เมื่อว่างจากความเป็นฉัน จึงเห็นความเป็นเรา

Live, Learn, Love!
5 Sep 2019
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น, สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

คามิน เลิศชัยประเสริฐ เปิดประเด็นบนเวทีเสวนาด้วยผลงานจัดแสดง ตัวอักษร ‘ME’ สีแดงใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ)

        ทั้งงานศิลปะ ประสบการณ์วิปัสสนา การค้นพบสำคัญต่างๆ ของโลก ทำให้อาจารย์คามินสังเกตว่าจุดกำเนิดของการสร้างสรรค์นั้นไม่ได้มาจากข้อมูลในเชิงตัวบทเนื้อหาหรือความรู้ หากการสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนโลกนั้นมักเกิดจากสภาวะบางอย่างในวันที่ว่างจากข้อมูล อคติ และความรู้ใดๆ ที่เคยมี จนสามารถเชื่อมโยงกับความจริงที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติได้

 

ความว่าง

 

        จากข้อสังเกตดังกล่าว จึงกลายเป็นงานเสวนา ‘ว่าง… จึงสร้างสรรค์’ ที่อาจารย์คามินเอ่ยปากขอให้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา นักคิด นักเขียนร่วมชวน ‘นัก’ จากศาสตร์ต่างๆ ทั้งนักปรัชญา – ประมวล เพ็งจันทร์, นักเกษตรกร – เดชา ศิริภัทร, นักวิทยาศาสตร์ – บัญชา ธนบุญสมบัติ และ นักเศรษฐศาสตร์ – บรรยง พงษ์พานิช มาร่วมคุยเพื่อหาความจริงในความว่างไปพร้อมกัน

       เวทีแน่นขนัดไปด้วย ‘ครู’ แห่งยุคสมัยทั้งหกคน ลานกว้าง ณ หอจดหมายเหตุฯ แคบลงไปถนัดตาด้วยผู้คน ไม่เหลือที่ว่างเท่าไหร่ แต่ความหมายของคำว่า ‘ว่าง’ กลับค่อยๆ ปรากฏขึ้นชัดตั้งแต่นาทีที่เริ่มพูดคุยในบ่ายวันอาทิตย์แดดจ้าวันนั้น

‘สุญญตา’ คำสอนสามัญอันสูงสุดในพุทธศาสนา

        อาจารย์ประมวลเปิดการเสวนาด้วยการหยิบยกคำว่า ‘สุญญตา’ ที่มีความหมายตรงกับคำว่าว่างในทางพุทธศาสนา คำธรรมดาที่เป็นทั้งความจริงขั้นพื้นฐานและเป็นคำสอนสูงสุดเช่นกัน พุทธทาสเองนั้นก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นสูญนี้มาก

        “มากจนกระทั่งที่ว่าถ้าหลับตานึกถึงพุทธทาสก็จะนึกถึงเรื่องนี้”

        สุญญตา หัวใจของพุทธศาสนาที่ปรากฏใน ‘ปรัชญาปารมิตาสูตร’ พระสูตรสำคัญ ที่ใจความนั้นมีเพียงว่า

        “ความสูญนี่แหละที่ทำให้เกิดรูป และรูปนี่แหละที่จะกลายเป็นสูญ”

        ความว่างของศูนย์ที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และสุดท้ายจะกลับกลายมาเป็นสูญอีกครั้งหนึ่งตามกฎธรรมชาติของความไม่จีรัง 

จินตนาการ (จากจิตว่าง) สำคัญกว่าความรู้ (ผ่านความคิดที่ไม่ว่าง)

        ประโยคอมตะของไอน์สไตน์ ที่อาจารย์บัญชาเล่าถึงโมเมนต์ ‘นึกขึ้นได้’ ของทฤษฎีที่กลายเป็นรากฐานฟิสิกส์ยุคใหม่ จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (special relativity) ไปจนสู่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special relativity)

        วันหนึ่ง, หลังจากความพยายามคิดหาสูตรสมการต่างๆ มาอุดช่องว่างทฤษฎีแรก ขณะที่ไอน์สไตน์กำลังนั่งทำงานอย่างอื่นอยู่ เขาเกิดอาการ ‘ปิ๊งแว้บ’ (imagine) เห็นภาพคนกระโดดตึก และนึกขึ้นได้ถึงกฎสำคัญของแรงโน้มถ่วงที่มาเติมเต็มสิ่งที่หายไปในทฤษฎีแรก และกลายเป็นข้อค้นพบสำคัญลบล้างแนวคิดเดิมในฟิสิกส์เรื่องความสัมบูรณ์ของพื้นที่และเวลา (space and time) กลายเป็นความเข้าใจจนถึงปัจจุบันว่าการเคลื่อนที่ทั้งหมดล้วนเป็นความสัมพัทธ์ ไม่มีสถานะการหยุดนิ่งสัมบูรณ์และนิยามให้ค่าได้ตายตัว

        ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปิ๊งแว้บขึ้นมาได้ของไอน์สไตน์นั้นมาจากฐานข้อมูลความรู้ที่เขาหมกมุ่นอยู่กับมันทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ความว่างในที่นี้หมายถึงความว่างจากการคิด เป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้เพ่งใจจดจ่อกับมันขณะทำงานอื่นต่างหาก ในช่วงเวลาที่สมาธินิ่ง แต่จิตใต้สำนึกทำงานเข้มข้นจนข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในตัวตนของเขานั้นสามารถประมวลผลเชื่อมโยงกันได้แจ่มชัด

        การปิ๊งแว้บ จินตนาการได้ถึงความจริงที่ขาดหายจากความว่างในความคิดที่ช่วยสร้างสรรค์และเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

 

ความว่าง

ความว่างจากการแทรกแซงที่ขับเคลื่อนโลก

        คุณบรรยง พงษ์พานิช อีกหนึ่งผู้ร่วมสนทนาที่หลายคนเฝ้ารอจะได้ฟังมุมมองจากเขาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปสักพักเพราะอาการ ‘เส้นเลือดไม่ว่าง’ จนส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย กล่าวเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟังว่ามุมมองของนักเศรษฐศาสตร์นั้นมักไม่เข้าพวก แปลกแยก แตกต่างไปจากศาสตร์อื่นทุกที โดยเฉพาะในวันนี้ที่ชื่องานก็บอกชัดเจนว่า ‘ความว่างนั้นสร้างสรรค์’

        หากเศรษฐศาสตร์ไม่เชื่อเช่นนั้น ในหลักการของเศรษฐศาสตร์ ความว่างนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าปรารถนา เศรษฐศาสตร์มองหาวิธีการที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าปล่อยให้มันว่าง ถ้าทรัพยากรใดว่างเมื่อไหร่ ต้องรีบนำมันมาใช้

        แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความว่างบางอย่างที่เจ้าพ่อเศรษฐศาสตร์อย่าง อดัม สมิธ (Adam Smith) มองว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนไปของระบบทั้งมวล สมิธเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีเหตุมีผล สามารถตัดสินใจได้ดี หากอยู่ในระบบ กรอบกติกาที่มีดุลยภาพ ปราศจากการแทรกแซงของรัฐหรือปล่อยให้ ‘มือที่มองไม่เห็น’ (invisible hand) ทำงานด้วยตัวมันเอง ปล่อยให้กฎระเบียบว่าง รัฐไม่ต้องไปยุ่งกับมันมาก

        หากทุนนิยมในปัจจุบัน ที่รัฐและผู้ได้รับผลประโยชน์บางอย่างนั้นมาก้าวก่ายกับมันมากเกินไป จนทำให้คนเกิดความสงสัย ไม่เชื่อใจในระบบทุนนิยม กลายเป็นทุนนิยมสามานย์ ที่ทำให้คนไม่เชื่อในการทำงานของมันอีกต่อไป

 

        “ผมมีฉันทะในทุนนิยม ผมจะอธิบายว่าทำไม…”

        ทุนนิยมในอุดมคติของคุณบรรยงคือการแข่งขันอย่างเสมอภาค ถ้าอยู่ในดุลยภาพที่ดี ก็จะส่งผลดีต่อทุกคน เหมือนอย่างเช่นที่ทุนนิยมเป็นตัวการสำคัญในการทำให้โลกเคลื่อนไปต่อได้ในช่วงก้าวกระโดด ความต้องการเพิ่มขึ้นมหาศาล จากจำนวนประชากรที่ทวีคูณหลายเท่าในไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา

        ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การไปสู่จุดดุลยภาพนั้นล้วนเป็นวิวัฒนาการที่ต้องค่อยๆ ปรับ พัฒนาไปจนหาจุดสร้างสรรค์ จุดที่ระบบจะดำเนินไปอย่างไม่ใช่แค่มีประสิทธิภาพ แต่มีคุณภาพในตัวของมันเองได้

        ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากยังมีการแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล ทรงอำนาจ ไม่ปล่อยให้ระบบว่าง ไม่ปล่อยให้มือของผู้คนจัดการปรับดุลยภาพด้วยตัวมันเอง

 

        “ทำงานด้วยจิตว่าง ให้การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม”

        อาจารย์เดชา ที่เคยเป็นที่รู้จักในฐานะเกษตรกรประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ผันมาเป็นหมอพื้นบ้านผู้ผลิตกัญชาเพื่อภารกิจช่วยเพื่อนมนุษย์ จากบุคคลที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าจับกุมเมื่อห้าเดือนที่ผ่านมา กลายมาเป็นผู้ที่รัฐต้องขอความช่วยเหลือให้พัฒนายาจากกัญชาเพื่อการแพทย์ สาธารณสุขในประเทศไทย

        อาจดูเหมือนว่าอาจารย์เดชาเปลี่ยนเส้นทาง จากเกษตรกรมาเป็นหมอพื้นบ้าน หากใจความของการทำงานนั้นไม่ต่างกัน นั่นคือการทำงานตามกฎของธรรมชาติ ใช้ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ มาทำหน้าที่ตามธรรมชาติ ให้เกิดผลลัพธ์ตามธรรมชาติเพื่อเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติด้วยกัน – ไม่ว่าจะในงานเกษตรกรรมหรืองานทางการแพทย์ อาจารย์เดชาล้วนใช้หลักธรรม (ชาติ) นี้ทั้งนั้น

        สารธรรมชาติที่มีในกัญชาที่เข้าใจความเป็นธรรมชาติของโรคปัจจุบันว่าไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย กัญชาจึงไม่ได้ทำงานด้วยการมุ่งจะฆ่าเซลล์ต่างๆ แต่เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน ทำให้นอนหลับได้ และนำไปสู่การเยียวยาตามธรรมชาติที่สุด คือปล่อยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งเป็นการรักษาตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพกว่ายาใดๆ

        “มนุษย์ไม่ได้สร้างกัญชา เทวดาสร้างมันขึ้นมา”

        อาจารย์เดชาพูดติดตลกด้วยความจริงจังถึง ‘กัญชามยปัญญา’ ในความหมายที่สื่อถึงความสำคัญของการใช้ปัญญานอกกรอบ นอกกฎระเบียบ ความรู้องค์เดิมที่มีที่เคยเชื่อกันมา ที่เขายืนยันกับเจ้าหน้าที่รัฐในวันที่ถูกบุกจับกรณีแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วยว่า

        “เป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ”

        “อยู่เหนือกฎระเบียบล้าหลังใดๆ”

        การยืนหยัดเชื่อในวิถีธรรมชาติและเจตนาของเขาเองว่านี่เป็นไปเพื่อภารกิจการรักษาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่การงานเพื่อการค้ากำไรหรือการลุ่มหลงมัวเมาเป็นสารเสพติดตามที่กรอบความคิดเก่าเข้าใจ ทำให้เขายืนหยัดที่ทำจะหน้าที่นี้ต่อไป จนเปลี่ยนใจเจ้าหน้าที่รัฐจากจะจับกุมดำเนินคดี มาเป็นขอร้องให้ช่วยเหลืองานสาธารณสุขในไทยในท้ายที่สุด

 

        อาจารย์ประมวลเสริมถึงประเด็นเทวดาสร้างกัญชาว่า ในคัมภีร์พระเวทนั้น มีการพูดถึงการใช้ยาพิเศษต่างๆ ที่เชื่อว่ามีเทพเทวดาสถิตอยู่ การพูดถึงเทพเทวดาในฐานะผู้ประทานความรู้นั้นสะท้อนถึงการเข้าถึงความจริงในระดับที่สาม หรือภาวนามยปัญญา ที่เกิดจากการปฏิบัติรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง เป็นการต่อยอดจากสุตมยปัญญา (การฟัง อ่าน) และจินตมยปัญญา (การคิด) แม้ในโลกตะวันตกหรือวิทยาศาสตร์จะให้ความสำคัญกับความคิดเพียงใด แต่สุดท้ายความคิดนั้นก็ยังอยู่ในกรอบของผัสสะ กรอบของกายภาพ ที่ยังมีความรู้บางอย่างอยู่นอกเหนือกรอบทางกายภาพที่สัมผัสของเราสามารถรับรู้ได้

        ความคิดและจิตของเรายังมีสิ่งที่ห่อหุ้มปรุงแต่งด้วยม่านหมอกแห่งอคติ ประสบการณ์ต่างๆ ที่หลายครั้งเราอาจไม่รู้ตัวว่ามันกำลังบังตาเราไม่ให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ ตรงกันข้ามกับภาวนามยปัญญา การปฏิบัติจนรู้ด้วยตนเอง ที่ทำให้เห็นความจริงในความว่าง รู้สึกตัวในปัจจุบันขณะจนไม่ปรุงแต่งในกาลของอดีตหรืออนาคตที่มักส่งผลให้จิตมัวหมอง จนสามารถเข้าสู่ความจริงที่แท้เรื่องความว่างที่ถ่ายทอดสอนกันไม่ได้ด้วยเนื้อหาตำรา หากสามารถเข้าถึงได้ผ่านการมีประสบการณ์รับรู้ด้วยจิตที่ว่างเท่านั้น

 

ความว่าง

จากเทวดาสู่ปัญญาญาณ สู่ฉันทะในการทำงาน

        อาจารย์คามินแสดงความเห็นในส่วนที่อาจารย์เดชาพูดเรื่องเทวดาสร้างกัญชา ไม่ใช่มนุษย์ และอาจารย์เดชาเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ให้มาถ่ายทอดเรื่องนี้ เพราะเทวดาเชื่อว่าอาจารย์จะนำความรู้นี้ไปใช้เพื่อภารกิจรักษาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง 

        “เราทุกคนเป็นผู้ถูกเลือก”

        ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ จะเทวดา ภาวนามยปัญญา หรือปัญญาญาณ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดขึ้นเมื่อใครคนหนึ่งมีความรัก (ฉันทะ) ลุ่มหลง ทุ่มเทให้กับอะไรบางอย่าง เหมือนที่อาจารย์หมกมุ่นกับงานศิลปะและการหาคำตอบว่าชีวิตคืออะไรตั้งแต่เด็ก จนเมื่อเหตุปัจจัยเหมาะสม ชีวิตก็นำพามาให้ได้จัดงาน ‘ว่าง..จึงสร้างสรรค์’ ในวันนี้ ที่เป็นคำตอบของการแสวงหาผ่านการสร้างสรรค์งานมาตลอดชีวิต

        หากทุกคนเข้าใจว่าเราเป็นผู้ถูกเลือก เลือกให้มีความสนใจที่แตกต่าง มีความหลากหลาย มีความพิเศษในตัวของเราเอง เราจะเกิดความเคารพในคุณค่าของเราเอง เชื่อในศักยภาพของเราเองโดยไม่ต้องผ่านเทพเทวดา เป็นการเคารพในตนเองจนเคารพในผู้อื่น เมื่อเห็นว่าเราทั้งหลายล้วนมีความงามในรูปแบบที่แตกต่างกัน เท่าเทียมกันในความสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จากความรัก ความลุ่มหลงเฉพาะตัวของแต่ละคน

 

        “หากว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นความจริง ไม่ว่าเราจะไปด้วยทาง A หรือ B สุดท้ายมันจะนำไปสู่ความจริง”

        อาจารย์บัญชาปิดงานด้วยตำนานนักคณิตศาสตร์ของสองโลกตะวันออก-ตะวันตก ระหว่าง ‘รามัน’ (Ramanujan) นักคณิตศาสตร์หนุ่มจากอินเดีย และ ‘ฮาร์ดี้’ (G.H. Hardy) ศาสตราจารย์อาวุโสด้านคณิตศาสตร์จากเคมบริดจ์ ที่วิธีการแก้ไขสมการของรามันนั้นมักจะเกิดขึ้นจากการ ‘ปิ๊งแว้บ’ ขึ้นมา หรือที่เรียกว่าปัญญาญาณ ในขณะที่ฮาร์ดี้ผู้มาจากโลกตะวันตกนั้นรับไม่ได้ถึงหลักการเช่นนั้น แต่เมื่อถอดคำตอบของรามันออกมาเป็นสมการตามหลักการเมื่อไหร่ ก็ต้องประหลาดใจเมื่อคำตอบของเขานั้นนำไปสู่ความจริง เป็นคำตอบที่ถูกต้องทุกครั้งไป

        ไม่ว่าสุดท้าย ความว่างที่สร้างสรรค์นั้นจะเป็นข้อความจากเทวดา เป็นปัญญาญาณที่มนุษย์ปิ๊งแว้บขึ้นได้ หรือเป็นฉันทะจากการหลงใหล ทุ่มเท เอาใจใส่กับการงานใดๆ ที่อยู่ตรงหน้า จนสามารถสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้นั้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าการสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือธรรมชาติสร้าง ล้วนมีจุดตั้งต้นเดียวกันจากความว่าง… ความเป็นศูนย์… สุญญตา ความจริงขั้นพื้นฐาน และความจริงขั้นสูงสุดของชีวิตในการเกิดและการดับของเราทุกคน

 

        แดดจ้าของบ่ายวันอาทิตย์จางหายไปนานแล้ว ฝนตกลงมาอย่างหนักตลอดครึ่งหลังของงานเสวนาที่ชวนให้หลับตาฟัง ไม่ใช่เพราะเนื้อหาจากศาสตร์ต่างๆ ที่พรั่งพรูเกินรับไหว แต่เพราะเมื่อปิดสัมผัสทางตา สัมผัสการฟัง การได้รับกลิ่นกลับทำงานชัดขึ้นมา รวมทั้งการรับรู้ทางความรู้สึก ความรู้สึกพึงพอใจ สงบเย็นจากการได้นั่งอยู่ตรงนั้น ได้เห็นศาสตร์แขนงต่างๆ บนเวทีที่เริ่มต้นจากความต่างทางตัวบทเนื้อหา หลอมรวมมาสู่ความจริงเดียวกัน ความจริงที่ว่าความว่างนั้นสร้างสรรค์

        ความรู้สึกที่รับรู้ว่าศาสตร์ต่างๆ ล้วนประกอบสร้างมาจากกันและกัน งานของฉันสร้างมาจากเธอ และการเป็นอยู่ของเธอส่งผลต่อฉัน ความรู้สึกถึงความสัมพันธ์กันในธรรมชาติ ที่อธิบายด้วยคำพูดลำบาก และอาจไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กรอบภาษาใดๆ ให้คำจำกัดความมันออกมา

        ฝนหยุดตกพอดิบพอดีกับการเสวนาพูดคุยที่จบลง เสียงไมโครโฟนถูกปิดไป ผู้คนเริ่มเดินทางกลับ พื้นที่หอจดหมายเหตุฯ กลับกลายเป็นที่ว่างอีกครั้ง หากจิตใจของผู้ฟังก่อนและหลังเสวนา ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป กับความรับรู้ถึงพลังแห่งความว่างที่จะถูกบันทึกไว้ในจิตสำนึก ให้แต่ละคนแยกย้ายไปสร้างสรรค์การงานเฉพาะตนต่อไป หลังฝนซา

 


     เสวนา ว่าง…จึงสร้างสรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะ ‘เมื่อว่างจากความเป็นฉัน จึงเห็นความเป็นเรา: When reaching voidness, the ‘ME’ turns into ‘WE’’ ผลงานโดย คามิน เลิศชัยประเสริฐ จัดแสดงระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2562 ถึง 10 มกราคม 2563 ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพ)

เครดิตภาพ: ศศวรรณ จิรายุส 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต

เรื่องโดย

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

กราฟิกดีไซเนอร์ แม่ของคุณปอนโยะ @ponyo_thesea ปลาทองเพศเมียวัย 6 ปีที่ขยันท้อง และเป็นเจ้าของแบรนด์ไข่เค็มสุดอร่อย @เด็กขี่เป็ด