Man in the Mirror: ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เสมอ

Lyrics of Life
23 Mar 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

เป็นเวลากว่า 30 ปี แล้ว นับตั้งแต่เพลง Man in the Mirror ของราชาเพลงพ็อพอย่าง ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) ถูกปล่อยออกมาในอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 7 อย่าง Bad ในปี 1988 จนถึงวันนี้ บทเพลงแห่งการเปลี่ยนแปลงยังคงถูกหมุนวนเล่นซ้ำ คัฟเวอร์ กลายเป็นตัวแทนของการเริ่มสร้างสังคมและโลกที่ดีกว่าเดิมโดยเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างบุคคลในกระจกที่เพลงต้องการสื่อ… หรือก็คือตัวเรานั่นเอง

        Man in the Mirror เป็นหนึ่งในสองเพลงของอัลบั้ม Bad ที่ไมเคิลไม่ได้เป็นผู้เขียน (อีกเพลงคือ Just Good Friends) แต่เป็นการเขียนร่วมกันของ ซีดาห์ การ์เร็ต (Siedah Garrett—นักร้องแบ็กอัพ และเป็นคนที่ร้องคู่กับไมเคิลในเพลง I Just Can’t Stop Loving You) และ เกล็น บัลลาร์ด (Glen Ballard) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงและการตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเริ่มต้นที่ตัวคุณเองได้

        จุดเริ่มต้นของเพลงนี้ เป็นช่วงที่ไมเคิลและ ควินซี โจนส์ (Quincy Jones) โปรดิวเซอร์คู่ใจ พยายามเลือกเพลงนำสำหรับอัลบั้ม Bad ที่โจนส์มองว่าจะ ‘กระจายความหวังให้แก่โลก’ ได้ เขาเชิญชวนนักแต่งเพลงมากมายมาเพื่อเสนอเพลง แต่สุดท้ายพวกเขาตัดสินใจเลือกเพลงนี้ ไมเคิลบันทึกความรู้สึกที่มีต่อ Man in the Mirror ในปี 1988 ว่านี่เป็นหนึ่งในบทเพลงที่เขาชื่นชอบที่สุด

        “ผมรักเพลงนี้… เริ่มต้นที่ตัวคุณเอง อย่าไปมองที่สิ่งอื่นสิ่งใด เริ่มต้นที่คุณนั่นแหละคือความจริงแท้”

       ส่วน ซีดาห์ การ์เร็ต เคยกล่าวไว้ว่า “เพลงนี้มีความหมายที่ลึกล้ำไปกว่าภาพของชายคนหนึ่งที่เพ่งมองตนเองที่สะท้อนในกระจก การสร้างสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมภายนอกนั้น คุณต้องเริ่มจากภายใน ดังนั้น ฉันคิดว่าไมเคิลเข้าใจ เขาสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของบทเพลงนี้ได้ทันที”

 

Man in the Mirror

 

       ส่วนสำคัญที่ทำให้ Man in the Mirror กลายเป็นเพลงอมตะ นอกเหนือจากความหมายของเนื้อเพลงที่สะกิดให้เราทุกคนสร้างโลกที่แตกต่างไปจากเดิม สร้างความเท่าเทียม แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงจากตัวเราเองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพลักษณ์และอิทธิพลของความเป็นพ็อพไอคอนของ ไมเคิล แจ็กสัน รวมไปถึงการสื่อสารด้วยจิตวิญญาณความเป็นศิลปินผ่านบทเพลง (โดยเฉพาะช่วงท้ายของเพลงที่ไมเคิลอิมโพรไวส์) ก็ยิ่งทำให้เพลงนี้ทรงพลังและทะลุทะลวงเข้าไปในจิตใจของผู้ฟังมากยิ่งขึ้น

        ที่สำคัญหากใครได้ดูมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ก็คงมีอารมณ์ร่วมได้ไม่ยาก จากภาพฟุตเทจเหตุการณ์ต่างๆ บุคคลสำคัญที่สั่นสะเทือนโลก ที่ตัดต่อสลับกันตลอดเพลง และยิ่งส่งพลังให้เพลงนี้ทำหน้าที่เหนือไปกว่าการเป็นเพียงแค่สื่อบันเทิงธรรมดาชิ้นหนึ่งเท่านั้น 

         และทำให้เราจะอยากลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองเสมอทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้… ด้วยหวังว่าจะได้พบความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตและสังคมรอบข้าง

        เพราะความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มจากจุดเริ่มต้นที่เล็กที่สุดเสมอ

 

 

I’m gonna make a change for once in my life

It’s gonna feel real good,

Gonna make a difference

Gonna make it right

‘ฉันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงสักครั้งหนึ่งในชีวิตของฉัน มันจะต้องเป็นความรู้สึกดีแน่ๆ ต้องรู้สึกแตกต่างไปจากเดิม และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง’

 

        บทเพลงเริ่มขึ้นด้วยบอกกล่าวถึงการตัดสินใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นในชีวิต ในช่วงเวลาที่เราเบื่อหน่ายบางสิ่งบางอย่างจนถึงที่สุด นั่นมักจะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราตัดสินใจได้ว่าพอแล้วกับชีวิตแบบเดิมๆ และก้าวไปสู่สิ่งใหม่ และในหลายครั้งของชีวิต บนเส้นทางที่เรากำลังเดิน เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ หากหนทางที่กำลังเดินไม่ได้ทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายที่วาดหวังไว้ สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือการกล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลง

 

As I, turn up the collar on my favourite winter coat

This wind is blowin’ my mind

I see the kids in the street, with not enough to eat

Who am I, to be blind?

Pretending not to see their needs

A summer’s disregard, a broken bottle top and a one man’s soul

They follow each other on the wind ya’ know

’Cause they got nowhere to go

That’s why I want you to know

‘เมื่อฉันกระชับปกเสื้อโค้ตตัวโปรด สายลมก็พัดพาเข้ามาในความคิด ฉันได้เห็นเด็กๆ ผู้หิวโหยบนถนนหนทาง แล้วฉันเป็นใครกันที่จะแสร้งทำเป็นตาบอด ทำเป็นไม่เห็นความต้องการของพวกเขา ฤดูร้อนแห่งการเฉยเมย ขวดเปล่าที่แตกสลาย และจิตวิญญาณของคนหนึ่งคน ที่พวกเขาต้องเดินตามกันไปยังทิศทางที่สายลมพัด เป็นเพราะพวกเขาไม่มีที่ให้ไป นั่นคือคำตอบว่าทำไมฉันอยากให้คุณได้รับรู้’

 

        หากเราต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีกว่าเดิม เราไม่สามารถที่จะคิดถึงแต่ตัวเองได้ แต่ต้องเริ่มใส่ใจที่จะมองเห็นความต้องการของผู้อื่นมากขึ้น หลายครั้งเราพบเห็นคนที่ลำบากและต้องการการช่วยเหลือ แต่เราเองกลับเมินเฉย และแสร้งทำเป็นว่าความยากลำบากนั้นไม่ได้มีอยู่จริง แต่อย่างที่เนื้อเพลงบอกไว้ เราเป็นใครกันที่จะแสร้งทำเป็นไม่เห็น?

        ในมุมหนึ่ง การถูกเมินเฉย การถูกละทิ้ง ความรู้สึกเศร้า การแตกสลาย เหล่านี้เราไม่สามารถหนีจากมันไปได้ตลอดกาล เพราะชีวิตคนย่อมมีทั้งขึ้นและลงเสมอ แต่หากลองมองในแง่ดี สถานการณ์เช่นนี้มักเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น แทนที่จะผลักไส จงโอบกอดสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ เพราะบางครั้งเราจำเป็นต้องอยู่ในความมืดก่อน เพื่อที่จะมองเห็นแสงสว่างได้

 

I’m starting with the man in the mirror

I’m asking him to change his ways 

And no message could have been any clearer

If you wanna make the world a better place 

Take a look at yourself and then make a change

‘ฉันจะเริ่มต้นจากคนที่อยู่ในกระจก ฉันจะขอให้เขาเปลี่ยนแปลงวิถีทางของเขาเอง และคงไม่มีข้อความใดจะชัดเจนไปกว่านี้แล้ว หากคุณอยากให้โลกนี้เป็นที่ที่น่าอยู่มากขึ้น เพ่งมองที่ตัวเอง แล้วเปลี่ยนแปลงซะ’

 

        ความชัดเจนที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคือ เริ่มต้นจากตัวเราเอง พูดกับตัวเอง บอกตัวเองให้เปลี่ยนวิถีทางที่ทำอยู่ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ล้วนเริ่มจากการขยับจากจุดเล็กๆ เพราะการเปิดโอกาสให้ได้ทบทวนความคิดและการกระทำของตัวเองอย่างเต็มที่ยังเปรียบเสมือนการได้วิเคราะห์ตนเอง ค้นพบจุดอ่อน จุดแข็ง รักษาจุดแข็ง เปลี่ยนแปลงจุดอ่อน และผลักดันตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่เพ่งมองดูคนในกระจก และเมื่อเราเปลี่ยน ทุกอย่างรอบข้างเราก็จะเปลี่ยนตาม

 

Man in the Mirror

 

I’ve been a victim of a selffiish kind of love

It’s time that I realize

That there are some with no home, not a nickel to loan

Could it be really me, pretending that they’re not alone?

‘ฉันเคยเป็นเหยื่อของความรักที่เห็นแก่ตัว แต่มันถึงเวลาที่ฉันจะตระหนักรู้แล้ว ยังมีคนไร้บ้านอยู่ เขาไม่มีเงินแม้แต่แดงเดียว ฉันควรจะแกล้งทำเป็นคิดว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวจริงๆ หรือ?’

 

        มนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนคิดถึงตนเองเป็นสิ่งแรกเสมอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่การคิดถึงแต่ตนเองมากเกินไปต่างหากที่จะนำมาซึ่งความโลภ ความอยากได้อยากครอบครองที่มากเกินพอดี และกลายเป็นความเห็นแก่ตัว ไขว่คว้าทุกสิ่งมาเพื่อตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากถอยห่างจากความเห็นแก่ตัวออกมา ยังมีสิ่งต่างๆ ที่อยู่ข้างนอกเขตแดนของเราอีกมาก ในสังคมมีคนไร้บ้าน มีคนต้องการความช่วยเหลือ มีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากเราคาดหวังสังคมที่ดีขึ้น นั่นคือคำตอบว่าทำไมเราถึงต้องเริ่มตระหนักได้แล้วว่าควรคิดถึงผู้อื่น เริ่มแบ่งปันสิ่งที่เรามีให้แก่ผู้ที่ไม่มี สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราได้พบประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างในชีวิต นั่นคือการมีคุณค่ากับผู้อื่นมากกว่าแค่ตัวเอง

 

A willow deeply scarred, 

Somebody’s broken heart and a washed-out dream

They follow the pattern of the wind, ya’ see

’Cause they got no place to be

That’s why I’m starting with me

‘รอยบาดแผลที่ลึก หัวใจผู้คนที่แตกสลาย และความฝันที่สูญสิ้น พวกเขาล้วนเดินตามกระแสและทิศทางลม คุณเห็นไหม เพราะพวกเขาไม่มีที่ให้อยู่ ฉันจึงต้องเริ่มต้นจากตัวฉันเอง’

 

        ข้างนอกความคิดเก่าของเราที่นึกถึงแต่ตัวเอง ยังมีเรื่องราวที่น่าเศร้าอีกมากมายดำเนินคู่ขนานไปกับสังคมและโลกใบนี้ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ต้องการให้ใครบางคนมาจัดการช่วยเหลือ ในบางครั้งสิ่งที่เราทำคือมองมันด้วยสายตาแห่งความสงสาร และรอใครสักคนในสังคมที่จะเป็นฮีโร่ลุกขึ้นมาเป็นคนนำก่อน แล้วคิดว่าคนอื่นๆ ถึงจะเริ่มตามมา แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องรอใครทั้งนั้น เพียงแค่เราเริ่มที่ตัวเอง เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่สามารถทำได้

        เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มนับหนึ่งจากตัวเองได้แล้ว เราจะเริ่มเห็นจุดอื่นๆ ที่จะลากไปเชื่อมโยงเป็นภาพใหญ่ได้มากขึ้น

        ในโลกแห่งความเหลื่อมล้ำ โลกแห่งความไม่เท่าเทียม เราทุกคนต่างรับรู้ถึงปัญหานี้ดี

        เราทุกคนล้วนปรารถนาอยากจะมีส่วนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เพียงแต่หากเราเริ่มต้นด้วยการโฟกัสไปที่การเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ ในตอนสุดท้าย เราอาจจะไม่ได้อะไรเลย เพราะไม่สามารถจัดการหรือควบคุมโลกทั้งใบได้ แต่เราสามารถจัดการตัวเองและการกระทำของเราเองได้ แม้อาจจะไม่มีโอกาสในการช่วยเหลือเด็กยากไร้ในอีกฟากฝั่งของซีกโลก แต่เราแบ่งปันให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือรอบข้างเราได้

        สิ่งสำคัญที่สุดคือการโฟกัสในสิ่งที่เราสามารถควบคุมและจัดการได้ก่อน เริ่มต้นที่สิ่งเล็กๆ ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง ลงมือทำมัน และจากจุดนั้น มันจะพาเราไปถึงจุดที่ใหญ่ขึ้นได้

 

        คำถามคือ วันนี้คุณเบื่อโลกใบเดิมๆ ของคุณไหม? หรือ อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่คุณอยู่ให้ดีขึ้นหรือเปล่า?

        หากรู้สึกเช่นนั้น จงจำไว้ว่า โลกนี้ยังมีเรื่องราวมากมายและกว้างใหญ่กว่าขอบเขตแห่งความเบื่อหน่ายที่คุณเผชิญอยู่ การจะได้พบสิ่งเหล่านั้นมีทางเดียวคือ จ้องมองนัยน์ตาของคนที่อยู่ในกระจกให้ดี แล้วบอกกับเขาคนนั้นไปเหมือนที่ไมเคิลพูดในตอนท้ายเพลงว่า

        Make that change—เปลี่ยนแปลงซะ

 


Recommended Tracks

01 Track: Heal The World Album: Dangerous Released: 1991

02 Track: Black or White Album: Dangerous Released: 1991

03 Track: Earth Song Album: HIStory: Past, Present and Future, Book I Released: 1995

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว Multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา และฝากเพจเฟซบุ๊ก oneun cafe ด้วยค่ะ