หากมันสำคัญ เราจะจดจำกัน และหากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็แค่ลืมกันไป

Live, Learn, Love!
7 Nov 2019
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

“Where are we now?” —เราอยู่ที่ไหนกัน

        เคต—ภรรยาชาวอังกฤษของอดัม แขกอาวุโสคนสำคัญที่ฉันมีหน้าที่คอยดูแลในการเดินทางไปทำงานในครั้งนี้ เคตหยุดกะทันหันระหว่างทางต่อแถวอยู่หน้าเกตรอขึ้นเครื่องบิน ฉันตอบไปอย่างอัตโนมัติถึงที่หมายที่เรากำลังจะไป และอดประหลาดใจไม่ได้กับคำถาม นี่ล้อกันเล่นหรืออย่างไรที่ไม่รู้ว่าเราอยู่ไหน จะไปไหนกันทั้งๆ ที่กำลังจะขึ้นเครื่องอยู่แล้ว

        “Why are we here?” —ทำไมเราถึงอยู่ที่นี่

        เคตยังคงไม่หยุดถาม ฉันเบิกตาขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่วายตอบด้วยความสุภาพอย่างเสียไม่ได้ ทว่าแววตาของฉันคงฉายแววประหลาดใจ จนกระทั่งอดัม, สามีของเธอ, แขกของฉัน หันมาบอกเบาๆ ระหว่างที่เรากำลังเดินไปขึ้นเครื่องกันว่า

        “She has Alzheimer’s” —เธอมีอาการอัลไซเมอร์น่ะ

        อดัมยิ้มเมื่อบอกออกมา พร้อมขยายความต่อให้ฉันที่ต้องดูแลผู้สูงวัยสองคนว่า ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร อาการของเธอเป็นเพียงการสูญเสียความทรงจำระยะสั้นเท่านั้น

        “We just need to keep her informed of what we are doing.”— เราแค่ต้องคอยบอกเธอว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่

        อดัมยิ้มให้อีกครั้ง และเดินเคียงข้างเคตขึ้นเครื่องไป รอยยิ้มที่ราวกับจะบอกฉันว่า ‘ไม่เป็นไร’ นั้นดูจะเปลี่ยนไปเมื่อเขาหันไปหาเธอ รอยยิ้มขณะที่อดัมมองเคต ฉันอธิบายไม่ได้ว่าหมายความว่าอะไร ต้องมีความรู้สึกแบบไหนที่เราจะมองใครสักคนแล้วยิ้มออกมาเช่นนั้นได้ อาจจะด้วยไม่เคยรู้สึกแบบนั้นกับใคร หรือไม่เคยเจอรอยยิ้มแบบนั้นจากใครที่ไหนมาก่อน

 

        การเดินทางในวันแรกผ่านไปไม่ง่ายนัก ฉันพยายามสังเกตการดูแลเคตของอดัม และทำตามคำแนะนำของเขาในการเล่าให้เคตฟังอย่างสม่ำเสมอว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังจะทำอะไร การย้ำคิดย้ำทำ เฝ้าบอกอะไรซ้ำๆ ออกจะบ่อยเกินไปในสถานการณ์ปกติ แต่ก็ยังดูจะน้อยไปสำหรับเคต จนเธอต้องตะโกนเรียกหาอดัมจากห้องน้ำหญิง (ในขณะที่ฉันยืนอยู่หนัาห้องน้ำและเธอแค่มองผ่านไป) เพราะเธอไม่รู้ว่ามาอยู่ที่ห้องน้ำนั่นได้อย่างไร หรือการที่เคตหันมามองหน้าฉันถี่ๆ ตอนที่ฉันนั่งแปลภาษาอยู่ข้างๆ อดัมในห้องประชุม และโพล่งถามออกมาท่ามกลางห้องที่เงียบสนิทจนได้ยินเสียงแอร์นั่นว่า “Who are you?” (ฉันเป็นใคร—และมากระซิบกระซาบอะไรมากมายข้างๆ คนรักของเธอ)

        แต่สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจกลับไม่ใช่พฤติกรรมของเคต หากกลับเป็นปฏิกิริยาของอดัม ท่าทีที่เขามีต่อเธอ จนกระทั่งรอยยิ้มนั้นที่แม้ผ่านไปเป็นวันฉันก็ยังอธิบายไม่ได้ นึกไม่ออกว่าอดัม – ชายสูงวัยมาดจริงจังในการทำงาน – จะสามารถเปลี่ยนบทบาท เปลี่ยนสายตา และรอยยิ้มได้รวดเร็วปานนั้น ทันทีที่เขาหันมาหาผู้หญิงข้างๆ ผู้หญิงที่แม้จะถามคำถามซ้ำๆ บ่อยแค่ไหน เขาก็ดูยินดีตอบอยู่เรื่อยไป

        ความสงสัยถึงที่มาที่ไปของรอยยิ้มดูจะมากระจ่างระหว่างบทสนทนามื้อค่ำในเย็นวันนั้น

        บทสนทนาที่เริ่มต้นจากเรื่องงานวกวนไปมา จนกระทั่งมีการเสิร์ฟไวน์ในขวดทรงสูงให้กับผู้ร่วมโต๊ะอาหาร เราต่างจึงค่อยๆ ถอดและวางหมวกที่สวมกันอยู่ จนกลายมาเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะในระนาบเดียวกัน และหันมาพูดคุยเรื่องส่วนตัว เรื่องราวความเป็นมนุษย์ที่ทำให้เรามองเห็นกันและกันได้จริงแท้มากกว่ายูนิฟอร์มหนาๆ ที่ห่มคลุมเราอยู่

 

        “It was that literature class on every Wednesday evening in our university.” —มันคือวิชาวรรณกรรมในช่วงเย็นวันพุธที่มหาวิทยาลัยของเรา

        อดัมเล่าย้อนกลับไปถึงครั้งแรกที่เขาเจอเคต เพื่อนต่างคณะในสมัยเรียนที่เขากล่าวติดตลกว่า ทำให้เขาเพียรเข้าห้องเรียนได้ไม่ขาด เพียงเพื่อจะไม่พลาดในการได้เจอเธอ วิชาวรรณกรรมที่น่าเบื่อหน่ายกลับกลายเป็นสิ่งที่เขาตั้งหน้าตั้งตารอตลอดทั้งสัปดาห์

        “A lot of choices like apples, oranges, grapes on a plate.” —ตัวเลือกมากมายคล้ายกับแอปเปิล ส้ม องุ่น ในจานนี้

        อดัมมองไปยังจานผลไม้ที่จัดเสิร์ฟอยู่ด้านหน้า หัวเราะออกมาถึงชีวิตช่วงวัยนั้นที่เขาเล่าว่ามี ‘ตัวเลือก’ มากมายหลากหลายไปหมด ผลไม้สีสดรสฉ่ำที่รอจ่ออยู่ตรงหน้าให้เขาเลือกลิ้มลองได้อย่างสำราญใจ

        แต่ไม่—เขากลับไม่ได้เลือกทั้งแอปเปิล ส้ม หรือองุ่นที่วางเรียงอยู่ในจานนั้น คนเดียวที่เขาคิดถึงกลับเป็นเคต เคตที่ไม่เคยแม้แต่จะหันมาพูดคุยกับเขาในชั้นเรียนนั้น อดัมที่ดูจะมั่นอกมั่นใจในยามพูดกับใครก็ดูจะไปไม่เป็น นึกไม่ออกว่าจะเปิดปากเริ่มพูดคุยกับเธอได้อย่างไรกัน

        จนกระทั่งวันที่คลาสวรรณกรรมวันพุธเย็นนั้นกำลังจะสิ้นสุดลง โอกาสสุดท้ายที่เขาบอกว่า “There is nothing to lose.” —ไม่มีอะไรจะเสีย ความปรารถนาที่จะรู้จักเธอเอาชนะความเขินอายของเขาจนกล้าเอ่ยปากออกไป

        “The kind of moment in life you knew your future self would thank you for.” —ช่วงเวลาแบบนี้ที่คุณรู้ว่าตัวคุณในอนาคตจะอยากมาขอบคุณตัวคุณเองในวันนั้น

        ไม่ใช่แค่การได้รู้จักเคต แต่ความกล้าในครั้งนั้นยังให้บทเรียนแก่อดัมหลายเรื่องด้วยกัน – ทั้งในเรื่องการฟังเสียงข้างใน การตัดสินใจตามสัญชาตญาณ การไม่ยอมปล่อยโอกาสในชีวิตที่เขารู้ว่าจะต้องนึกเสียดายในภายหลัง หากปล่อยโอกาสนั้นผ่านไปเพียงเพราะความหวาดหวั่นที่คิดไปเอง

 

        “He took me to a cinema and wrote me a letter a day after that I’d be the one he wanted to spend his life with.” —เขาพาฉันไปดูหนัง และเขียนจดหมายถึงฉันในวันถัดมา ข้อความในนั้นบอกว่าฉันคือคนที่เขาอยากจะใช้ชีวิตด้วย

        ฉันตาโตด้วยความความประหลาดใจ หันไปมองเคตที่โพล่งประโยคนั้นออกมากลางบทสนทนา เป็นไปได้อย่างไรที่เคต ผู้ลืมแม้กระท่ังว่าตัวเองอยู่ที่ไหนในเวลาไม่ถึงห้านาทีจะจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลายสิบปีที่แล้วได้

        “I told him it was rubbish.” —ฉันบอกเขาไปว่า นั่นมันเหลวไหลสิ้นดี

        เคตหัวเราะแล้วเล่าต่อถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น วันที่เธอบอกเขาไปว่าสิ่งที่เขาพูดมาน่ะแสนเหลวไหล แต่รอยยิ้มของเธอนั้น ฉันคิดว่าเธอเองก็คิดไม่ต่างจากอดัมว่านั่นคือการตัดสินใจที่ดีที่สุด ‘การตัดสินใจที่ตัวเธอในอนาคตอยากจะขอบคุณตัวเธอในวันนั้น’

        เสียงหัวเราะและประกายบางอย่างในรอยยิ้มของเคต ทำให้ฉันไม่ประหลาดใจว่าทำไมอดัมถึงอยากใช้ชีวิตกับเธอตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาได้พบกัน และทำไมอดัมถึงไม่เคยเบื่อที่จะต้องคำถามซ้ำๆ ซากๆ ของเธอในวันนี้ที่ดูจะไม่มีอะไรเหมือนเดิม – นอกเสียจาก, บางที, รอยยิ้มเป็นประกายของเธอ

        “It was a chaotic time when we got married. Our wedding invitations arrived our friends’ houses a few months after our wedding. It was a good wedding, after all, even though only a few of our family members and friends could show up.” —ตอนที่เราแต่งงานกันมันวุ่นวายมาก การ์ดงานแต่งของเราไปถึงบ้านเพื่อนหลายเดือนหลังจากงานแต่งของเรา และถึงแม้จะมีเพียงญาติสนิท มิตรสหายไม่กี่คนที่มาร่วมงานได้ มันก็ยังเป็นงานแต่งที่งดงาม

        เคตเล่าต่อถึงเรื่องราวในวันแต่งงาน งานที่พวกเขาวางแผนกลับไปจัดที่บ้านของพ่อแม่เคตในฝรั่งเศส ซึ่งพอดีกับเป็นช่วงปฏิวัติของนักศึกษาฝรั่งเศสในปี 1968 ที่ร้านค้าทั้งหลายต่างพากันปิดทำการ จะกลับอังกฤษก็ไม่ได้ และจดหมายเชิญที่ส่งไปก็ไปไม่ถึง

        “Against all odds, it was a dream come true.” —ท่ามกลางความเป็นไปไม่ได้ มันคล้ายฝันที่กลายเป็นจริง

        ท่ามกลางความวุ่นวาย ประโยคของอดัมที่เขียนไว้ในจดหมายฉบับแรกนั้นว่าเขาจะใช้ชีวิตที่เหลือกับเธอ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี

 

        เคตและอดัมชนแก้วไวน์ให้กัน เราทุกคนยกแก้วไวน์ตามเพื่อร่วมฉลองให้กับเรื่องราวของพวกเขา สายตาที่ทั้งสองมองกันในวันนี้ทำให้ฉันเริ่มคลายความประหลาดใจที่เคตจำเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นมาเนิ่นนานได้ นั่นสิ, เธอจะลืมได้อย่างไร กับความใส่ใจของผู้ชายคนนี้ที่อยู่ข้างๆ เธอ คนที่เลือกแล้วว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือกับเธอตั้งแต่วันแรกที่ได้พบเจอ

        “I think it’s communication. What do you think?” —ฉันคิดว่ามันคือการสื่อสาร หรือเธอว่าอย่างไร

        อดัมตอบคำถามอ่อนต่อโลกของฉันว่า อะไรคือเคล็ดลับของการอยู่ร่วมกันได้ยาวนาน และหันไปถามความเห็นของเคตกลับ – การกระทำของอดัมที่แสดงออกนั้นชัดเจนมากกว่าคำตอบว่า เขารับฟัง เขาใส่ใจในความเห็นของเคตอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันเขาก็ยินดีเหลือเกินที่จะพูดคุยและตอบคำถามของเธอ ไม่ว่าคำถามนั้นอาจบ่อยครั้งหรือซ้ำไปซ้ำมาเพียงใดก็ตาม

        “What about your story?” —แล้วเรื่องของเธอล่ะ

        อดัมหันกลับมาถามฉันบ้าง เคตมองหน้ารอคอยคำตอบ ฉันเบิกตาขึ้นอีกครั้ง—ครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยความประหลาดใจในเรื่องราวของคนอื่น หากประหลาดใจกับความว่างเปล่าในคำตอบของตัวเอง สงสัยว่าฉันเองคงสูญเสียความทรงจำไปหมดสิ้น ฉันจำอะไรไม่ได้เลย

        หรืออาจบังคับตัวเองให้ไม่จดจำ

        ในเรื่องที่ใจอยากลืม

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต

ภาพโดย

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

กราฟิกดีไซเนอร์ แม่ของคุณปอนโยะ @ponyo_thesea ปลาทองเพศเมียวัย 6 ปีที่ขยันท้อง และเป็นเจ้าของแบรนด์ไข่เค็มสุดอร่อย @เด็กขี่เป็ด