Stumptown Rwanda Huyn Mountain

Koffee Kult
28 Nov 2021
เรื่องโดย:

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

        ในแวดวงกาแฟคลื่นที่ 4 ชื่อของสตัมป์ทาวน์ (Stumptown) น่าจะเป็นชื่อหนึ่งที่คนนึกถึง แต่จริงๆ นี่เป็นกาแฟที่เปิดมาแล้วกว่า 20 ปีแล้ว ความสำเร็จของสตัมป์ทาวน์ ส่วนหนึ่งมาจากการคัดเลือกเมล็ดเองคั่วเองขายเองอย่างขมีขมันเอาจริงเอาจัง 

        การหยิบเอากาแฟจากรวันดามาขายก็เป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายของแบรนด์ เนื่องจากอย่างที่เรารู้กันว่ารวันดามีปัญหาในประเทศมาก แต่ในความวุ่นวายนี้หากจะมองหาเรื่องดีๆ สักเรื่องก็กาแฟนี่แหละที่โดดเด่นเหลือเกิน เพราะนี่เป็นกาแฟจากเทือกเขา Huyn แหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของรวันดา สูงเกือบ 8,000 ฟุต ลักษณะเด่นของที่นี่ก็คือเป็นแหล่งน้ำแร่ ฉะนั้น กาแฟที่นี่ก็จะได้น้ำแร่ตามธรรมชาติที่อยู่ใต้ดินไปด้วย แต่ชาวไร่ปลูกกาแฟได้ปริมาณของกาแฟไม่มากนักในแต่ละปี 

        สตัมป์ทาวน์ทำงานร่วมกับชาวไร่ที่นี่มากว่า 9 ปีแล้ว โดยรับซื้อกาแฟโดยตรง นำมาคั่ว กาแฟถุงนี้ผ่านกรรมวิธี houney process จากนั้นเอาไปคั่วในถังไม้เบอร์เบินซึ่งเคยหมักเหล้ามาแล้ว รสชาติที่ได้ มีทั้งกลิ่นเมล่อนบางๆ มีทั้งสิ่งของไม้สนและน้ำผึ้งหน่อยๆ แนะนำว่าบดละเอียดนิดนึง ชงผ่านน้ำให้กาแฟค่อยๆ ไหลลงมา ขมๆ หวานๆ ปนกันไปครับ


“กาแฟแย่ๆ ก็ยังดีกว่าไม่มีกาแฟ” 

-เดวิด ลินช์ (David Lynch) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน  

อเมริกาผู้บ้ากาแฟที่สุดในโลก 

        อเมริกากับกาแฟเป็นของคู่กัน แม้ว่ามันไม่ใช่เครื่องดื่มที่เกิดมาพร้อมกับประเทศนี้ แต่ก็ต้องบอกว่ากาแฟมีส่วนสำคัญมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างสัญลักษณ์ของชนชั้นกลางขึ้นมา ที่สำคัญอเมริกาเป็นประเทศที่สร้างค่านิยม เรื่องการชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน (เรื่องนี้เอาไว้มีเวลาจะมาเล่าให้ฟังครับว่า เราเปลี่ยนจากการดื่มกาแฟที่ร้านมาชงเองที่บ้านได้อย่างไร) เช้าๆ ก่อนออกไปทำงานก็ต้องถามหากาแฟสักแก้ว ไปไหนมาไหนนึกอะไรไม่ออกก็สั่งกาแฟไว้ก่อน ความเหนียวแน่นของคนอเมริกันต่อเครื่องชนิดนี้ ทำให้การดื่มของคนอเมริกันสะท้อนแนวโน้มของธุรกิจกาแฟของโลกได้เลยทีเดียว อุตสาหกรรมกาแฟของอเมริกาขยับไปทางไหน โลกก็คงต้องหันตัวตามไปทางนั้น

        ว่าแล้วก็เลยหยิบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจของธุรกิจกาแฟในสหรัฐอเมริกาช่วงปี 2020-2021 มาฝาก ถือเป็นปีที่น่าตื่นเต้นและท้าทายของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในสหรัฐฯ เพราะนี่คือประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากการระบาดของโควิด-19 มากที่สุดในโลก โดนมาหลายระลอกมาก แต่สหรัฐฯ ก็เป็นประเทศที่ปรับตัวได้เก่งและเร็ว โดยเฉพาะคนในธุรกิจกาแฟซึ่งก็เรียกว่าดิ้นสู้กันน่าดู

        สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจกาแฟที่คิดว่าน่าจะแย่ กลับกลายเป็นว่าไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดนะครับ การเก็บข้อมูลครั้งนี้ทำโดยหน่วยงานที่ชื่อ NCA-National Coffee Association USA พบว่าคนอเมริกันมีแนวโน้มการดื่มกาแฟมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2015 คือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 5% 

        7 ใน 10 คนของอเมริกันวัยผู้ใหญ่ดื่มกาแฟเป็นประจำอย่างน้อยๆ หนึ่งแก้วทุกสัปดาห์ และมีมากถึง 62% ที่ดื่มทุกวัน และปริมาณการดื่มนั้นก็ไม่น้อยนะครับคือราวๆ 3 แก้วต่อวัน ส่วนมากหากเป็นนักดื่มรุ่นเก่าจะดื่มตอนเช้า แต่ 7 ใน 10 คนของนักดื่มวัยรุ่นช่วงอายุ 18-24 ปีจะชอบดื่มหลังจากอาหารกลางวันอีกหนึ่งแก้ว (คาดว่าน่าจะมาจากการตื่นสาย) 

        สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันคนที่ทำกาแฟดื่มเองที่บ้าน กับคนที่ซื้อกาแฟดื่ม มีสัดส่วนที่สูสีกันมากกล่าวคือคนที่ซื้อกาแฟดื่ม อยู่ที่ประมาณ 48% ส่วนคนที่ทำกาแฟเองที่บ้านอยู่ที่ราว 50% ในจำนวนนั้นครึ่งหนึ่งมีคนสำราญกับชงกาแฟแบบไม่ใช้เครื่อง อาจชงแบบดริปบ้าง แบบเฟรนช์เพรสบ้าง ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งใช้เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ

        แม้ว่าคนอเมริกันมักจะโดนดูถูกเรื่องของรสนิยมการดื่มกาแฟว่าแย่ โดยผู้นำของการดูหมิ่นนี้ก็ไม่ใช่ใคร แต่มาจากฝั่งยุโรปนั่นเอง พวกเขาบอกว่าอเมริกาโนของคนอเมริกันนั้นเหมือนน้ำล้างกาแฟมากกว่ากาแฟ แต่กระนั้นก็ว่าไม่ได้นะครับ เพราะจากการสำรวจก็พบว่า คนอเมริกันนิยมดื่มกาแฟเกรดพรีเมียม หรือให้ความสำคัญกับเมล็ดกาแฟมากถึง 60% เรียกว่าสัดส่วนของคนที่ดื่มกาแฟโรบัสต้านั้นน้อยกว่าอาราบิกา

        ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็พบว่าคนอเมริกันไม่ได้ดื่มน้อยลงนะครับ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะร้านกาแฟก็ปรับตัวเช่นกัน ในการส่งกาแฟไปตามบ้าน ไม่ก็ให้บริการแบบลดการสัมผัสอยู่แล้วบนแอพลิเคชันอย่างสตารบัคส์ ซึ่งเริ่มมาก่อนใครเพื่อน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการบริโภคกาแฟของคนอเมริกัน ไม่ได้ลดลงสักเท่าไหร่ แต่กลายเป็นผลดีกับร้านกาแฟแบบร้านเพื่อนบ้านหรือร้านสำหรับชุมชน ที่กลายเป็นแหล่งที่คนไปซื้อหากาแฟมากขึ้น เพราะไม่ได้ออกไปทำงาน ไม่ได้เดินทางไปไหนไกลกว่าจากละแวกบ้าน ทำให้ธุรกิจร้านกาแฟเล็กๆ ตามหัวมุมถนนนั้นเติบโต 

        คนอเมริกันส่วนมากก็ยังนิยมดื่มกาแฟในแบบคลาสสิกนะครับ คือกาแฟร้อน คาปูชิโน ลาเต้ ยังเป็นเครื่องดื่มที่คนนิยมดื่ม โดยพบว่าคนในฝั่งตะวันตกยินดีจ่ายเงินค่ากาแฟมากกว่าคนในแถบอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา กาแฟโคลด์บรูว์ ก็ขายดีในฝั่งตะวันตกมากกว่าฝั่งอื่นๆ ของสหรัฐฯ สว่นคนทางใต้นิยมสั่งกาแฟเย็นมากกว่าคนส่วนอื่นๆ ของประเทศ 

        แล้วเชื้อชาติกับการสั่งกาแฟล่ะ มีผลไหม 

        รสนิยมของคนแต่ละเชื้อชาติในสหรัฐฯ เขาสั่งกาแฟแตกต่างกันหรือไม่ NCA เขาก็ไปเก็บมานะครับ แล้วก็พบว่าคนเชื้อสายฮิสแปนิก หรือเชื้อสายสเปน นิยมดื่มเครื่องดื่มที่เป็นเอสเพรสโซมากที่สุด ส่วนลาเต้เป็นที่นิยมในหมู่คนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย แต่ทั้งหมดทั้งมวลมีสิ่งที่คนดื่มกาแฟในอเมริกันเห็นพ้องต้องกันก็คือ กว่าครึ่งพวกเขาให้ความสำคัญกับแบรนด์กาแฟที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การค้าอย่างเป็นธรรม (fair trade) กับเจ้าของไร่กาแฟ ต้องบอกว่าสตาร์บัคส์เขาปูทางเรื่องนี้มาดี จนเกิดเป็นค่านิยมของการดื่มกาแฟของคนอเมริกัน และอีกอย่างที่สตาร์บัคส์ให้เป็นมรดกไว้ก็คือ ‘คั่วกลาง’ คือความเข้มของการคั่วกาแฟที่คนอเมริกันโปรดปราน


คอลัมน์สำหรับอ่านแกล้มกาแฟ ยามเช้า สาย หรือจะบ่ายๆ ก็ยังได้ Koffee Kult’ ว่าด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจของกาแฟในแง่มุมต่างๆ พร้อมพาคุณไปเปิดถุงกาแฟประจำสัปดาห์จากนักเขียนผู้สะสมถุงกาแฟและรักการดื่มของขมเป็นชีวิตจิตใจ

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

จบปริญญาโทด้านมานุษยวิทยา ชีวิตผกผันมาทำงานด้านสื่อสารมวลชนมากว่า 20 ปี ก่อนมีโอกาสได้ลองมาทำงานด้านการตลาดและแบรนด์ ปัจจุบันเป็น CMO ของบริษัทแห่งหนึ่ง และร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทรับผลิตเนื้อหาให้กับแบรนด์ ทำเพจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกิน เจ้าของผลงาน 'Coffee Backpacker' สนใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เกี่ยวโยงกับแง่มุมมานุษวิทยาทุกรูปแบบ