Somewhere Only We Know: สำรวจเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ ที่นำพาเราไปสู่จุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด

ปี 1997 หลังจากคริส มาร์ติน (Chris Martin) ได้ฟัง ทิม ไรซ์-อ็อกซ์ลีย์ (Tim Rice-Oxley) บรรเลงเปียโนในงานหนึ่งที่เมืองเวอร์จิเนีย วอเตอร์ (Virginia Water) จนจบ เขาก็รีบรุดเข้าไปชักชวนทิมเพื่อมาร่วมวงดนตรีที่เขากำลังฟอร์มขึ้นในช่วงนั้นอย่าง โคลด์เพลย์ (Coldplay) ทันที แต่สิ่งที่ทิมตัดสินใจในวันนั้นคือการปฏิเสธ เพราะเขาเองมีวงดนตรีที่กำลังทำกับเพื่อนอยู่แล้วในนาม The Lotus Eaters

        The Lotus Eaters เป็นวงที่ทิมตั้งขึ้นกับ โดมินิค สก็อตต์ (Dominic Scott) และ ริชาร์ด ฮิวจส์ (Richard Hughes) สองเกลอของเขาในปี 1995 ระหว่างกำลังศึกษาที่ University College London และเล่นเพลงคัฟเวอร์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น U2, Oasis หรือ The Beatles ก่อนจะได้ทอม แชปลิน (Tom Chaplin) อีกหนึ่งเกลอเก่าจากหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อแบตเทิล (Battle) ของเมืองซัสเซ็กซส์ (East Sussexs) ทางตอนใต้ประเทศอังกฤษ ที่ทั้งคู่เคยอาศัยอยู่ร่วมกันในวัยเด็ก มาเป็นนักร้องหลัก และเปลี่ยนชื่อจาก The Lotus Eaters มาเป็น Cherry Keane จนกระทั่งเหลือแค่ชื่อ Keane ในที่สุด

         หลังจากนั้น คีนก็กลายเป็นวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากเกาะอังกฤษอีกวงหนึ่ง ที่พาตัวเองไปยืนอยู่บนความสำเร็จในระดับสากลได้

         มิตรภาพ ความสัมพันธ์ และสถานที่แห่งความทรงจำของคนทั้งสี่นี่เองที่กลายเป็นแรงบันดาลใจสู่เพลงสุดคลาสสิกของคีน อย่าง Somewhere only we know

 

 

        Somewhere only we know ถูกปล่อยอย่างเป็นทางการในฐานะซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม Hopes and Fears (2004) ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตที่สุดของปี 2004 สามารถไต่ขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 3 ของชาร์ตได้ในช่วงสัปดาห์แรกของการวางขายอัลบั้ม และทำให้คีนได้รับการเสนอขื่อเข้าชิงรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแกรมมีอวอร์ดในสหรัฐอเมริกา

     ทิมเคยบอก The Independent ว่า Somewhere only we know มีพื้นฐานเรื่องเล่ามาจากพื้นที่รอบๆ เมือแบตเทิลที่เคยอาศัยอยู่ .  

        ‘เพราะผมรู้จักกับริชาร์ด และทอม มาตั้งแต่เด็ก ผมจึงมีความทรงจำมากมายเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้และเพื่อนทั้งคู่ เช่น การไปเตะฟุตบอลกันเป็นประจำ นอกจากนั้น ผมชอบไปผับในช่วงย่ำเย็นของฤดูร้อน และใช้เวลาเดินกลับบ้านโดยเลือกผ่านสนามหญ้าและป่าที่อยู่ในหมู่บ้าน มันเป็นโลกที่สงบสุข เป็นดั่งภาพสวรรค์ในความคิดผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คุณได้รู้จักใครบางคนเป็นระยะเวลานาน ทุกปีที่ผันผ่านไป พวกเรารู้สึกว่าเรามีประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าสะสมมากมายจนกลายเป็นเรื่องราวที่แสนบริสุทธิ์ และเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากที่ผมได้มีเพื่อนสนิทแบบนี้มาตลอดชีวิต’

 

        ทิมเป็นผู้แต่งเดโมแรกของ Somewhere only we know เขาให้สัมภาษณ์กับ Billboard ว่า “ตอนนั้นผมคิดถึงบทเพลงของเดวิด โบวี (David Bowie) อย่าง Heroes ที่พาอารมณ์คุณขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ กับจังหวะแบบร็อกผมชอบท่อนบริดจ์ของมันมาก คงจะยอดเยี่ยมไปเลยเลยถ้าได้เล่นท่อนบริดจ์แบบนั้นกับเพลงของเราสดๆ บนเวที ดังนั้น พอได้ทำเพลง Somewhere only we know ท่อนบริดจ์จึงเป็นสิ่งแรกๆ เลยที่พวกเราบันทึกลงในเพลงนี้”

        ก่อนที่คีนจะบันทึกเสียงเพลงนี้ในเวอร์ชันสุดท้ายเสร็จตอนปี 2003 ที่สตูดิโอ Helioscentric

 

 

        ‘เพลงนี้เกี่ยวข้องกับความสามารถในการดึงความแข็งแกร่งออกมาจากสถานที่ หรือประสบการณ์ที่คุณได้เคยแชร์กับใครบางคนไว้ ผมคิดว่านี่เป็นไอเดียที่เชื่อมโยงผู้คนจำนวนมากได้’ ทิมบอกกับ The Mirror

        ส่วนทอม แชปลิน นักร้องนำของคีนเคยบอกกับ Spinner UK ว่าเขาเชื่อมั่นในการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทิมจัดการเรื่องการเขียนเพลงคนเดียว ‘ผมเชื่อมั่นในในบทเพลงที่ทิมเขียนเสมอ และทุกสิ่งที่พวกเราทำด้วยกันกับวงของเรา เพราะคุณมักจะได้รับความรู้สึกที่พิเศษบางอย่างเสมอ เวลาคุณรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นยอดเยี่ยมมาก’

 

I walked across an empty land

I knew the pathway like the back of my hand

I felt the earth beneath my feet

Sat by the river, and it made me complete

“ฉันเดินก้าวผ่านดินแดนอันรกร้างว่างเปล่า ฉันรู้จักเส้นทางนี้และคุ้นเคยเป็นอย่างดี ฉันสัมผัสได้ถึงผืนดินใต้ฝ่าเท้าของฉัน พอได้นั่งลงที่ริมแม่น้ำ สิ่งเหล่านั้นดูเหมือนจะทำให้ฉันอิ่มเอมและบริบูรณ์”

 

        ท่อนแรกของเพลงบรรยายถึงความโดดเดี่ยว ณ สถานที่แห่งหนึ่ง อันเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยและเชื่อมโยงกับบุคคลในเพลง สิ่งที่เขาต้องการคือการได้นั่งลงอย่างสงบริมแม่น้ำ และได้ใช้ความคิด

        หากลองคิดเชื่อมโยงกับชีวิตมนุษย์ ไม่น่าแปลกที่เราทุกคนล้วนต้องมี ‘Sanctuary’ หรือ ‘สถานที่ศักดิ์สิทธิ์’ ของตัวเองอย่างน้อยหนึ่งแห่ง อาจจะเจาะจงเป็นบ้านที่เราอาศัยมาตั้งแต่เด็ก ห้องนอนของเรา เมืองที่เราเติบโตขึ้นมา หรืออาจเป็นสถานที่แปลกๆ อย่างดาดฟ้าบนตึกสูงก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดก็ตาม จุดเชื่อมโยงของแต่ละแห่งนั้นคือการที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สงบ ได้ไตร่ตรองอะไรบางอย่าง หรือกระทั่งได้เข้าใจตัวเอง

           แล้วสถานที่นั้นของคุณคือที่ไหน?

 

Oh, simple thing, where have you gone?

I’m getting old and I need something to rely on

So tell me when you’re gonna let me in

I’m getting tired and I need somewhere to begin

     “แต่เกือบลืมไปเลย คุณหายไปไหนกัน? เพราะฉันเริ่มอายุมากแล้ว และฉันต้องการใครสักคนพึ่งพิง บอกฉันที เมื่อไหร่จะให้ฉันเข้าไปหาคุณได้ ฉันเริ่มเหนื่อยล้า และต้องการที่ไหนสักแห่งเพื่อเริ่มต้นใหม่”

 

        ท่อนนี้ทำให้เราเริ่มเห็นว่าการได้นั่งริมน้ำและไตร่ตรองใช้ความคิดอยู่ในสถานที่อันคุ้นเคย ทำให้บุคคลในเพลงเริ่มระลึกถึงบางสิ่งที่สูญหายไปขึ้นมาได้ และตั้งคำถามว่า ‘สิ่งเรียบง่าย’ ที่หายไปนั้น หายไปที่ใด และทำไมสิ่งนั้นจึงเปลี่ยนไป ซึ่งในบริบทของเพลงน่าจะมีความหมายถึงอีกบุคคลหนึ่งในความสัมพันธ์ เป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์นั้นไม่ได้เหมือนเดิม ในความสงสัยถึงคุณค่าระหว่างความสัมพันธ์ที่มีอยู่ และการตัดสินใจว่าควรจะไปต่อหรือไม่นั้น แน่นอน ว่าการแสดงออกของอีกฝ่ายย่อมเป็นเรื่องจำเป็น

        เพราะยิ่งเราเติบโตขึ้น อายุมากขึ้น ย่อมไม่มีใครอยากสูญเสียเวลาอันมีค่าไปกับความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน

 

     I came across a fallen tree

     I felt the branches of it looking at me

     Is this the place we used to love?

     Is this the place that I’ve been dreaming of?

     “ฉันเดินข้ามผ่านต้นไม้ใหญ่ที่โค่นลงมา รู้สึกราวกับว่ากิ่งก้านสาขาของมันจ้องมองมาที่ฉัน นี่ใช่ที่ที่เราเคยรักกันหรือเปล่า? นี่คือที่ที่เราเคยเฝ้าฝันถึงใช่ไหม?”

 

        ภาพของต้นไม้ใหญ่ที่โค่นลงมา และเดินก้าวข้ามผ่านไป อาจสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะการตัดสินใจที่จะเดินต่อไปในความสัมพันธ์ของบุคคลในเพลง และเลิกล้มความตั้งใจที่จะอยู่คนเดียว กิ่งก้านต้นไม้ที่จ้องมองมานั้น คล้ายกับเป็นสิ่งที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังของการตัดสินใจ โดยที่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

         แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจเดินไปข้างหน้า ก็ย่อมมีคำถามใหม่ๆ ที่ตามมาในความสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม หากคนสองคนสามารถตระหนักและเฝ้าฝันถึงสถานที่ที่จะสามารถรักกันได้, พูดง่ายๆ คือมีภาพฝันร่วมกัน นั่นก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ชัดเจน

 

And if you have a minute, why don’t we go

Talk about it somewhere only we know?

This could be the end of everything

So why don’t we go

Somewhere only we know?

“หากคุณมีเวลาสักนาที ทำไมเราไม่ไปหาที่นั่งคุยกันถึงเรื่องสถานที่แห่งนั้นที่มีเพียงเรารู้จัก นี่อาจจะเป็นจุดจบของทุกๆ สิ่งก็ได้ ทำไมเราไม่ลองไปดูล่ะ
ที่แห่งนั้น ที่มีแค่เรารู้กัน?”

 

        อย่างที่ใครเคยกล่าวไว้ บทสนทนาที่ดีคือเครื่องมือที่จะช่วยเปิดเผยความรู้สึกที่จริงระหว่างคนสองคนได้ หากทั้งคู่รู้อย่างแท้จริงว่าต้องการซึ่งกันและกัน ที่สำคัญ การพูดคุยกันอาจนำไปสู่การยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงต่อกันได้ และมันอาจเป็นจุดจบของความเหงาอันเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขารู้จักมาตลอดชีวิต

        แต่ในอีกมุมหนึ่ง สถานที่ที่อ้างถึงในเพลงอาจไม่ได้หมายถึงทางกายภาพ แต่อาจหมายถึงบางสิ่งบางอย่างในอดีตหรือ สิ่งที่ค้างคาใจในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ซึ่งหากไม่มีการพยายามทำความเข้าใจกัน แน่นอนว่าในท้ายที่สุดความสัมพันธ์นั้นย่อมจบลงด้วยความไม่เข้าใจ แต่หากได้ปลดปล่อยความรู้สึกออกมาจากกรงที่ขังไว้ในอดีต การเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่าก็อาจไม่ใช่แค่ฝันลมๆ แล้งๆ

 

        ไม่ว่า Somewhere ในบทเพลงของคีนจะสื่อความหมายถึงอะไร สถานที่? บางสิ่งบางอย่างในความทรงจำ? อย่างไรก็ตามคำว่า Only We Know นั่นย่อมมีความพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงสิ่งที่มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่รับรู้ถึงการมีอยู่ เป็นประตูศักดิ์สิทธิ์ที่ต่างฝ่ายต่างมีกุญแจไขเข้าไป เป็นการแชร์ความทรงจำร่วมกันที่ไม่มีคนนอกสามารถข้ามผ่านเข้าไปได้ ไม่ว่าความทรงจำนั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม

        และทำให้เรารู้ว่าในความสัมพันธ์ ย่อมมี ‘Somewhere’ ที่สำคัญต่อความรู้สึก และการตัดสินใจเสมอ ที่สำคัญ Somewhere นั้นย่อมจะนำมาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง ไม่ว่าจะสร้างสรรค์หรือทำลาย เริ่มต้นหรือจุดจบ

        เราแค่ต้องหา Somewhere ของเราให้เจอ และเผชิญหน้ากับมัน

        โชคดีที่ Somewhere ของวงคีนเป็นจุดเริ่มต้นสู่บทเพลงสุดคลาสสิกของโลกดนตรีทุกวันนี้

 


Recommended Tracks

01 Track: Everybody’s Changing Album: Hopes and Fears Released: 2003

02 Track: This Is the Last Time Album: Hopes and Fears Released: 2003

03 Track: Is It Any Wonder Album: Under the Iron Sea Released: 2006