พอได้แล้วหรือยังกับความสัมพันธ์บั่นทอนใจและทำร้ายชีวิต

Love Actually
7 Jun 2019
เรื่องโดย:

ตินกานต์

เมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันเขียนหนังสือรวมเรื่องสั้นออกมาเล่มหนึ่ง และหนึ่งเรื่องในเล่มเล่าถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ลูกสาวตั้งคำถามกับแม่ของเธอ ทำไมแม่ถึงยังยอมให้พ่อทำร้ายจิตใจอยู่ได้ ทำไมยังนิ่งให้สามีแสดงอำนาจกดขี่ราวกับภรรยาเป็นหญิงไร้ศักดิ์ศรี ทำไมถึงไม่ยุติชีวิตคู่ที่มีแต่ความฝืนทน ฉันเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยความสงสัยเช่นเดียวกับที่ตัวละครของฉันสงสัย อะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งทนได้กับความสัมพันธ์ที่กัดกร่อนหัวใจหรือแทบทำลายชีวิต

        นานมากแล้ว ฉันเคยคุยกับแม่ถึงเรื่องนี้ ถามความเห็นของแม่ว่าทำไมสามีภรรยาหลายคู่ที่มีปัญหากันบ่อยครั้งจนดูเหมือนไม่รักกันแล้ว ถึงยังเลือกอยู่ด้วยกันต่อไป

        แม่ตอบผ่านๆ “อยู่เพื่อลูกล่ะมั้ง”

        “แล้วคู่ที่ไม่มีลูกล่ะ”

        ฉันจำไม่ได้แล้วว่าแม่ตอบอะไร หรือได้ตอบหรือไม่กับคำถามนี้

 

        ‘อยู่เพื่อลูก’ ประเด็นนี้ฉันพอเข้าใจได้ เมื่อคนสองคนร่วมชีวิตมีลูกด้วยกันแล้ว สถานะพ่อและแม่ที่ซ้อนอยู่ในความเป็นสามีภรรยายิ่งกลายเป็นเชือกแน่นหนาจนยากจะปลดคลาย แล้วหากคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนมองว่าครอบครัวที่สมบูรณ์หมายถึงพ่อแม่ลูกต้องอยู่ร่วมด้วยแล้ว ต่อให้มีปัญหากันบ้านแทบแตก การแยกทางกลับถูกวางไว้เป็นทางออกสุดท้าย

        คนไม่มีลูกอย่างฉันไม่มีทางรู้ซึ้งถึงหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่หรอก ข้อนี้ ฉันรู้แก่ใจ

        แต่ในฐานะลูกคนหนึ่งอย่างฉัน ก็มองไม่เห็นประโยชน์อันใดที่พ่อแม่จะอยู่ด้วยกันเพื่อลูก แล้วทำร้ายกันให้ลูกเห็นอยู่ทุกวี่วัน

        เช่นนี้ ไม่เจ็บปวดกับทุกฝ่ายมากกว่าหรือ

        มองในฐานะคนคนหนึ่งที่มีความรัก มีคนรัก มีชีวิตรัก ฉันนึกไม่ออกจริงๆ ว่าหากความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างไม่น่าจะใช่ความรักแล้ว เราจะทนอยู่ด้วยกันท่ามกลางความรู้สึกลบให้เสียเวลาและเสียสุขภาพจิตไปทำไม แต่คงอย่างที่เขาบอกกัน ไม่เจอกับตัวเอง ไม่มีวันรู้ ขณะเขียนเรื่องสั้นเรื่องนั้น ฉันจึงพยายามทำความเข้าใจในตัวละครที่จำนนกับความสัมพันธ์อมทุกข์ไปด้วย

 

        ทำไมเราถึงยังทนได้กับความสัมพันธ์ที่บั่นทอนใจและทำร้ายชีวิต?

        จากการอ่านหลายบทความทางจิตวิทยาที่เขียนถึงประเด็นนี้ ฉันพอเห็นข้อสรุปใหญ่ๆ ที่ตรงกัน อย่างเบาที่สุดก็เพราะกลัวความเหงา สำหรับบางคน ให้ทะเลาะตบตีกันทุกวันยังน่ากลัวน้อยกว่าการใช้ชีวิตเพียงลำพัง บ้างก็ยังเชื่อว่าสักวันหนึ่งคนรักและความสัมพันธ์จะกลับมาดีดังเดิมได้ บางคู่ก็มีความจำเป็นต้องอาศัยพึ่งพา เช่น การเลี้ยงลูก ที่อยู่อาศัย ธุรกิจ หรือการเงิน

        กลุ่มเหตุผลที่ฉันรู้สึกถึงความซับซ้อนที่สุดคือ ปมในจิตใจที่ซุกซ่อนอยู่ในเราอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว คนที่เติบโตมาในครอบครัวที่ทำร้ายกันจนเป็นภาพชินตา ไม่ว่าจะทางวาจาหรือร่างกายย่อมเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เมื่อความสัมพันธ์ทุกข์ทรมาณเกิดขึ้นกับตนเอง จึงปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไปโดยปริยาย

        การไร้ตัวอย่างความรักที่ดีทำให้ไม่สามารถเห็นโอกาสของความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพกว่า ความรู้สึกที่ว่าได้เท่านี้ก็ดีถมแล้ว เขายังอยู่กับเราก็พอแล้ว ไม่ว่าจะถูกกระทำให้ช้ำสักแค่ไหน สะท้อนถึงการมองตนเองอย่างต่ำต้อยด้อยค่า กระทั่งฝังลงไปในจิตใต้สำนึกว่าเรามีค่าคู่ควรกับความสัมพันธ์ที่ดีได้เพียงเท่านี้

        อีกเหตุผลที่น่าตกใจสำหรับฉันคือ มันเป็นความทุกข์อันสุขสม กับการมีใครสักคนไว้ให้กล่าวโทษ เราทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อให้ความผิดไปลงแก่ผู้กระทำ ลึกๆ กลับมีความรู้สึกว่าฉันเป็นคนดี เพราะฉันยังอยู่กับเธอ แม้เธอจะย่ำยีฉัน ทั้งที่เมื่อความสัมพันธ์ดำเนินมาสู่การทำร้ายใจหรือร่างกายกัน หน้าที่รับผิดชอบต่อชีวิตเป็นสิทธิ์ของเราคนเดียวและอย่างเต็มที่

        การต้องยอมรับว่าเพราะเราเองที่ยินยอมให้เขากระทำ ไม่เข้มแข็งพอ รักตัวเองไม่มากพอที่จะเดินออกมาจากตรงนั้นเป็นความเจ็บปวดสุดลึกที่เราไม่กล้าหันไปมอง เราจึงผลักความรับผิดชอบนี้ไปยังอีกฝ่าย ก็มันง่ายกว่ามากกับการชี้นิ้วออกไปแล้วบอกว่าเพราะเธอต่างหากฉันจึงเป็นทุกข์

        ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลไหนก็ตาม ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือเป็นความรู้สึกหลบลึกก็ตาม ล้วนน่ากลัวสำหรับหนึ่งชีวิตเราทั้งนั้น

 

        เพื่อนของฉันคนหนึ่งเคยตกอยู่ในสถานการณ์นี้ อยากเลิกแต่ก็ไม่อาจเลิก เหนื่อยล้าแต่ก็ไม่กล้าปลดปล่อยตัวเอง เธอร้องไห้ขณะที่อีกฝ่ายดูไร้ไยดี

        เพื่อนบอก “ที่เลิกไม่ได้เพราะรักเขา”

        วันนั้น ฉันได้แต่นั่งใกล้และเงียบฟัง นึกย้อนไปก็อยากจะถามเพื่อนเหมือนกัน

        “แล้วจะไม่รักตัวเองบ้างสักหน่อยเหรอ”

 

        การละวางสิ่งที่เราเคยมีเคยใกล้เป็นเรื่องยาก แต่ตราบใดที่ห้องหับยังเต็มด้วยข้าวของรกเลอะ ก็คงไม่มีที่ว่างให้เรานำสิ่งที่ดีกว่า สะอาดกว่า น่าใช้กว่า เข้ามาอยู่ได้ หรือตราบใดที่แก้วมีน้ำขุ่นไปเสียครึ่งค่อนแก้ว ต่อให้เติมน้ำใสลงไปก็ทำได้เพียงเจือจาง ทางเดียวคือต้องเทน้ำเสียทิ้งให้หมดเพื่อเป็นแก้วเปล่าที่มีไว้สำหรับรินน้ำใสสะอาด

        ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าเมื่อไหร่คือถึงเวลาที่ควรเดินออกจากความสัมพันธ์กัดกินชีวิต เราเองเท่านั้นที่รู้ รู้ถึงกำลังของหัวใจ รู้เส้นขีดความอดทนที่ตนมี รู้ว่ายังมีหวังหรือควรพอแล้วกับรักครั้งนี้

        วันที่ทุกข์กับความรักเหลือเกินแล้ว ขอให้กอดตัวเองไว้ให้แน่นๆ ถามตอบตนอย่างเมตตาและจริงใจ เราควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้ และเจอความรักที่สวยงามกว่านี้ได้แล้วหรือยัง

        ฉันเขียนเรื่องสั้นนั้นจบอย่างเข้าใจในหัวจิตหัวใจของทุกตัวละครไม่มากก็น้อย รู้สึกเห็นใจ อยากเข้าไปกอด แต่ฉันก็ใจร้ายเกินไปที่ไม่มอบอิสรภาพให้แก่พวกเขา แต่เรื่องแต่งก็คือเรื่องแต่ง ชีวิตจริงอย่ายอมให้ใครมากำหนดทางเดินของเราได้ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นเราเองที่ยินยอมให้เป็นเช่นนั้น

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตินกานต์

ผู้เขียน ‘ดอก รัก’ หนังสือรวมเรื่องสั้น ที่ว่าด้วยผู้หญิง ความรัก และดอกไม้ สำนักพิมพ์ a book Publishing