ปมในใจของคนแอฟริกาใต้

Into Africa
25 Aug 2020
เรื่องโดย:

อาทิตย์ ประสาทกุล

ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีป มีภูมิประเทศสวยงามเต็มไปด้วยทุ่งโล่งสลับกับที่ราบสูงและเทือกเขาเป็นทิวริมชายฝั่งทะเล นอกจากจะโด่งดังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเมืองเคปทาวน์เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ซึ่งรวมถึงเพชร ทองคำและทองคำขาว การผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ การต่อเรือพาณิชย์ ผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวด้วย

        นอกจากที่ว่ามานี้ เรื่องโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของประเทศแอฟริกาใต้เห็นจะเป็นรูปแบบการปกครองบนแนวคิดแบ่งแยกชนชั้นจากสีผิว ที่เรียกว่า Apartheid (อะพาไทด์) ที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1948 และเพิ่งจบลงไปเมื่อไม่ถึง 30 ปีก่อน ในต้นทศวรรษ 1990 นี้เอง

        การปกครองแบบแบ่งแยกที่ผู้ปกครองเป็นคนผิวขาวและใช้อำนาจปกครองแบบเผด็จการ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า คนผิวขาวแม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่มีอยู่เพียงหยิบมือ จะต้องเป็นใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เหนือคนท้องถิ่นที่เป็นคนผิวดำที่มีอยู่เดิม และคนผิวสีมาจากชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา รวมทั้งคนอินเดียที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ หรือคนจีน

        ในภาษา Afrikaan ซึ่งเป็นภาษาของคนขาวที่มีรากศัพท์มาจากภาษาดัตช์ Apartheid แปลว่า การแบ่งแยก (seperateness หรือ apart-hood)

        ในช่วง ค.ศ. 1948-1950 รัฐบาลของคนขาวใช้แนวคิดนี้ในการปกครอง โดยเฉพาะการออกกฎหมายแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว กฎหมายแรกๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป้าประสงค์ทางการเมืองของผู้ปกครองคือการออกกฎหมายห้ามแต่งงานกันข้ามสีผิว และกฎหมายที่กำหนดว่าการมีสัมพันธ์ข้ามสีผิวถือเป็นการผิดศีลธรรม

        ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลคนขาวเจ้าของลัทธิการแบ่งแยกก็ได้ออกกฎหมายมาอีกฉบับเพื่อให้มีการสำรวจและทำสำมะโนประชากร แต่นั่นมิได้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูลเพื่อช่วยให้รัฐบาลกระจายทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น แต่มีไว้เพื่อแบ่งคนให้ชัดเจนตามสีผิวบนพื้นฐานของรูปลักษณ์ บรรพบุรุษที่สืบเสาะหาได้ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และรูปแบบการใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวสี และคนอินเดีย ซึ่งมีสถานะย่อยๆ อีกมาก

        การปกครองแบบ Apartheid นี้ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติมากมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการรับรองหรือดำเนินการโดยรัฐบาลด้วยซ้ำ โดยผ่านการออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย เช่น คนผิวดำจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในถิ่นที่เป็นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์กลางธุรกิจของคนขาว ไม่นับรวมว่าคนผิวดำจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือเปิดกิจการใดๆ ในถิ่นคนขาวได้

        …หากคนผิวสีดำจะต้องเข้าไปทำงานในถิ่นของคนผิวสีขาว ก็ต้องมีบัตรแสดงตัวที่ออกให้กับเฉพาะคนผิวสีดำเท่านั้น และจะต้องทำงานเฉพาะงานรับใช้เท่านั้น

        …คนผิวดำไม่สามารถเข้าโรงหนังที่อยู่ในเขตคนผิวขาวได้ (แต่ในเขตคนผิวดำก็ไม่มีโรงหนังตั้งอยู่สักโรง) หรือชายทะเลก็มีการแบ่งว่าหาดนี้เล่นได้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น ไม่นับว่าห้องน้ำยังต้องมีการแบ่งแยกกันเป็นธรรมดา

        ปมในใจและการเลือกปฏิบัติ และถูกกดขี่ภายใต้ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เริ่มแรกอาจจะเป็นที่ยอมรับและเกิดขึ้นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองยังไม่รับรู้หรือรู้เรื่อง แต่เมื่อคนผิวดำเริ่มได้รับการศึกษา สามารถอ่านออกเขียนได้ และเข้าถึงระบบและกระบวนการทางความคิดต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียม และความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปี

        คงไม่ต้องบอกเลยว่า ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะที่คนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นคนผิวขาวที่เป็นประชากรเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวได้รับโอกาสมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเช่นนี้จะลงเอยอย่างไร

        แม้ในวันนี้แอฟริกาใต้มีรัฐบาลที่มีคนผิวสีดำเป็นหัวหน้ารัฐบาลซึ่งเป็นผู้แทนของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่าเป็น Rainbow Nation เป็นประเทศที่มีประชากรประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายสีผิว ทั้งผิวสี ผิวขาว ผิวสีอื่นๆ ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมัครสมานสามัคคี

        …แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล Apartheid ก็ยังเป็นเรื่องในประวัติศาสตร์ที่ยังตามมาหลอกหลอน และเป็นปมในใจของคนแอฟริกาใต้ ที่ยังไม่รู้ว่าจะปะทุระเบิดขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ โดยเฉพาะในวันที่ความไม่เท่าเทียมกันและการกระจายทรัพยากรและรายได้ก็ยังเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงเช่นนี้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

อาทิตย์ ประสาทกุล

นักเขียนประจำคอลัมน์ Into Africa

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist