ไข้ลาสซาระบาดหนักในไนจีเรีย

Hot Issue
28 Jan 2020
เรื่องโดย:

a day BULLETIN Team

        ในขณะที่ทั่วโลกต่างจับตามองและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ที่ลุกลามจากเอเชียออกไปยังพรมแดนอื่นๆ ณ ฝั่งแอฟริกาก็ต้องเผชิญกับไข้ลาสซา ที่ระบาดหนักจนคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 29 ราย

        จับตา ‘ไข้ลาสซา (Lassa fever)’ ที่ระบาดหนักในประเทศไนจีเรีย โดยมีรายงานยืนยันผู้ป่วยแล้ว 195 ราย และเสียชีวิต 29 ราย จาก 11 รัฐในประเทศ นับถึงวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา โดยศูนย์ควบคุมโรคไนจีเรีย (NCDC) ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินแห่งชาติ (EOC) สำหรับประสานงานรองรับผู้ป่วย เพื่อตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยไข้ลาสซาในหลายรัฐ

        Dr. Chikwe Ihekweazu ผู้อำนวยการทั่วไปของ NCDC ผู้เปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า 89% จากผู้ป่วยที่ยืนยันแน่ชัดแล้ว มาจากรัฐ Ondo, Edo และ Ebonyi แต่เขาเน้นว่าการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยในช่วงเวลานี้ของปี ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ เนื่องจากปัจจัยทางระบบนิเวศ

        เขากล่าวว่าศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินแห่งชาติ (EOC) จะประกอบด้วยตัวแทนจากสำนักจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ (NEMA), กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทแห่งชาติ, กระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, องค์การอนามัยโลก, ยูนิเซฟ, ศูนย์ป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา และพาร์ตเนอร์อื่นๆ

        ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา NCDC ได้จัดทีมเพื่อลงไปช่วยเหลือรัฐที่ได้รับผลกระทบจากไข้ลาสซา รวมถึง Dr. Osagie Ehanire รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งนำคณะผู้แทนระดับสูงเดินทางไปยังรัฐ Kano เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา หลังมีกรณีของพนักงานสาธารณสุขสองคนที่ติดเชื้อไข้ลาสซาและเสียชีวิต

        “นอกจากนี้ห้องปฏิบัติการ 5 แห่งในไนจีเรียมีความสามารถในการวินิจฉัยไข้ลาสซาที่เกิดขึ้นในไนจีเรียได้ ห้องปฏิบัติการเหล่านี้มีความสำคัญต่อการลดระยะเวลาระหว่างการวินิจฉัยกรณีผู้ป่วยที่น่าสงสัย และการยืนยันผล ทำให้มั่นใจได้ว่าการจัดการกับกรณีฉุกเฉินนี้ จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงได้” Dr. Chikwe Ihekweazu กล่าว

        ไข้ลาสซาถือเป็นโรคประจำถิ่นในไนจีเรีย และมีการบันทึกผู้ป่วยที่ติดเชื้อตลอดทั้งปี โดยไข้ลาสซาแพร่กระจายจากสัตว์จำพวกที่ใช้ฟันแทะ เช่น หนู ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายที่เกิดขึ้นในไนจีเรียและประเทศอื่นๆ ที่มีระบบนิเวศคล้ายคลึงกัน

        ไข้ลาสซาส่วนใหญ่ติดต่อผ่านสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย หรือสารคัดหลั่งอื่นๆ ของหนูที่ติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสกับเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และสารคัดหลั่งในร่างกายอื่นๆ ของผู้ติดเชื้อได้ด้วย ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดโรค ทางการจึงแนะนำให้ประชาชนทั่วไปหมั่นตรวจสอบให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสะอาดอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์จำพวกที่ใช้ฟันแทะ

        ส่วนผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยควรต้องเฝ้าระวังในระดับสูง เพราะไข้ลาสซามีอาการคล้ายคลึงกับโรคมาลาเรีย โดยอาการของผู้ป่วยจะมีไข้ และปวดหัว ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ควรระมัดระวังตามมาตรฐานการดูแลเมื่อต้องดูแลผู้ป่วย

 


ที่มา: https://guardian.ng/news/lassa-fever195-cases-29-deaths-confirmed-in-11-states-so-far-in-2020

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

a day BULLETIN Team

Where the Conversations Begin: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่