Xenophobia อาการเหยียดและเกลียดชาวต่างชาติ ชนวนความรุนแรงที่กำลังคุกคามชาวเอเชีย

Hot Issue
5 Mar 2020
เรื่องโดย:

adB Team

        ท่ามกลางจำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Xenophobia หรืออาการเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (ในบริบทนี้คือชาวเอเชีย) ก็กำลังเป็นลักษณะอาการที่ลุกลามและแพร่ระบาดเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น

        เคสที่ 1 คนไทย วัย 24 ปี ใช้ชีวิตที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาตั้งแต่อายุ 13 ปี ปัจจุบันทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ถูกวัยรุ่นชาวอังกฤษทำร้ายร่างกาย ชิงทรัพย์ และถูกเหยียดว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสโคโรนา

        เคสที่ 2 นักศึกษาชาวสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) ถูกกลุ่มวัยรุ่นชาวอังกฤษรุมทำร้ายร่างกาย และถูกเหยียดเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ขณะเดินเล่นบนถนนออกซ์ฟอร์ด (ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพนี้)

        เคสที่ 3 ผู้หญิงชาวเอเชีย ถูกชายผิวสีทำร้ายร่างกาย และถูกเหยียดว่าเป็นเชื้อโรค ภายในสถานีรถไฟใต้ดินนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพราะเธอสวมหน้ากากอนามัย

        นอกจากนี้หลายสำนักข่าวต่างประเทศยังได้รายงานประเด็นที่ชาวเอเชียตกเป็นเป้าให้ชาวตะวันตกหรือแม้กระทั่งชาวเอเชียด้วยกันเองทำร้าย และไม่ได้รับการต้อนรับ (ไม่ต่ำกว่า 30 ประเทศทั่วโลก) เพราะกลัวว่าจะนำเชื้อไวรัส COVID-19 มาเผยแพร่

        คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมโรคระบาดถึงเป็นชนวนปลุกเร้าอาการเกลียดกลัวให้เกิดขึ้นในระดับรุนแรงถึงขั้นเหยียดเชื้อชาติ เลือกปฏิบัติ และแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารังเกียจหรือไม่ยอมรับหากต้องอยู่ร่วมกับชาวเอเชีย

        นักจิตวิทยาสันนิษฐานว่า (ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงสำหรับกรณีนี้) ความหวาดกลัวลักษณะนี้เกิดจากความคิดขัดแย้งภายในบุคคล ร่วมกับการรับรู้จากสภาวะทางสังคม เช่น แรงงานต่างชาติ ความรู้สึกรุกล้ำ ความไม่มั่นคงในตัวเอง ปัจจัยเหล่านี้จะนำไปสู่อาการเกลียดชังในท้ายที่สุด จนกระตุ้นให้คนคนหนึ่งแสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่อต้านบางอย่างออกมาเพื่อเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยให้ตัวเอง

        หมายความว่า ยิ่งอยู่ภายใต้ในสถานการณ์คับขันที่บีบคั้นให้มนุษย์ต้องตัดสินใจเลือกทำอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจถึงขั้นดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากความยากลำบากที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นและความตายมากเท่าไหร่ มนุษย์จะเผยตัวตนหรือสันดานที่แท้จริงออกมามากเท่านั้น แม้ว่าจะต้องลดทอนคุณค่าหรือตัวตนความเป็นมนุษย์ของคนอื่นก็ตาม

        โรเบิร์ต ฟูลลิเลิฟ (Robert Fullilove) ศาสตราจารย์ประจำศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นอาการเกลียดกลัวชาวเอเชียกรณีไวรัสโคโรนาว่าคล้ายกับกรณีโรคระบาดในอดีต เช่น สถานการณ์โรคเอดส์หรือเชื้อเอชไอวีในช่วงยุค 1980 สิ่งสำคัญที่จะช่วยหยุดความรุนแรงและอาการเกลียดกลัวเหล่านี้คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับทุกๆ คน

        ส่วน คริสตัล วัตสัน (Crystal Watson) นักวิชาการจากศูนย์เพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพจอห์น ฮอปกินส์ มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นบทเรียนในอดีต เพราะในหลายๆ ครั้งต่อให้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง แต่คนจำนวนหนึ่งยังคงยึดถือความเชื่อทางศาสนา หรือใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล การแก้ไขในเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ทำความเข้าใจหรือเห็นอกเห็นใจเท่านั้น แต่คนที่ถูกกระทำอย่างชาวเอเชียต้องได้รับการเยียวยาด้วย และประเด็นสำคัญที่สุดคือ ตอนนี้ทุกคนไม่ว่าจะสัญชาติหรือเชื้อชาติอะไรก็ตามกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง การเหยียดและกีดกันจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ทั้งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม ทุกคนต้องร่วมมือและพึ่งพาอาศัยกันมากกว่า เพราะความร่วมมือจะทำให้ทุกคนผ่านวิกฤตไปได้

        ภายใต้ในสถานการณ์คับขันที่บีบคั้นให้มนุษย์ต้องตัดสินใจเลือกทำอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจถึงขั้นดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากความยากลำบากที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นและความตาย มนุษย์จะเผยตัวตนหรือสันดานที่แท้จริงออกมา

 


ที่มา:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่