Into Africa – คนรุ่นใหม่ของแอฟริกา

Into Africa
6 Mar 2020
เรื่องโดย:

อาทิตย์ ประสาทกุล

ใครว่าแอฟริกายังล้าหลังอยู่ ในฐานะคนเคยกินอยู่อาศัยหลับนอนในประเทศเคนยาและโมซัมบิก และพอได้มีโอกาสเดินทางไปในที่ต่างๆ ในทวีปแอฟริกา ผมขอตอบเลยว่าคงไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

        แม้ว่าในทุกวันนี้ จริงอยู่ที่แอฟริกายังเป็นทวีปที่ยากจนที่สุดเมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ ในโลก สิบอันดับรั้งท้ายของประเทศที่คนมีรายได้ต่ำที่สุดหรือจนที่สุด มากกว่าครึ่งหนึ่งก็เป็นทวีปในแอฟริกา รายได้ต่อหัวของประชากรของประเทศที่จนที่สุดในแอฟริกา คือประเทศเซ็นทรัลแอฟริการีพับบลิกและโซมาเลีย อยู่ที่ราว 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัวหรือต่ำกว่านั้น เทียบกับไทยที่มีรายได้ต่อหัวประชากรจำนวนกว่า 6,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว มากกว่ากันถึง 10 เท่า  

        คนรุ่นใหม่ในทวีปแอฟริกาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากผิดกับทวีปอื่นๆ ที่กำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่มีประชากรสูงวัย คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้แอฟริกาก้าวไปข้างหน้า ในแอฟริกามีหนุ่มสาวในวัย 15-24 ปี อยู่มากถึง 226 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนในวัยเดียวกันของทั้งโลก ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2030 คาดการณ์ว่าประชากรวัยหนุ่มสาวที่ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณครึ่งหนึ่งหรืออีกหนึ่งร้อยกว่าล้านคน

        ในทวีปแอฟริกาเอง คนหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี มีจำนวนมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดทุกช่วงอายุ

        ภาพโครงสร้างประชากรดังกล่าวช่วยฉายภาพให้เราเห็นว่า นับต่อจากนี้ทวีปแอฟริกาจะเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยศึกษาเรียนรู้ซึ่งจะก้าวสู่วัยทำงาน ในขณะที่ประชากรในยุโรป อเมริกาและเอเชีย กำลังเข้าสู่การสูงวัย แม้คนสูงวัยจะเป็นคนรุ่นหนุ่มสาวที่ได้เคยสร้างชาติและสังคมให้รุ่งเรืองโชติช่วงมาก่อนหน้านี้แล้ว

        ไม่แตกต่างกัน การเพิ่มขึ้นของคนวัยหนุ่มสาวซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่พอจะได้รับการศึกษา เติบโตมาในยุคที่พอเข้าถึงเทคโนโลยี ข่าวสารและความรู้ได้ กำลังบอกเราว่า คนรุ่นใหม่ของแอฟริกาเป็นกำลังและความหวังของคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นปู่ย่าตายายที่ต้องผ่านความขื่นขมของการถูกปกครองภายใต้อาณานิคมตะวันตก หรือคนรุ่นพ่อแม่ที่เติบโตขึ้นในยุคที่ประเทศในแอฟริกาส่วนใหญ่ทะเลาะกันเองหลังจากที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นเอกราช

 

        การที่ได้ใช้ชีวิตไปๆ มาๆ อยู่ในทวีปแอฟริกาอาจพอทำให้ได้พบปะพูดคุยสุงสิงกับคนหนุ่มสาวของแอฟริกาบ้าง หากไม่นับชาวต่างชาติที่มาทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้คนในแอฟริกาอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือคนรวย คนรายได้น้อยมาก และคนที่พอมีรายได้มั่นคงซึ่งพอจะเรียกได้ว่าเป็นคนชั้นกลาง คนกลุ่มแรกและคนกลุ่มหลังเป็นคนรุ่นใหม่ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและเป็นพลังขับเคลื่อนแอฟริกาให้แตกต่างจากที่เป็นอยู่

        สำหรับคนหนุ่มสาวที่เกิดมาในครอบครัวที่โชคดีนั้นส่วนใหญ่ร่ำรวยมาจากการที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเคยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำที่เคยลุกขึ้นมาสร้างชาติที่เป็นเอกราชหลังจากยุคอาณานิคม หรือเป็นลูกหลานของอดีตเจ้าอาณานิคมที่ไม่ได้กลับประเทศหลังจากรัฐบาลให้เอกราชแก่ประเทศนั้นๆ แล้ว พวกเขามักจะได้รับการศึกษาดีที่สุดไม่ว่าจะในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา บางคนก็ไปศึกษาในประเทศที่มีการศึกษาที่ดีกว่าและพูดภาษาเดียวกัน เช่น คนที่อยู่ในโมซัมบิกซึ่งพูดโปรตุเกสก็ส่งลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำในโปรตุเกสหรือบราซิล คนเหล่านี้ในวัย 40-50 ปี ก็กำลังกลับมาสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง หรือร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติต่างๆ ที่เข้ามาแสวงหาโอกาสโดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุต่างๆ ก๊าซธรรมชาติ หรือน้ำมัน

        คนหนุ่มสาวที่เป็นลูกหลานคนรวยเหล่านี้พูดและใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ที่อาจเป็นภาษาราชการของประเทศที่ตัวเองอยู่ได้คล่อง การได้มีโอกาสไปเห็นโลกที่พัฒนาแล้วอาจช่วยทำให้เห็นโอกาสโดยเฉพาะช่องทางทางธุรกิจดีกว่าคนอื่น เครือข่ายของครอบครัวก็มีความสำคัญที่ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจหรือผู้ถือใบอนุญาตหรือสัมปทานต่างๆ ได้โดยง่าย ที่สำคัญที่สุด คนกลุ่มนี้มักจะกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง อาจไม่ใช่เพราะความรักชาติแต่เพราะโอกาสมากมายที่รออยู่และการแข่งขันที่ไม่รุนแรงเท่ากับที่อื่นๆ

 

        คนรุ่นใหม่ที่มีภูมิหลังจากครอบครัวที่ร่ำรวยและมีโอกาสมากมายนี้ อาจไม่น่าสนใจเท่ากับคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวที่อาจพอจะเรียกได้ว่าเป็นชนชั้นกลางในแอฟริกา

        แม้ว่าอาจยังถือว่าชนชั้นกลางในแอฟริกายังมีอยู่เป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับคนรวยกับคนจน – ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาใหญ่ของแอฟริกา แต่คนกลุ่มนี้ก็กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในวันนี้ คนชั้นกลางในแอฟริกาที่มีการจับจ่ายใช้สอยเฉลี่ยวันละ 2-20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน มีอยู่ประมาณ 123 ล้านคน หรือคิดเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ของประชากร 1,200 ล้านคนในแอฟริกา และมีการคาดการณ์ต่อว่า ในระยะเวลาไม่เกิน 40 ปีข้างหน้า หรือก่อนปี 2060 ชนชั้นกลางจะเพิ่มเป็นมากถึง 1,100 ล้านคน เป็นสัดส่วนมากเกือบครึ่งหนึ่งของประชาชนก่อนทั้งทวีปในช่วงเวลาเดียวกัน

        คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้มาจากครอบครัวที่พ่อแม่มีอาชีพรับจ้าง แม้เป็นแรงงานไม่มีฝีมือ แต่พอมีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง กอปรกับสภาพการเมืองของประเทศต่างๆ ในช่วง 30-40 ปีหลังของหลายประเทศในแอฟริกาก็มีเสถียรภาพขึ้น เป็นสองปัจจัยสำคัญที่พอจะทำให้พวกเขาส่งลูกเข้าเรียนจนสามารถอ่านออกเขียนได้ แม้พวกเขาจะไม่ได้ร่ำเรียนในระดับมหาวิทยาลัย แต่ส่วนใหญ่ก็จบการศึกษาระดับที่เทียบเท่ากับชั้นมัธยมตอนต้นหรือชั้นมัธยมตอนปลาย พวกเขาจึงสามารถเข้าตลาดแรงงานได้แทบจะทันทีเมื่อเรียนจบแม้งานที่ได้รับจะเป็นงานธรรมดาๆ อย่างพนักงานทำความสะอาด คนขับรถ หรือเสมียนในบริษัทห้างร้าน

        แม้ว่าอาจยังไม่มีความรู้หรือทักษะการทำงาน สื่อสารหรือใช้ภาษาได้ดีหรือมากเท่ากับลูกหลานคนร่ำรวยที่มีโอกาส แต่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เหล่านี้มีความฝัน ความหวัง และพลัง – ซึ่งเป็นความฝัน ความหวัง และพลังที่รุนแรงเสียด้วย พวกเขารู้ดีว่าคนรุ่นปู่ย่าตายายและรุ่นพ่อแม่ผ่านอะไรมาบ้าง และมีความทุกข์ทรมานโดยเฉพาะจากความยากจนเช่นไร โลกสมัยใหม่ที่ทำให้เขาสามารถวาดภาพและคิดฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าได้เป็นพลังสำคัญที่ทำให้เขากล้าที่จะมีความฝันและมีความหวังที่จะดีขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน

        ผู้คนในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นประชากรในวัยแรงงานและกำลังใช้ชีวิตต่อสู้กับโชคชะตาแบบยิบตาเพื่อให้ได้ซึ่งรายได้และความก้าวหน้าในชีวิตเป็นชนชั้นกลางนี่ละ ที่จะเปลี่ยนภาพแอฟริกาที่เราเคยเข้าใจและเห็นอยู่ในทุกวันนี้ให้เป็นอีกแบบหนึ่งโดยไม่นานเกินรอ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

อาทิตย์ ประสาทกุล

นักเขียนประจำคอลัมน์ Into Africa

ภาพโดย

erdy

Illustrator