‘เรื่องสำคัญที่ไม่ด่วน’ สิ่งที่ควรเลือกใช้เวลา หากอยากใช้ชีวิตโปรดักทีฟอย่างมีค่า

Live, Learn, Love!
3 Oct 2019
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

“ความรักและความรู้ที่มีให้ในวันนั้น วันที่มันเป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่ด่วน ทำให้ผมมีวันนี้”

        ประโยคที่ รวิศ หาญอุตสาหะ ผู้บริหารแบรนด์เครื่องสำอางเก่าแก่อย่างศรีจันทร์ เจ้าของเพจ Mission to The Moon ที่มีผู้ติดตามสองแสนกว่าคน ทำพอดแคสต์ 4 รายการ กว่า 800 เอพิโสด หนังสือ 7 เล่ม และล่าสุดกับการกระโดดมาทำทอล์กโชว์แรกของตนเอง ‘Super Productive’ ที่ตอกย้ำความโปรดักทีฟของผู้ชายคนนี้ แต่ในบรรดาทฤษฎี วิธีการ ความรู้มากมาย กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดอย่างความสัมพันธ์ระหว่างเขาและแม่ ที่ทำให้รู้สึกได้ ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘โปรดักทีฟ’ และคำตอบว่าเราจะมีชีวิตโปรดักทีฟไปทำไม

        “หากไม่ทำเรื่องสำคัญที่ไม่ด่วน สักวันมันจะกลายเป็นเรื่องด่วนที่สำคัญ”

        ‘เรื่องสำคัญที่ไม่ด่วน’ ช่องที่สองของ ‘priority matrix’ หนึ่งในเครื่องมือบริหารจัดการเวลาที่คุณรวิศอธิบายไว้ว่า คนทั่วไปมักจะคิดว่าการทำช่องแรก ‘ด่วนและสำคัญ’ นั้นเป็นเรื่องที่คนขยันเขาทำกัน แต่การทำช่องแรกมากจนล้นจะทำให้คนเราค่อยๆ เกิดอาการเบิร์นเอาต์และเผลอตัวเผลอใจหันไปใช้เวลากับช่องที่สาม ‘ไม่สำคัญแต่ด่วน’ (เช่น ละครกำลังจะอวสาน, ของเซลกำลังจะหมดซีซัน ฯลฯ) และช่องที่สี่ ‘ไม่ด่วนและไม่สำคัญ’ (เช่น ตามแฮชแท็กดราม่าดาราเลิกกัน, binge watching ทั้งวัน ฯลฯ) 

 

โปรดักทีฟ
[priority matrix → 1-4 จากซ้ายไปขวา บนลงล่าง; 1 = สำคัญและด่วน, 2 = สำคัญแต่ไม่ด่วน, 3 = ไม่สำคัญแต่ด่วน, 4 = ไม่ด่วนและไม่สำคัญ]

 

        ‘เรื่องสำคัญที่ไม่ด่วน’ ที่คุณรวิศเล่าเรื่องแม่ บุคคลที่เขาเรียกว่าเป็น “คนที่โปรดักทีฟที่สุดในชีวิต” ตั้งแต่จำความได้ แม่ที่ทำงานประจำ ต้องเลี้ยงลูกสามคน แถมคนที่สามซึ่งก็คือเขาเองยังเรียกตัวเองว่าเป็นคนขี้เกียจโดยกำเนิดเสียอีก ไม่ยอมทำการบ้านใดๆ จนแม่นั่งคัดแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษมาให้เขาได้ฝึกนี่แหละ เขาจึงยอมจับปากกาทำการบ้าน

        ‘ความรักและความรู้’ เรื่องสำคัญแต่ไม่ด่วนที่แม่ของเขาเลือกใช้เวลาในวันนั้นซึ่งทำให้เขายังจับปากกาขีดเขียน เปลี่ยนจากแบบฝึกหัดเป็นหนังสือหลายเล่มในวันนี้ และภาษาอังกฤษที่แม่สอน ยังเป็นกุญแจไขประตูบานใหญ่ที่พาเขาไปเจอโลกแห่งหนังสือทั้งไทยและต่างประเทศ กลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้เขามีคลังคอนเทนต์มากมายมาแชร์ให้กับคนฟังที่ค่อยๆ เพิ่มจากหนึ่งกลายเป็นหลายแสนคน

        การเลือกลงทุนเวลาไปกับความรักและความรู้ของแม่ ซึ่งเปลี่ยนเด็กชายคนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็นเด็กขี้เกียจโดยกำเนิด เล่นกีฬาก็เป็นตัวสำรอง โดนเพื่อนแซวก็ไม่โต้ตอบ ฯลฯ ให้กลายเป็น รวิศ หาญอุตสาหะ บุคคลที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เมล็ดพันธุ์ที่งอกขึ้นอย่างงดงามจากความเพียร อุตสาหะ ในการบ่มเพาะลูกด้วยความรักและความรู้ – งานที่ ‘สำคัญแต่ไม่ด่วน’ ที่แม่ทำให้เสมอมา

 

ความรักและความรู้ ความฝันและความสัมพันธ์

        สิ่งที่เราต่างรู้ว่าสำคัญ แต่มักจะถูกจับไปอยู่ในช่องของเรื่อง ‘สำคัญแต่ไม่ด่วน’ อยู่เสมอ เรื่องเล่าของแม่จึงไม่ได้ทำให้เห็นแค่เรื่องความสำคัญของการจัดสรรเวลา หากยังเผยให้เห็นบทบาทสำคัญของคนข้างๆ ว่าในชีวิตของเราทั้งหลาย ในทุกๆ ความสำเร็จ การเฉลิมฉลองใดๆ ล้วนมีแรงผลักดันของใครบางคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น

        อย่างที่ ‘เอ๋’ – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือที่เรารู้จักกันในนามปากกา ‘นิ้วกลม’ เพื่อนสนิทในวัยเด็กที่เคยนั่งข้างกันในวัยเรียน แขกรับเชิญในโชว์ครั้งนี้ที่ขึ้นมาเล่าด้วยการตั้งคำถามว่า “ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น มีผลจากเรากี่เปอร์เซ็นต์” และตีแสกหน้าทลายความเชื่อที่ว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองทั้งหมด ว่ามันไม่จริง หากยังมีอีกหลายปัจจัย หลายสิ่งที่เหนือการควบคุม ที่ทำให้บางคนอาจมีแต้มต่อชีวิตสูงกว่าใครบางคน อย่างปฏิเสธไม่ได้

        แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราควรหมดหวัง เพราะเนื้อหาที่เค้นมาจากวิธีการต่างๆ ในการทำให้ชีวิตโปรดักทีฟก็แสดงให้เห็นว่า จุดพังๆ หรือเรื่องแย่ๆ ของชีวิตอาจกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี เป็นเชื้อเพลิงมหาศาลในการทำให้คนเราลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะยากแค่ไหนในการต้องถีบตัวเองในช่วงแรกให้หลุดพ้นออกมาจากหลุมที่จมลงไป (ไม่ว่าจะทำตัวเอง หรือเป็นโชคชะตา) แต่เมื่อถีบตัวเองออกมาได้แล้ว มันจะค่อยๆ ง่ายขึ้นในกิโลเมตรต่อไป

        ออกแรงก่อนแล้วมันจะง่ายขึ้น เรื่องเล่าต่างๆ บนเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของทฤษฎี ‘Friction & Momentum’ กฎสากลที่การออกแรงใดๆ มักจะมีแรงฝืด (friction) ในช่วงแรก แต่เมื่อทำต่อไปเรื่อยๆ จะมีแรงส่ง (momentum) ช่วยขับเคลื่อนให้ง่ายขึ้นเอง กฎสากลที่จริงแท้ไม่ว่าจะเป็นการลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ปลดหนี้ หรือส่งกระสวยอวกาศออกไปดวงจันทร์ก็ตาม

 

         แต่หากคุณเป็นคนที่ ‘โชคดี’ อยู่บ้าง โชคดีที่มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รับรู้ว่ามีงานนี้จัดขึ้น เข้าถึงบทความมหาศาลที่ทำให้อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น นั่นก็เป็นหลักฐานที่บอกว่าปัจจัยชีวิตขั้นพื้นฐานของคุณได้รับการเติบเต็มเพียงพอ จนสามารถนึกถึงการพัฒนาตนเองในขั้นต่อๆ ไปในการใช้เวลาได้ ‘โปรดักทีฟ’ เพื่อชีวิตที่มีความหมาย ซึ่งเรียกได้ว่าอยู่ปลายๆ แถวบนสุดของสามเหลี่ยมมาสโลว์ (Maslow’s Theory) ในขณะที่มีคนอีกจำนวนมากยังกระเสือกกระสนดิ้นรนอยู่ที่สามเหลี่ยมฐานล่างสุด 

        นอกจากจะเพียรพยายามทำตามความฝันต่อไป ในวันที่เติบใหญ่จากความตั้งใจ ขอให้เราทั้งหลายเตือนตัวเองไว้ว่าจงถ่อมตน เพราะผลของสิ่งที่เราเรียกว่าความสำเร็จนั้นไม่ได้มาจากเราคนเดียว และท้ายที่สุดแล้วผลของความพยายามที่ ‘นิ้วกลม’ แขกรับเชิญเพื่อนสนิทของคุณรวิศได้เปรียบเทียบไว้กับ เมลอนญี่ปุ่นที่นิยมปลูกเมลอนต้นละผล เพื่อให้ได้แร่ธาตุที่เข้มข้นที่สุดในเมลอนลูกเดียว แต่ไม่ว่าเมลอนที่เพียรปลูก เฝ้าฟูมฟักอยู่นานสองนานจะหวานฉ่ำเพียงไร มันก็ไม่อร่อยเท่าไหร่นักหรอกหากต้องกินมันทั้งลูกคนเดียว อาจจะเลี่ยนๆ เกินไปด้วยซ้ำ

        แต่มันอาจจะอร่อยกว่า หากเราได้แบ่งเมลอนที่ปลูกมาจากมือ ตัดแบ่งเมลอนหวานฉ่ำ ให้คนข้างๆ ได้ทานร่วมกัน

        ดังเช่นที่ รวิศ หาญอุตสาหะ, กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร, และ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ – สปีกเกอร์ทั้งสามบนเวที ‘Super Productive’ ได้แบ่งประสบการณ์จากสวนเมลอนของพวกเขาให้พวกเราได้อิ่มเอมไปตามๆ กัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต

ภาพโดย

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

กราฟิกดีไซเนอร์ แม่ของคุณปอนโยะ @ponyo_thesea ปลาทองเพศเมียวัย 6 ปีที่ขยันท้อง และเป็นเจ้าของแบรนด์ไข่เค็มสุดอร่อย @เด็กขี่เป็ด