคโรทีน (Beta-Carotene) ช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ดี ป้องกันดวงตาจากอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลต
        • วิตามินเอ (Vitamin A) วิตามินสำหรับดวงตา มีประโยชน์ต่อสมรรถภาพในการมองเห็น นอกจากนี้ยังควบคุมการทำงานของเซลล์ผิวหนังและเซลล์เยื่อบุทั่วร่างกายให้เป็นปกติ
        • วิตามินอี (Vitamin E) และวิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ดี ป้องกันการทำลายเซลล์หรือลดความเสื่อมของตา 
        • สารสกัดจากเปลือกสน (Pine Bark Extract) และสารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed Extract) ต่างมีสารที่ชื่อ OPC ช่วยเสริมความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงดวงตา ป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตา นอกจากนั้นยังช่วยลดความหยาบกร้านของเซลล์ผิว ลดการเกิดกระและฝ้า ทำให้ผิวพรรณกระจ่างใส
        • สารสกัดจากมะขามป้อม (Emblica Extract) อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระมากมายที่ช่วยบำรุงเส้นเลือดฝอยและรักษาทำงานของเซลล์จอประสาทตา ช่วยลดอาการคันและอาการตาแห้งได้

        แม้ในปัจจุบันเราอาจจะหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลดวงตาของเราแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เรามีดวงตาที่แข็งแรงไปได้นาน คนไทยในปัจจุบันมากกว่า 50% มักเป็นโรคเกี่ยวกับดวงตาเมื่ออายุขึ้นเลข 4 ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาทุกๆ 1-2 ปี เพื่อป้องกันการเกิดโรคตาต่างๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก ก่อนวัยอันควร


บทความโดย:  นายแพทย์ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท
แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย และฟื้นฟูสุขภาพ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท

ที่มา: 

ภาพ: Getty Images

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่