ในความรัก เรามีความฝันร่วมกันบ้างไหม

Love Actually
19 Apr 2019
เรื่องโดย:

ตินกานต์

เขาและเธอเป็นคู่รักในฝัน ผู้หญิงสวย ผู้ชายหล่อ มีบ้านหลังใหญ่ในย่านคนมีสตางค์ ฝ่ายชายทำงานในบริษัทเอกชนบนตึกสูง ขณะที่ฝ่ายหญิงใช้เวลาไปกับการดูแลบ้านช่องและเลี้ยงลูกวัยซนสองคน ทั้งคู่เป็นคนหนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ ตั้งตัวได้ตั้งแต่วัยสามสิบ เพื่อนบ้านบอกว่าสองคนนี้สมกันราวกิ่งทองใบหยก

        คืนหนึ่ง เธอบอกเขา “ฉันนึกไอเดียสุดวิเศษได้” เธอชวนเขาทิ้งอเมริกา ย้ายไปอยู่ปารีส

         “อะไรนะ” คิ้วของเขาขมวดเข้าหา

        “คุณพูดเสมอว่าที่นั่นเป็นที่เดียวที่คุณอยากกลับไปอยู่ เป็นที่เดียวที่มีค่าให้ใช้ชีวิต แล้วทำไมเราไม่ไปที่นั่นล่ะ”

        “แล้วเราจะทำมาหากินอะไร” เขาถามเธอ

        เธออธิบายถึงแผนที่วางไว้ เธอจะเป็นฝ่ายทำงาน และเขาจะมีเวลาเพื่อหาความหมายของชีวิตและใช้เวลาไปกับสิ่งที่ฝันอยากทำจริงๆ

        “ที่รัก นี่มันไม่อยู่บนโลกของความเป็นจริงเลย”

        เธอโต้กลับ “ชีวิตตอนนี้ต่างหากที่ไม่จริง… ดูเราสิ เราต่างหลงอยู่ในกรอบความคิดลวงตา ความคิดที่ว่าเราต้องทิ้งชีวิต สร้างครอบครัวที่มั่นคงทันทีที่เรามีลูก แล้วเราก็ต่างโทษกันที่มันเป็นแบบนี้”

 

        คืนนั้น เขาตอบรับไอเดียของภรรยา เตรียมตัวบอกลาอเมริกาแล้วมุ่งหน้าสู่ยุโรปศิวิไลซ์ แต่แล้ว นอกจากเคยไปเป็นทหารที่ฝรั่งเศส เขาไม่ได้กลับไปเหยียบที่นั่นอีกเลย หากแต่หวนสู่การเป็นมนุษย์เงินเดือนที่แม้รายได้ดี แต่ก็ไม่ได้ภูมิใจในอาชีพนัก ส่วนเธอ หญิงสาวผู้เคยฝันว่าจะเอาดีด้านการแสดง ก็ต้องจำใจกลับไปหยิบผ้ากันเปื้อนมาใส่ เข้าครัว ทำอาหาร ดูแลลูก ตั้งท้องลูกอีกคน และปั้นหน้ายิ้มให้เพื่อนบ้านต่อไป กระทั่งชีวิตคู่ล่มสลาย

        ฉันกำลังเล่าเรื่องของแฟรงก์และเอพริล สามีภรรยาในภาพยนตร์เรื่อง Revolutionary Road หนังออกจะเก่าอยู่สักหน่อย เข้าฉายในปี 2008 แต่วิกฤตชีวิตคู่ที่เกิดขึ้นกับแฟรงค์และเอพริลไม่ได้เก่าตามไปด้วยเลย ทุกวันนี้ ยังมีหลายคู่รักที่พยายามถึงที่สุดเพื่อความสมบูรณ์ของชีวิตรักและครอบครัวที่มั่นคง แต่กลับพบว่าความพยายามนั้นนำมาสู่การพังทลายอย่างไร้ท่า

 

        “หลายปีที่ผ่านมา ฉันคิดว่าเรามีความฝันร่วมกัน” ค่ำคืนหนึ่ง ในผับเต้นรำ เอพริลเผยความจริงกับเพื่อนบ้าน

 

        หากต้องเลือก คุณจะเลือกอะไรคะ ระหว่าง ‘ความฝัน’ และ ‘ความรัก’

        ในมุมของฉัน ไม่มีคำตอบไหนที่ถูกหรือผิด เพราะเมื่อเราให้ค่าสิ่งใดมากกว่า สิ่งนั้นย่อมขยายใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่าอีกสิ่งเสมอ และเมื่อใดก็ตามที่เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกเพียงสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นหมายความว่าหนึ่งชีวิตของเราอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะโอบอุ้มไว้ทั้งหมดได้ หรือไม่ ก็เพราะความฝันและความรักไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่งได้จริงๆ

 

        ฉันเคยฟัง ไอติม (พริษฐ์ วัชรสินธุ) เล่าถึงความรักของเขาในรายการบันเทิงรายการหนึ่ง สมัยเรียนที่ออกซ์ฟอร์ด แฟนสาวของเขาบอกว่า หลังเรียนจบ เธอจะย้ายมาอยู่กับเขาที่เมืองไทยเลยก็ได้ แต่ขอยื่นคำขาด ห้ามเขาลงเล่นการเมือง เพราะเธอไม่อยากให้ครอบครัวอยู่กลางแสงสปอตไลต์ ไอติมตัดสินใจเลือกความฝันที่เขายึดมั่น ใช่ว่าไม่รักคนรัก แต่ความมุ่งมั่นบนถนนสายการเมืองของเขาหนักแน่นและเข้มข้นเสียจนไม่อาจตัดออกจากชีวิตได้

        ฟังไอติม ฉันเข้าใจ เราทุกคนต่างมีความใฝ่ฝันที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้ชีวิตมีความหวัง มีสิ่งมุ่งหมายอันเสมือนธงชัยที่ก่อให้เกิดแรงผลักดันในการเดินไปข้างหน้า หนึ่งคนอย่างน้อยก็หนึ่งอย่าง บางฝันอาจเล็กน้อยเหลือเกินในสายตาคนอื่น แต่เราผู้ครอบครองความฝันนั้นย่อมรู้ดีว่ามันดำรงอยู่ในเสียงหัวใจเต้น จำเป็นไม่ต่างจากลมหายใจ

 

        ยกตัวอย่างความฝันเล็กๆ แต่สลักสำคัญเหลือเกินกับเจ้าของความฝัน ชายคนหนึ่งเคยเล่าให้ฉันฟังว่าภรรยาของเขารบเร้าจะเปิดร้านขายเสื้อผ้าให้ได้ ทุกครั้งที่คุยกันถึงเรื่องนี้ เขารู้สึกหงุดหงิดเสมอ เขาไม่เข้าใจ ทั้งที่เขาให้เงินภรรยาใช้ไม่เคยขาดมือ วันๆ เธอก็แค่อยู่บ้าน เลี้ยงลูก ทำไมเธอถึงอยากทำงานให้เหนื่อยก็ไม่รู้

        ว่าตามทฤษฎีลำดับความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) ในขั้นของความยอมรับนับถือ (Esteem) เขาแบ่งความต้องการนี้ไว้สองระดับ ระดับล่างคือความต้องการได้รับการยอมรับและนับถือจากผู้อื่น และระดับสูงคือความนับถือตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง มาสโลว์บอกว่า หากมนุษย์ขาดความยอมรับนับถือในตนเอง เราจะรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า หมดความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างที่ปรารถนา

        ความรักที่เราได้รับจากคนอื่นมีคุณค่าต่อหัวใจ การดูแลบ้านช่องให้สะอาด เลี้ยงลูกให้โตขึ้นอย่างสง่างามก็มีความหมายไม่น้อย แต่นั่นอาจไม่ใช่จุดมุ่งหมายหนึ่งเดียวของผู้หญิงคนนั้น ร้านขายเสื้อผ้าต่างหากคือความฝันสุดลึกที่เธอกอดไว้กับตัวมาตลอดทุกช่วงวัย เมื่อลูกโตแล้ว เธอจึงอยากหันกลับมาดูแลความฝันของเธอให้เติบโตขึ้นบ้าง และเมื่อเราทำสิ่งใดสำเร็จด้วยมือของเราเอง หรือแม้แค่มีโอกาสลงมือทำตามฝัน ความนับถือในตนเองจะก่อเกิดโดยอัตโนมัติ

 

        ฉันไม่ได้กำลังบอกว่าความฝันยิ่งใหญ่กว่าความรักนะคะ คนที่เลือกความรัก ยอมสละความฝัน ก็มีให้เห็นอยู่มากราย เขาอาจชั่งน้ำหนักแล้วว่าคนรักหรือครอบครัวคือความสุขที่จับต้องได้กว่าการไล่ล่าความฝันที่ไม่มีใครการันตีได้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่

        แต่จะดีกว่าหรือเปล่า หากเราไม่ต้องทิ้งชีวิตและไม่ต้องทิ้งความรัก ไม่ต้องตัดใจเลือกว่าจะเก็บอะไรไว้

        ประโยคที่เอพริลบอกกับเพื่อนข้างบ้านในผับคืนนั้นนั่นแหละคือคีย์สำคัญ เธอคิดว่าเธอและสามีมีความฝันร่วมกัน ก่อนหน้านี้ที่เข้าใจว่า ‘มีฝันร่วมกันอยู่’ ชีวิตคู่จึงอยู่ด้วยกันได้

        ฉะนั้นแล้ว ฉันจึงมองว่าสำคัญเหลือเกินที่คู่รักต้องได้บอกกล่าวความฝันของตนให้อีกฝ่ายได้รับรู้ แล้วยิ่งเป็นฝันใฝ่ที่เราไม่อาจรามือ ไม่ยอมพลาดหากพบโอกาส จะเป็นจะตายหากไม่ได้ทำ ยิ่งต้องบอกกันอย่างตรงไปตรงมา ให้เขาได้ตัดสินใจว่าเห็นด้วยกับฝันและพร้อมไปด้วยกันไหม เช่นเดียวกัน รับฟังความฝันของเขาด้วยเถิด แล้วพิจารณาให้ดี เราเห็นภาพตนเองอยู่ในฝันของเขาหรือไม่

 

        อันที่จริง ฉันว่าเราควรได้รู้ความฝันของกันและกันตั้งแต่เริ่มคบหาดูใจเลยด้วยซ้ำ เพราะมันแฟร์กับทั้งสองฝ่าย หากรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าฝันของเธอไม่สามารถมีฉันอยู่ในนั้น ฝันของฉันก็ไม่ใช่เส้นทางที่เธอเดินไปด้วยได้ เราจะได้มอบอิสระต่อกัน แยกย้ายไปทำตามความฝัน ให้โอกาสทั้งเราและเขาได้พบกับคนที่มีฝันเดียวกันและร่วมทางกันได้จริงๆ ในวันข้างหน้า

        สองคนที่จะอยู่ด้วยกันได้ ฉันว่าอย่างน้อยก็ต้องมีสักหนึ่งความฝันร่วม หรือมีจุดมุ่งหมายชีวิตในทิศทางเดียวกัน แล้วนั่นจะกลายเป็นพลังคูณสองที่ช่วยกันขับเคลื่อนไปให้ถึงเป้าหมาย มีความรักและความเข้าใจเป็นฟันเฟืองชิ้นใหญ่

        ไม่ว่าวันนี้ความรักของเราจะเดินทางมาถึงจุดไหน ยังไม่สายที่จะไถ่ถามถึงความฝันอันสุดแสนสำคัญของกันและกัน อย่าปล่อยให้ถึงวันที่เราต้องพูดประโยคเดียวกับเอพริลออกมา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตินกานต์

ผู้เขียน ‘ดอก รัก’ หนังสือรวมเรื่องสั้น ที่ว่าด้วยผู้หญิง ความรัก และดอกไม้ สำนักพิมพ์ a book Publishing