กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่เสี่ยงที่สุดต่อการแพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่น

Hot Issue
29 Jan 2020
เรื่องโดย:

adB Team

        สถานการณ์ไวรัสอู่ฮั่นที่ขณะนี้จำนวนยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีขยายการระบาดไปอีกกว่า 17 ประเทศทั่วโลก ยังเป็นวิกฤตระดับโลกที่นานาชาติต่างหาทางรับมือและเฝ้าระวังกันอย่างเข้มข้น
       
        ปัจจุบัน แม้ว่าทางการจีนจะสั่งปิดเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2563 แต่ ‘โจว เซียนหวัง’ นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่นได้ออกมายอมรับกับสื่อเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2563 ว่ามีชาวอู่ฮั่นราว 5 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของชาวเมืองที่มีทั้งหมด 11 ล้านคน เดินทางออกนอกเมืองไปตั้งแต่ก่อนจะมีการปิดเมืองตามมาตรการฉุกเฉินเพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัส โดยเขาขอแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง

        คำถามก็คือ แล้วชาวอู่ฮั่น 5 ล้านคนนั้นไปที่ไหนในมุมโลก?

        จากข้อมูลของ Flight master แพลตฟอร์มสำหรับการเดินทางยอดนิยมในจีน ระบุว่าช่วงระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2562 – 22 มกราคม 2563 มีผู้คนบินจากอู่ฮั่นมายังสนามบินสุวรรณภูมิของไทย มากถึงกว่า 11,000 คน และไปที่สนามบินดอนเมืองอีก 9,000 คน

        นอกจากนี้ ทีมศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมตัน ประเทศอังกฤษ ยังได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการใช้โทรศัพท์มือถือ, IP address และการเดินทางระหว่างประเทศ 15 วันก่อนเทศกาลตรุษจีน พร้อมติดตามหลังช่วงเทศกาลอีก 25 วัน พบว่าไทยเป็นประเทศที่เสี่ยงที่สุดต่อการแพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่น รองลงมาเป็นญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ตามลำดับ

        โดยเมื่อวานนี้ (28 มกราคม 2563) นายแพทย์สุขุม สุขพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงสถานการณ์ผู้ป่วยไวรัสโคโรนาว่า จากเดิมที่มีผู้ติดเชื้ออยู่ 8 ราย ได้พบผู้ป่วยใหม่เพิ่มอีก 6 ราย ขณะนี้จึงมีผู้ติดเชื้อที่พบในไทยทั้งสิ้น 14 ราย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 6 รายนี้ 5 คนเป็นคนตระกูลเดียวกันที่มาจากมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งรายหนึ่งตรวจคัดกรองได้ที่สนามบิน อีก 4 ราย มาตรวจเจอในภายหลัง พร้อมยืนยันว่าทุกรายอาการไม่รุนแรง แต่การมาพบเชื้อในภายหลัง และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่แห่ทะลักกันเข้ามาอย่างต่อเนื่องนั้น คนไทยในพื้นที่เสี่ยงจะวางใจต่อสถานการณ์นี้ได้อย่างไร

 


ที่มา:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่