ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับคนผิวดำในอเมริกา

Into Africa
10 Jun 2020
เรื่องโดย:

อาทิตย์ ประสาทกุล

กระแสโลกที่กำลังร้อนแรงแซงโรคระบาด เห็นจะเป็นเรื่อง ‘การต่อต้านการเหยียดสีผิว’ โดยเฉพาะการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนผิวดำ ดังที่เกิดขึ้นหลังจากกรณีการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) ในสหรัฐฯ จนเกิดเป็นแฮชแท็กยอดฮิตอย่าง #SaveBlackLives และ #BlackLivesMatter 

        ประเด็นที่ว่านี้ชวนให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า ‘คนผิวดำ’ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรปนั้นมาจากไหนกันแน่? 

        เราอาจนึกไม่ถึงว่า ‘การย้ายถิ่น’ หรือ migration ของผู้คนนั้นถือเป็นปัจจัยและเหตุการณ์สำคัญมากในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว 

        เราอาจจะพอจินตนาการได้ถึงการย้ายถิ่นโดยธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเดินเท้า (ที่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเดินทาง) และเป็นไปตามสัญชาตญาณการดิ้นรนของมนุษย์ผู้พยายามแสวงหาแหล่งที่อยู่อาศัยที่ดีกว่า ปราศจากภัยอันตราย และมีอาหารอุดมสมบูรณ์ 

        เราอาจจะพอทราบว่า คนท้องถิ่นดั้งเดิมในทวีปอเมริกาทั้งในอเมริกากลางและใต้ หรือในสหรัฐอเมริกา ไม่น่าจะมีสีผิวดำ (และผิวขาวด้วย!) เป็นแน่แท้ 

        เราอาจเคยอ่านผ่านตามาบ้างแล้วว่า คนผิวขาวเพิ่งย้ายถิ่นเข้ามาเบียดเบียนคนท้องถิ่นที่หน้าตาแบบอินเดียนแดง ผิวเหลืองแดง ตาตี่ และมีผมดำแกมน้ำตาล

        แม้การย้ายถิ่นของผู้คนที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่กระแสโลกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเราทุกคนที่อยู่ร่วมประวัติศาสตร์ในตอนนี้ไม่อาจละเลยที่จะหันมาทำความเข้าใจประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีการย้ายถิ่นโดยบังคับที่เกิดขึ้นกับคนในแอฟริกา ที่ต้องย้ายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังทวีปอเมริกา ทั้งในอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ ซึ่งเป็นดินแดนที่เพิ่งค้นพบใหม่ของชาวยุโรปในต้นศตวรรษที่ 15 ผ่านการค้าขายทาส

        คนผิวดำที่เคยถูกกดขี่ เช่น ทาสของคนผิวขาว และคนผิวดำนั้นไม่ได้มาจากไหนอื่น (นอกจากทวีปแอฟริกา) นั่นแปลว่าคนผิวดำที่อาศัยเป็นประชากรคนท้องถิ่นของนานาประเทศทั่วโลกก็ล้วนมีบรรพบุรุษมาจากทวีปแอฟริกาทั้งสิ้น

        ชาวแอฟริกากว่า 3.5 ล้านคน เป็นทาสที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งซื้อขายมาจากผู้ปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส อังกฤษ สเปน และดัตช์ ถูกนำขึ้นเรือดั่ง ‘สินค้า’ เพื่อเข้าไปใช้แรงงานโดยเฉพาะในไร่กาแฟ ยาสูบ อ้อย และฝ้าย ในดินแดนที่ค้นพบใหม่ โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาและหมู่เกาะในแคริบเบียน

        การค้าขายและเคลื่อนย้ายทาสชาวแอฟริกันผิวดำเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลาหลายร้อยปี (ว่ากันว่าตั้งแต่ ค.ศ. 1525 ถึง 1866 เลยทีเดียว) ในยุคแรกๆ เจ้าอาณานิคมโปรตุเกสนำทาสชาวแอฟริกันไปเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันเราจึงอาจเห็นคนบราซิลผิวดำอาศัยอยู่โดยเฉพาะในดินแดนชายฝั่ง เช่น ในรัฐบาเอีย (Bahia) หรือในประเทศเล็กๆ ในทะเลแคริบเบียนในช่วงแรก และต่อมา ในราว ค.ศ. 1619 ที่ชาวยุโรปได้เริ่มนำคนแอฟริกันผิวดำไปใช้แรงงานในแปลงเกษตรและเป็นคนใช้ในบ้านในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่และชาวยุโรปก็ย้ายเข้าไปแสวงหาโชค

        การค้าขายทาสไปยังทวีปอเมริกาเป็นส่วนหนึ่งของการค้าผ่านเส้นทางเดินเรือเป็นสามเหลี่ยมจากยุโรปมาแอฟริกา แล้วไปยังอเมริกาก่อนที่จะกลับมาที่ยุโรปอีกครั้ง 

        ในขาแรก เรือออกจากท่าเรือในยุโรปไปยังทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันตก ขนสินค้าเช่นทองแดง ผ้าทอ ลูกปัด ปืนและลูกปืน เพื่อไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับ ‘ทาส’ ซึ่งจะถูกบรรจุในเรือขนสินค้าแล้วเดินทางต่อไปยังท่าเรือในทวีปอเมริกา หรือ ‘โลกใหม่’ (New World) ที่เพิ่งถูกค้นพบของชาวยุโรป ซึ่งเมื่อขนทาสลงจากเรือและล้างทำความสะอาดเรือขนส่งแล้ว ก็จะบรรทุกสินค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตร เช่น น้ำตาล เหล้ารัม กากน้ำตาล ยาสูบ และเส้นใยพืชต่างๆ กลับไปยังยุโรป

        การเดินเรือในขาที่สองจากทวีปแอฟริกาไปยังอเมริกานั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างสาหัส (ในภาษาสมัยใหม่อาจเรียกได้ว่า ‘ไร้มนุษยธรรม’) เพราะมนุษย์ชาวแอฟริกาหลายร้อยคนจะถูกนำลงเรือเพื่อเดินทางข้ามมหาสมุทร ด้วยสภาพที่แออัดยัดเยียดราวกับอยู่ในกรงขัง ดังนั้น โรคภัยไข้เจ็บนานาชนิด ทั้งโรคหัด อหิวาตกโรค ไข้หวัด จึงคร่าชีวิตผู้คนเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ยังไม่ต้องพูดถึงสภาพการรวบรวม ซื้อขาย และขนส่งทาสชาวแอฟริกันที่ทำกันยิ่งกว่าสินค้า หรือราวกับหมูหมา ซึ่งผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าใช้อาวุธขู่บังคับไล่ต้อนและรวบรวมผู้คนท้องถิ่นจากดินแดนในทวีปแล้วออกเดินเท้าพร้อมโซ่ตรวนไปยังเมืองชายฝั่ง เมื่อถึงแล้วก็ต้องถูกขังไว้เพื่อรอวันที่จะถูกนำมาออกมาประมูลโดยพ่อค้าทาส

        ความเจ็บปวดและปมในใจของคนแอฟริกันผิวดำเหล่านี้อาจถูกส่งต่อกันมาจากบรรพบุรุษที่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในดินแดนใหม่ในทวีปอเมริกาก็เป็นได้ เมื่อสิ่งแวดล้อมหรือมีเหตุการณ์ใดๆ ที่เอื้อให้ปมในใจและความเจ็บปวดที่ฝังซ่อนอยู่ปะทุขึ้นมา แทบทุกครั้งก็มักจะกลายเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ และที่เกิดขึ้นล่าสุดในนาม #SaveBlackLives ในตอนนี้ 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

อาทิตย์ ประสาทกุล

นักเขียนประจำคอลัมน์ Into Africa