คุณจะเริ่มการวิ่งจริงแท้ ก็เมื่อคุณลืมเลือนว่ากำลังวิ่งอยู่

Here's How
17 Feb 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

You will start a real run when you forget that you are running. —คุณจะเริ่มการวิ่งจริงแท้ ก็เมื่อคุณลืมเลือนว่ากำลังวิ่งอยู่

        ข้างต้นนั้น คือ ‘คำคม’ เกี่ยวกับการวิ่งที่หลายคนรู้จักดี

        การวิ่งกลายเป็นกิจกรรมฮิตที่ไม่เคยหายไป แทบทุกสัปดาห์มี ‘งานวิ่ง’ เกิดขึ้นที่นั่นที่นี่เสมอ และนักวิ่งทุกคนรู้ดีว่า พวกเขาจะวิ่งได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อลืมเลือนไป – ว่าตัวเองกำลังวิ่งอยู่

        คำพูดนี้ฟังเผินๆ อาจรู้สึกเหมือนเป็นคำที่พูดไปอย่างนั้น ไม่มีเนื้อหาสาระอะไร แต่นักวิ่งทุกคนคงเคยรู้สึกแบบเดียวกัน นั่นคือเวลาเริ่มต้นวิ่ง เมื่อเรายังโฟกัสตัวเองอยู่กับการ ‘เข็น’ ให้ตัวเองออกวิ่ง เราจะรู้สึกว่าการวิ่งนั้นเป็นเรื่องทุกข์ทรมาน เรายังคงอยู่กับตัวของเรา เรายังอยู่กับกล้ามเนื้อที่ฝืดหนืดเนือย เรายังอยู่กับสภาวะในจิตใจที่อ่อนล้า เกียจคร้าน และติดแน่นอยู่กับพื้นผิวของโลก

        ในบางวัน การวิ่งของเราเป็นแบบนั้นไปจนตลอดทาง ไม่ว่าจะวิ่งนานหรือไกลเท่าไหร่ก็ตามที และส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นวันที่เราวิ่งได้ไม่มากนัก เพราะมันเป็นการวิ่งที่ทรมานตัวเองเหลือเกิน

        แต่ในอีกบางวัน การวิ่งของเราอาจค่อยๆ เปลี่ยนไป จากการวิ่งอย่างหนืดเนือย ค่อยๆ แปรสภาพ คล้ายการทำสมาธิ คล้ายการหลุดออกไปจากโลกนี้ เข้าสู่สภาวะกึ่งล่องลอยที่ฝรั่งเรียกว่า Trance

 

        Trance คือสภาวะที่การตระหนักรู้ (Awareness) หรือการสำนึกรู้ (Conciousness) ของเราเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยรับรู้เรื่องรอบตัวในแบบกายภาพ ก็กลับรู้สึกคล้ายเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว Trance เกิดได้ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เช่น การทำสมาธิ การใช้ยาเสพติด การถูกสะกดจิต การใช้เวทมนตร์ หรือการสวดภาวนา แต่ไม่ค่อยมีใครบอกเราหรอกนะครับ ว่าการ ‘วิ่ง’ ก็พาเราเข้าสู่สภาวะ Trance ได้เหมือนกัน

        เวลาที่เราวิ่งเข้าสู่สภาวะนี้ เราจะไม่รู้สึกถึง ‘ขอบเขตจำกัด’ ของร่างกายเราอีกต่อไป เราจะกลายกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ใบไม้ ต้นไม้ ท้องฟ้า ผืนน้ำ ผู้คนที่วิ่งรายล้อมรอบเรา ฯลฯ นั่นทำให้เราแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังวิ่งอยู่

        และเมื่อเป็นอย่างนั้น การวิ่งที่แท้จริงจึงเริ่มต้นขึ้น

        เมื่อไหร่ก็ตามที่เข้าสู่สภาวะแบบนั้น เราจะยิ่งวิ่งยิ่งสดชื่น ยิ่งวิ่งก็ยิ่งอยากวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด วิ่งไปได้ระยะทางไกลๆ โดยไม่รู้ตัว และที่สำคัญก็คือ เป็นการวิ่งที่มักไม่บาดเจ็บด้วย คล้ายกับว่าสภาวะภายในคอยเยียวยาร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา

        สภาวะในการวิ่งที่ว่านี้ ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ นักวิ่งหลายคนบอกว่า ถ้าขาดซ้อม ซ้อมน้อย หรือเว้นว่างการซ้อมไปนานๆ สภาวะที่ว่าจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าซ้อมบ่อยๆ และมี ‘ระยะวิ่ง’ ที่มากพอ สภาวะที่ว่าสามารถเกิดขึ้นได้แทบจะทุกครั้งที่วิ่งเลยทีเดียว

        เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเหมือนการโอบอุ้มระหว่างกันและกัน ระหว่างการออกวิ่งให้ได้ เพื่อเป็นคล้ายๆ เชื้อเพลิงที่พาเราวิ่งฉิวปลิวไป – คล้ายการไหลลอยสู่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ก็เพราะเราได้เตรียมร่างกายของเราให้พร้อมมาก่อนแล้ว

 

        เคยมีเรื่องเล่าถึงแม่ชีชิโยโนะ – แม่ชีแห่งศาสนาพุทธนิกายเซน ที่บรรลุธรรมเมื่อครุน้ำที่แบกมานั้นแตกทะลุทำลาย เงาของดวงจันทร์ในน้ำที่ส่องสะท้อนอยู่ในครุน้ำจึงสลายหายไป

        เล่ากันว่า เป็นชั่วแวบนั้นเองที่ท่านบรรลุธรรม แต่ไม่ใช่แค่ชั่วแวบเดียวนั้นหรอกที่ทำให้แม่ชีบรรลุธรรม เพราะแม่ชีได้พากเพียรปฏิบัติภาวนามาเนิ่นนาน การปฏิบัติไม่ใช่ต้นเหตุแห่งบรรลุธรรม แต่การปฏิบัติคือการ ‘ตระเตรียม’ เราสู่ชั่วแวบแห่งการบรรลุธรรมนั้น เพราะมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากเราไม่ได้เตรียมจิตของเราสู่การบรรลุธรรมเอาไว้เนิ่นนานก่อนหน้าแล้ว เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ภาพมายาของดวงจันทร์ที่สิ้นสลายจึงพุ่งตรงเข้าสู่ภายในได้อย่างลึกซึ้งทันที

        การวิ่งย่อมไม่ใช่การบรรลุธรรม แต่การจะเข้าสู่สภาวะ ‘ลืม’ ว่ากำลังวิ่งอยู่ เพื่อให้เกิดการวิ่งที่แท้จริง จะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาดถ้าหากว่าเราไม่ได้ ‘ซ้อม’ วิ่งอยู่เสมอ เพื่อตระเตรียมร่างกายให้เข้าสู่สภาวะเช่นนั้น

        ดังนั้น การวิ่งจึงมีอะไรบางอย่างคลับคล้ายวิธีบรรลุธรรมของแม่ชีชิโยโนะอยู่ไม่น้อย

 


ภาพประกอบ: erdy

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN