‘As if it’s the last’ ราวกับว่ามันเป็นครั้งสุดท้าย ความสุขง่ายๆ ที่สร้างได้ในเดือนสุดท้ายของปี

Live, Learn, Love!
28 Nov 2019
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

ในดินแดนแห่งความจริงทุกอย่างเปลี่ยนผัน

และโชคชะตากับคนเรา ไม่เคยได้คุยกัน

มันไม่ยอมบอกให้ใครรู้ก่อน ว่าจะเสียอะไรไปเมื่อไร

 

อย่างวันนั้น ฉันไม่รู้จริงๆ ว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายที่ได้เจอกัน

เธอกับฉัน จะไม่ได้พบกันต่อไป

 

ถ้าหากเพียงได้รู้ว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย

ฉันก็คงทำได้ดีกว่าแค่พูดทักทาย

แต่เพราะฉันไม่รู้ ความรู้สึกที่ควรจะอยู่ในประโยคสุดท้าย

เธอไม่เคยได้ยิน1

 

        ความรู้สึกเสียดายต่อสิ่งที่ไม่เคยพูดไปในประโยคสุดท้าย วันสุดท้าย ไม่ได้ปรากฏแค่ในบทเพลงรัก หากเป็นหนึ่งในความสนใจทางด้านจิตวิทยาว่าทำไมนะ ทำไม ทำไมความรู้สึกเสียดายถึงมีพลังนักหนา ทำไมคำว่า “ถ้าหากได้รู้…” “ถ้าหากได้ทำ…” “ถ้าหากได้บอกออกไป…” ถ้า-ถ้า-ถ้า คำที่แสดงให้เห็นว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ กลับไม่ช่วยอะไร มีแต่ยิ่งเสียดายมากขึ้นทุกที

        ความรู้สึกเสียดายไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง หากมีผลการศึกษามากมายแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะอยู่ในวัฒนธรรมไหน ศาสนาใด เชื้อชาติอะไร ความรู้สึกเสียดายมีความเป็นสากล และคนเรามักจะเสียดายกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากที่สุด

        นี่ไม่ใช่การค้นพบใหม่เลย เราต่างได้ยินประโยคที่ว่า “เสียดายที่ไม่ได้ทำ” อยู่เสมอ คำถามคือเพราะอะไรกัน ทำไมเราถึงยังไม่ลงมือทำ

        หรือจะเปลี่ยนคำถามใหม่ — แล้วจะทำอย่างไร เราถึงจะลงมือทำในสิ่งที่เราอยากทำเสียที

 

        ซอนญ่า (Sonja Lyubomirsky) อาจารย์ภาควิชาจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียผู้ที่ไม่ได้แค่สอน หากชอบทดลองวิธีการใหม่ๆ ว่าในแต่ละวันผู้คนจะสามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้นได้อย่างไร ด้วยวิธีการง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกิจวัตรบางอย่างจนติดเป็นนิสัย เช่น การหายใจห้านาทีระหว่างวัน หรือแม้กระทั่งการ ‘จำลอง’ ว่านี่อาจเป็นเดือนสุดท้าย สัปดาห์สุดท้าย หรือวันสุดท้ายของคุณในการอยู่ในเมืองนี้ ที่ทำงานนี้ หรือกับคนคนนี้

        ซอนญ่าทดลองเทคนิคนี้กับกลุ่มตัวอย่าง 140 คน โดยให้จินตนาการถึงสถานการณ์บางอย่างราวกับว่าจะนี่เป็นครั้งสุดท้าย (as if it’s the last…) และให้ผู้ทดลองจดบันทึกว่าในแต่ละวันพวกเขาทำอะไร และรู้สึกว่ามีอะไรต่างไปจากเดิม2

        สมมติฐานข้อหนึ่งคือผู้คนจะรู้สึกหดหู่กับการรับรู้ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย แต่ผลการทดลองปรากฏว่าพวกเขากลับมีความสุขมากขึ้นในช่วงเวลา ‘สุดท้าย’ นั้น เพราะได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในกิจกรรมที่อยากทำมานาน และหลายคนเลือกใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อน คนรัก รวมถึงคนสำคัญทั้งหลายในชีวิต

        เมื่อคุณมองชีวิตใหม่และคิดว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตที่จะได้ทำสิ่งเหล่านี้ อยู่ตรงนี้ มันทำให้คุณชื่นชมสิ่งที่มีอยู่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก งาน หรือเพื่อนบ้าน

        เหนือสิ่งอื่นใด มันคือการได้ใช้เวลากับคนที่สำคัญกับคุณจริงๆ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ ได้รู้สึกดื่มด่ำกับประสบการณ์หรือกับคนตรงหน้าอย่างเต็มที่

        ในทางตรงกันข้าม หากผู้ทดลองมองว่าทุกสิ่งล้วนไร้ความหมายในการจะพยายามใดๆ ต่อไป ปล่อยให้เวลาผ่านเลยจนวันสุดท้ายมาถึง นอกจากจะทำให้ความโศกเศร้าในช่วงเวลานั้นถาโถมหนักขึ้น ยังดูจะเร่งวันสุดท้ายให้มาถึงเร็วขึ้นด้วย

        ไม่ใช่ความรับรู้ว่าจะต้องตายจากไปหรอกที่ส่งผลต่อความเศร้า แต่คือการยอมพ่ายแพ้ต่อชีวิตและความหมดใจในการมีชีวิตต่อไปต่างหากที่ทำให้จิตใจนั้นแย่ลง

 

        จอห์น ลีช (John Leach) นักวิจัยด้านประสาทวิทยาค้นพบว่าความรู้สึกยอมแพ้หมดหวัง ส่งผลต่อการทำงานของสมองในส่วน frontal-subcortical circuits ที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเมื่อส่วนนี้ทำงานผิดปกติหรือขาดแรงจูงใจต่อชีวิต สมองก็จะหลั่งโดปามีน—สารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่สร้างความรู้สึกพอใจ—ในระดับที่ลดลงเช่นกัน3

 

วันเวลาที่ดีๆ เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ

มันก็ทำให้เราลืมว่าต้องจบลงสักวัน

ทั้งที่มีโอกาสทำทุกอย่าง ที่ใจคิดตั้งมากมาย

แต่ว่าฉันก็ไม่เคยได้ทำ เพราะคิดว่าทำมันเมื่อไรก็ได้…

 

        ล่วงเข้าเดือนสุดท้ายของปีแล้ว จริงอยู่ที่ปีหน้าฟ้าใหม่ย่อมมาถึง ปีหน้าที่เราก็จะตั้งเป้าหมายชีวิตกันอีกครั้ง มีความปรารถนา ความฝันใหม่ๆ ให้วิ่งตาม แต่ถ้าจะปล่อยเดือนสุดท้ายนี้ให้ผ่านไป ยอมจำนนกับมันเพราะคิดว่ามันก็เป็นแค่เดือนสุดท้ายของปี ป่วยการ ไร้ความหมายที่จะพยายามในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราก็อาจสูญเสียโอกาสในการใช้ชีวิตในช่วงนี้ให้เต็มที่

         เพราะแม้ว่าจะเป็นเดือนสุดท้ายของปี แต่เราไม่มีวันรู้หรอกว่าชีวิตจะมีเดือนใหม่ให้ได้ใช้จริงๆ หรือไม่

        ท่ามกลางความไม่รู้ ความไม่แน่นอนมากมาย สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ ที่นี่ กับคนตรงหน้านี้ คือทำสิ่งดีๆ ทุกสิ่งที่อยากทำ รักเท่าที่อยากรัก ราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย

 


อ้างอิง:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต

ภาพโดย

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

กราฟิกดีไซเนอร์ แม่ของคุณปอนโยะ @ponyo_thesea ปลาทองเพศเมียวัย 6 ปีที่ขยันท้อง และเป็นเจ้าของแบรนด์ไข่เค็มสุดอร่อย @เด็กขี่เป็ด