More Than Words: หากโลกปราศจากคำศัพท์ว่ารัก แล้วคุณจะแสดงออกว่ารักได้อย่างไร

Lyrics of Life
18 Oct 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

ย้อนกลับไปช่วงต้นทศวรรษ 90s เอ็กซ์ตรีม (Extreme) วงร็อกฮาร์ดคอร์ฟังก์เมทัลจากฝั่งอเมริกา ที่นำโดย แกรี เชอโรน (Gary Cherone) และ นูโน เบ็ตเทนคอร์ท (Nuno Bettencourt) ได้เขียนบทเพลงอะคูสติกร็อกเพลงหนึ่งซึ่งกลายเป็นที่จดจำของแฟนเพลงทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ หากแต่ความไพเราะของเพลงที่ว่าก็ได้กลายเป็นดั่งคำสาปที่ทำให้พวกเขาต้องตะขิดตะขวงใจจากความโด่งดังเกินหน้าเกินตาของวงในช่วงหนึ่ง (จริงๆ อาจจะตอนนี้ด้วยก็ได้) 

        แน่นอน พวกคุณที่เป็นคนฟังเพลงต้องรู้จัก More Than Words ซึ่งเป็นซิงเกิลที่สามจากอัลบั้ม Pornograffitti ในปี 1990 ที่บรรเลงด้วยกีตาร์อะคูสติกเป็นหลัก และกลายเป็นหนึ่งในเพลงบัลลาดที่ไพเราะที่สุดของโลกดนตรี ถึงขนาดที่ Billboard เคยเขียนถึงไว้ว่า “นุ่มนวล, บัลลาดร็อกแสดงให้เห็นว่าบางครั้งความน้อยนั้นช่างมากมาย สปอตไลต์ได้ถูกสาดส่องลงมายังเสียงร้องอันโดดเด่น สอดประสานไปกับกีตาร์อะคูสติกที่ส่องแสงวาววับ”

        ถูกชมขนาดนี้แล้วมันจะกลายเป็นเพลงที่ถูกสาปได้อย่างไรกัน?

        เคยมีคำอธิบายถึงเพลง More Than Words ขำๆ ไว้ว่าเป็นเพลงที่ ‘ทั้งได้รับการอวยพรและถูกสาป’ เพราะในขณะที่บทเพลงประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก หากแต่มันก็ทำให้ Extreme จำต้องเล่นเพลงนี้ในทุกครั้งที่พวกเขาขึ้นเวที (ก็แหงล่ะ)

        “เพลงนี้ให้อิสระแก่พวกเราในการทำอัลบั้มตามที่เราต้องการ มันทำให้เราได้มีโอกาสทัวร์ครั้งใหญ่ทั่วอเมริกาและทั่วโลก ในช่วงทศวรรษ 90s” เชอโรนกล่าวกับ KNAC อย่างไรก็ตาม ในมุมตรงกันข้าม Extreme กลับเริ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับเพลงนี้ เพราะความโด่งดังของ More Than Words ทำให้พวกเขาถูกแปะป้ายว่าเป็นวง ‘The more than words guys’ แทนที่คนจะจดจำชื่อวง “เราไม่ชอบการรับรู้ของคนฟังที่ว่า เพลงนี้เป็นสิ่งที่สร้างวงเราขึ้นมา” 

        “ผมยังจำได้ ครั้งหนึ่งเราเคยทัวร์กับ Aerosmith ในโปแลนด์ ซึ่งเราตัดสินใจกันว่าจะไม่เล่น More Than Words แต่พอ สตีเวน ไทเลอร์ (Steven Tyler: นักร้องนำวง Aerosmith) รู้เรื่องเข้า เขาเขียนข้อความบางอย่างลงในกระดาษแผ่นใหญ่ แปะไว้หน้าห้องแต่งตัวของพวกเราว่า ‘เล่นไอ้เพลงห่านั้นซะ! (Play the fucking song!)’” เชอโรนย้อนความ “ทัศนคติของเขาดูราวกับเป็นพ่อของพวกเราเลย เขาคงคิดประมาณว่า ‘ฟังนะ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเอ็งมาเล่นในโปแลนด์ คิดว่าจะได้กลับมาอีกครั้งเมื่อไหร่กัน? แฟนๆ เขารอฟังอยู่ เพราะฉะนั้น เล่นซะ!’” 

        ในเชิงของความหมาย More Than Words เป็นเพลงบัลลาดที่ถูกแต่งขึ้นมาเพราะต้องการพูดถึงสิ่งที่ผู้คนทั่วไปต้องการให้คนรัก ‘ลงมือกระทำ’ เพื่อพิสูจน์ความรักที่มี มากกว่าวลีสั้นๆ ง่ายๆ ที่ออกจากปากอย่าง ‘ฉันรักเธอ (I love you)’ เบ็ตเทนคอร์ตได้อธิบายว่าเป็นเพราะถ้อยคำเหล่านั้นอาจกลายเป็นสิ่งไร้ความหมายในท้ายสุด “ผู้คนใช้คำพูดอย่างพร่ำเพรื่อและไร้น้ำหนัก ราวกับว่าแค่คำพูดสามารถแก้ไขปัญหาทุกสิ่งได้ แต่บางครั้งคุณจำเป็นต้องทำมากกว่านั้น คุณต้องแสดงมันออกมา เพราะว่ามีทางเยอะแยะเลยที่คุณจะแสดงความรักได้มากกว่าแค่พูดว่า ‘ฉันรักเธอ’”

 

Saying I love you is not the words I want to hear from you

It’s not that I want you

Not to say, but if you only knew

How easy it would be to show me how you feel

More than words is all you have to do to make it real

Then you wouldn’t have to say that you love me

‘Cause I’d already know

‘คำพูดว่าฉันรักคุณ ไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากได้ยินนะ ไม่ใช่ว่าฉันไม่ต้องการให้คุณเอ่ยหรอก หากแค่ให้คุณรู้ว่ามันง่ายเพียงไรที่คุณจะแสดงความรู้สึกออกมา มากกว่าถ้อยคำ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่าคือความจริง เช่นนั้นคุณไม่ต้องบอกหรอกว่าคุณรักฉัน เพราะเพียงเท่านั้นฉันก็รับรู้แล้ว’

 

        เป็นอย่างที่เนื้อเพลงท่อนแรกบรรยายไว้ บางทีการเอ่ยคำว่า ‘รัก’ ซ้ำๆ หลายครั้งอาจทำให้สูญเสียความ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ของถ้อยคำไปได้ไม่มากก็น้อย (หรืออาจแปลความศักดิ์สิทธิ์ให้เข้าใจง่ายๆ ว่ามัน ‘ช้ำ’) เพราะความรักสามารถแสดงออกได้มากกว่าคำพูด สิ่งที่เราต้องการจากฝ่ายตรงข้ามคงไม่ใช่คำพร่ำบอกว่ารักมากเท่าไหร่ แต่เป็นการกระทำที่ถูกแสดงออกมาอย่างใส่ใจมากกว่า 

 

What would you do if my heart was torn in two?

More than words to show you feel

That your love for me is real

What would you say if I took those words away?

Then you couldn’t make things new

Just by saying I love you

‘คุณจะทำเช่นไร หากหัวใจฉันต้องแตกออกเป็นสองเสี่ยง? มากกว่าคำพูดแต่เพื่อแสดงความรู้สึก ว่ารักของคุณที่ให้ฉันเป็นเรื่องจริง แล้วคุณจะทำอย่างไร หากฉันนำถ้อยคำเหล่านั้นไปจากคุณ? หรือคุณไม่สามารถทำอะไรมากกว่านั้นได้อีก นอกจากเอื้อนเอ่ยว่าฉันรักคุณ’

 

        ในยามที่หัวใจของเราต้องพบกับความทุกข์ใจหรือจมดิ่งในความเศร้า สิ่งที่เราต้องการคงไม่ใช่แค่คำพูดปลอบใจหรือคำว่า ‘ฉันรักคุณ’ เพื่อเยียวยาหัวใจแน่ๆ แต่เราต้องการการแสดงออกถึงความห่วงใย การแคร์จากคนที่เรารัก และการแสดงให้เห็นว่าเราพร้อมอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลายคนคิดว่าเพียงแค่คำพูดว่ารักจะสามารถแก้ไขทุกสิ่งได้ แต่ความจริงแล้วอาจตรงกันข้าม

        น่าสนใจที่ว่าในท่อนนี้มีคำถามว่า หากไม่มีคำว่า ‘ฉันรักคุณ’ แล้วเราจะแสดงถึงความรักได้อย่างไร? เราจะแก้ไขบางสิ่งให้ถูกต้องได้อย่างไร? หรือหากปราศจากคำพูดแล้ว เราจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกเลยอย่างนั้นหรือ? 

 

Now that I’ve tried to talk to you and make you understand

All you have to do is close your eyes

And just reach out your hands and touch me

Hold me close don’t ever let me go

More than words is all I ever needed you to show

Then you wouldn’t have to say that you love me

‘Cause I’d already know

‘ตอนนี้ฉันพยายามพูดคุยและทำความเข้าใจ ว่าสิ่งที่คุณต้องทำคือหลับตาลง เอื้อมมือมาสัมผัสฉัน โอบกอดฉันไว้ อย่าปล่อยฉันไปไหน การกระทำเหล่านั้นคือสิ่งที่ฉันต้องการให้คุณแสดงออกมา เช่นนั้นคุณไม่ต้องบอกหรอกว่าคุณรักฉัน เพราะเพียงเท่านั้นฉันก็รับรู้แล้ว’

 

        ลองจินตนาการระหว่างคำพูดกับสัมผัสที่ส่งไออุ่นให้แก่กัน อย่างไหนลึกซึ้งยิ่งกว่า? คำพูดอาจไม่จำเป็นเลยก็ได้ หากแค่เราได้ลองโอบกอดกันไว้ท่ามกลางความเงียบงันนั้น บางทีความรักที่แท้อาจเผยตัวตนออกมาได้มากกว่าการเอื้อนเอ่ยวาจาเป็นไหนๆ สัมผัสมือเพียงครั้งเดียว จุมพิตแผ่วเบาเพียงครั้งเดียว กอดอันอบอุ่นเพียงครั้งเดียว รสชาติความหอมหวานของมันจะฝังอยู่ในความทรงจำของเราไม่เสื่อมคลาย

        ถึงแม้ Extreme จะเป็นวงร็อกหนักแน่น หากแต่มุมมองที่มีต่อความรักของพวกเขากลับอ่อนหวาน มองในแง่ดี แม้เพลง More Than Words อาจทำให้ Extreme ต้องคำสาป (อย่างที่พวกเขาอ้างกันเอง) ในแง่ที่ว่าผู้คนมักนึกถึงเพลงนี้มากกว่าวง แต่อย่างน้อยก็คงเป็นคำสาปที่ดีสำหรับแฟนเพลง ที่ทำให้ได้มีเพลงรักแสนลึกซึ้งแทนความปรารถนาในใจไว้ส่งหาคนที่รักให้ได้รับรู้… โดยไม่ต้องเหนื่อยเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาเป็นคำพูด

 


Recommended Tracks

01 Track: Hole Hearted Album: Pornograffitti Released: 1990

02 Track: Song for love Album: Pornograffitti Released: 1990

03 Track: Stop the World Album: III Sides To Every Story  Released: 1992

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา