‘เปิดเมือง’ หรือ ‘ปิดเมือง’ เมื่อเคนยาจะต้องเลือกจัดการกับ COVID-19

Into Africa
10 Aug 2020
เรื่องโดย:

อาทิตย์ ประสาทกุล

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ที่ได้ระบาดหนักไปทั่วโลก ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ จะต้องตัดสินใจมีนโยบายภายใต้การเลือกว่าจะให้เหตุผล ‘ด้านสาธารณสุข’ หรือเหตุผล ‘ด้านเศรษฐกิจ’ มาก่อน 

        ในบรรดาการตัดสินใจของรัฐบาลประเทศต่างๆ ผมพบว่าการตัดสินใจของรัฐบาลเคนยา (ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงเป็นหลักหมื่นราย ถือเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดในแอฟริกาทั้งทวีป) นับเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก

        เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี อูฮูรู เกนยัตตา (Uhuru Kenyatta) ซึ่งได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ได้กล่าวแถลงการณ์กับประชาชน (วันที่ 6 กรกฎาคม 2563) มีใจความว่า “เคนยาจะต้องเผชิญกับสองทางเลือกที่ ‘ถูกต้องทั้งคู่’ ในกรณีของการจัดการกับวิกฤต COVID-19 โดยเฉพาะในการที่จะเปิดประเทศหรือไม่

        “…ฝ่ายหนึ่งมีข้อเสนอให้เปิดประเทศเพื่อที่จะรักษาเศรษฐกิจไว้ เพราะเรื่องทางสาธารณสุขเป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ แต่ในอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ก็เห็นว่า เคนยายังไม่พร้อมที่จะเปิดประเทศ เพราะจะทำให้เกิดการระบาดที่ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

        “…ในเรื่องนี้ รัฐบาลเคนยาได้ตัดสินใจว่า จะเลือกเหตุผลทางด้านสาธารณสุข เพราะเศรษฐกิจที่ถดถอยถือเป็นเรื่องที่จัดการได้ง่าย แต่เราไม่สามารถฟื้นคืนชีวิตให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากโรคระบาดนี้ได้”

        อย่างไรก็ดี เหตุผลทางด้านสาธารณสุขก็อาจไม่สู้กับเหตุผลทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่า ‘การท่องเที่ยว’ โดยเฉพาะซาฟารีของเคนยา ถือเป็นรายได้หลักของประเทศ คิดเป็นจำนวนมากถึงประมาณร้อยละ 10 ของ GDP ของประเทศ หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งถือเป็นอันดับ 3 ของแอฟริกาทั้งทวีป รองลงมาจากแอฟริกาใต้ และไนจีเรียเท่านั้น

        ในปีหนึ่งๆ เคนยามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากถึง 2 ล้านคน และมีการใช้จ่ายในประเทศรวมกันกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และได้ก่อให้เกิดการจ้างงานมากถึง 1.1 ล้านงาน ส่งผลสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

        ในช่วงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปีถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวซาฟารีของเคนยา เพราะเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศกำลังดีแบบปลายฝนต้นหนาว ฝูงสัตว์จำนวนมากได้อพยพจากทุ่งหญ้าในเขตแดนของแทนซาเนีย เข้ามาหากินในเคนยา จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวเรียกกันว่า ‘The Great Migration’ ที่ฝูงควายวิลเดอร์บีสต์ (wildebeast) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าตัวนู (gnu) อพยพเข้ามาเป็นล้านๆ ตัว ภาพจระเข้ลอยตัวนิ่งอยู่ในแม่น้ำแล้วกระโดดงับควายวิลเดอร์บีสต์ที่กำลังดันทุรังข้ามแม่น้ำเพื่อไปกินหญ้าในอีกฝั่งตามที่เราเห็นในสารคดี ก็เห็นได้บ่อยๆ ในช่วงเวลานี้

        หลายคนเรียกว่าการท่องเที่ยวซาฟารีคือการท่องเที่ยวแบบลุยแต่หรู หรือที่ฝรั่งเรียกว่า ‘luxury backpacking’ ที่ต้องลุย อยู่กลางดิน กินกลางทราย แต่ก็หรูหรา นอนในเต็นท์สบายมีห้องน้ำและน้ำอุ่นในตัว ตื่นเช้ามาก็มีชาร้อนๆ มาเสิร์ฟถึงหน้าเต็นท์ที่พัก กลางวันก็ออกนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อสบายๆ แม้แล่นกระโดกกระเดกไปดูสัตว์ป่าในธรรมชาติของทุ่งหญ้าสะวันนาอันกว้างใหญ่

        ประเทศที่มีรายได้หลักส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวอย่างเคนยา ก็คงจะใจแข็งเลือกป้องกันไม่ให้มีการเข้าประเทศเพราะระแวงกับเชื้อโรค COVID-19 ที่ผู้เดินทางและนักท่องเที่ยวอาจนำเข้ามาได้ไม่นาน

        เหตุผลทางเศรษฐกิจก็ต้องมีความสำคัญและจำเป็นไม่แพ้กัน

        ในที่สุด รัฐบาลเคนยาก็ได้มีมาตรการผ่อนคลาย โดยในวันที่ 1 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดประเทศ โดยอนุญาตให้มีเที่ยวบินระหว่างประเทศเดินทางเข้าออกเป็นปกติ ซึ่งผู้ที่เดินทางเข้ามาในเคนยาจะต้องมีใบรับรองว่าได้รับการตรวจแล้วไม่พบเชื้อ COVID-19 ภายในระยะเวลา 7 วันก่อนที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศ และก็ไม่ต้องกักตัวหากไม่พบว่ามีอาการหรือมีไข้สูงเมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน

        ใครว่าเรื่องปากท้องไม่จำเป็น และ COVID-19 ก็อาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนจะต้องตื่นตระหนกก็เป็นได้ อย่างน้อยก็ถือว่า รัฐบาลเคนยาก็ยังกลับตัวทัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

อาทิตย์ ประสาทกุล

นักเขียนประจำคอลัมน์ Into Africa

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist