When You Say Nothing At All: เราต่างต้องการใครสักคนที่เข้าใจกันและกันโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใด

Lyrics of Life
27 Sep 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

ช่วงปลายยุค 90s ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันหอมหวาน โลกได้ทำความรู้จักกับภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดีเรื่องเยี่ยมอย่าง Notting Hill หรือ รักบานฉ่ำที่น็อตติ้งฮิลล์ (1999) เขียนบทโดย ริชาร์ด เคอร์ติส (Richard Curtis) เจ้าของเดียวกับผู้เขียนบทภาพยนตร์รักๆ อย่าง Love Actually (2003), About Time (2013) หรือล่าสุดกับ Yesterday (2019)

        นอกจาก Notting Hill จะทำให้ผู้ชมฝันหวาน จินตนาการถึงเรื่องราวความรักที่แสนแตกต่างระหว่างเจ้าของร้านหนังสือธรรมดาในเมืองน็อตติงฮิลล์ กับนักแสดงสาวระดับฮอลลีวูด และทำให้ใครหลายคนหลงเสน่ห์ร้านหนังสือ หนึ่งในบทเพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีความหมายแสนซึ้งอย่าง When You Say Nothing At All ก็ช่วยทำให้ภาพยนตร์กลมกล่อมมากขึ้นไปอีกโข 

        เชื่อว่าเมื่อพูดถึงเพลง When You Say Nothing At All คอเพลงทั้งหลายคงคุ้นชินกับเวอร์ชันเสียงหล่อๆ ของ โรแนน คีธิง (Ronan Keating) ศิลปินชื่อดังชาวไอร์แลนด์เป็นแน่

        แต่ช้าก่อน เพราะว่าในความเป็นจริง นี่ไม่ใช่เพลงของเขา แต่เป็นเพลงที่มีต้นฉบับมาตั้งแต่ปี 1988 โน่นทีเดียว

        วันหนึ่งในปี 1988 พอล โอเวอร์สตรีท (Paul Overstreet) และ ดอน ชลิตซ์ (Don Schlitz) สองนักแต่งเพลงคันทรีชาวอเมริกันที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกเนือยๆ กับไอเดียแต่งเพลงที่ไม่โผล่มาสักที ใครคนหนึ่งสับกีตาร์เป็นจังหวะไปเรื่อยๆ เอื่อยๆ หวังว่าจะมีเนื้อเพลงสักท่อนวาบเข้ามา แต่สุดท้ายก็ว่างเปล่า

        “แต่ในขณะที่เราต่างพยายามหาวิธีอื่นในการแต่งเพลงโดยการไม่พูดอะไรเลย จู่ๆ เพลงนี้ก็ผุดขึ้นมาซะงั้น” พอลบอกกับนักเขียนนาม เอซ คอลลินส์ (Ace Collins) ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง ทีแรกพวกเขาทั้งคู่คิดว่าเพลงนี้แค่ ‘โอเค’ เท่านั้น ยังไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดพิเศษ แต่เมื่อ คีธ วิตลีย์ (Keith Whitley) ศิลปินคันทรีชาวอเมริกันได้ฟังเพลงนี้ เขารักมันทันที และเขาคิดว่าจะไม่ปล่อยเพลงนี้ให้หลุดมือไปเด็ดขาด 

        เพราะอะไรน่ะหรือ? 

        ก่อนหน้านี้ พอลและดอนเคยเขียนเพลงคันทรีชื่อ On the Other Hand และถูกบันทึกไว้สองเวอร์ชัน คือของ แรนดี้ ทราวิส (Randy Travis) ในเดือนมิถุนายน ปี 1985 และคีธก็นำมาบันทึกเสียงอีกรอบในช่วงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ทว่าเวอร์ชันที่ปล่อยออกมาก่อนของแรนดี้นั้นได้รับความนิยมมากกว่า ดังนั้น คีธจึงไม่ต้องการให้ When You Say Nothing At All ต้องพบเจอเหตุการณ์เช่นเดิมอีก

        แน่นอนว่าคีธได้บันทึกเสียงสมใจ มันถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้ม Don’t Close Your Eyes (1988) และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พอลและดอนถึงกับเคยบอกไว้ว่า “คีธร้องเพลงนี้ออกมาจากส่วนลึกในหัวใจอย่างแท้จริง”

        หลังจากนั้น เวลาล่วงเลยผ่านมาถึงปี 1995 อลิสัน เคราส์ (Alison Krauss) ศิลปินแนวบลูแกรส คันทรี (Bluegrass Country) ชาวอเมริกัน ได้นำเพลงนี้มาคัฟเวอร์กับวง Union Station เพื่อเป็นการรำลึกถึงคีธผู้จากไปในปี 1989 ด้วยพิษสุรา

 

 

        และถัดมาอีก 4 ปี ขณะที่ โรแนน คีธิง ในวัยหนุ่มยังอยู่วงบอยแบนด์ชื่อดังอย่าง Boyzone เขาก็ได้คัฟเวอร์ When You Say Nothing At All สำหรับประกอบภาพยนตร์ Notting Hill ก่อนที่เขาจะแยกมาออกเดบิวต์อัลบั้มของตัวเองชื่อ Ronan (1999) และเพลงนี้ก็ถูกบรรจุในอัลบั้มเดี่ยวของเขาด้วยเช่นกัน นอกจากเวอร์ชันนี้จะถูกจดจำในฐานะเพลงประกอบภาพยนตร์ มันยังทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ในชาร์ตของอังกฤษ, ไอร์แลนด์ และนิวซีแลนด์ 

        ก่อนจะกลายเป็นเพลงประจำตัวของโรแนนมาจนทุกวันนี้ และทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิดว่าเป็นเพลงของเขาเอง (แต่โรแนนคงยิ้มชอบใจ)

 

 

It’s amazing how you can speak right to my heart

Without saying a word, you can light up the dark

Try as I may I can never explain

What I hear when you don’t say a thing

‘ช่างน่าอัศจรรย์ที่คุณพูดได้อย่างตรงใจฉัน โดยไม่ต้องมีคำพูด คุณก็สามารถจุดประกายทอแสงในความมืดมิด จะพยายามสักเท่าไหร่ฉันก็ไม่อาจอธิบายได้ ว่าสิ่งที่ฉันสัมผัสได้ยามคุณไม่เอื้อนเอ่ยคืออะไรกันแน่’

 

        รูปแบบการสื่อสารระหว่างความสัมพันธ์ของมนุษย์เรามีหลากหลาย คำพูด ท่าทาง อากัปกิริยา หรือการสัมผัส แต่ว่ากันว่าการสื่อสารด้วย ‘ความเงียบ’ นั้นกลับลึกซึ้งยิ่งกว่า บางครั้งการมีแค่ความเงียบงันก็ทำให้รู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าการพูดระบายออกมาเป็นไหนๆ ตรงกันข้าม ในความสัมพันธ์ที่ราบรื่นเพียงแค่มองตากันและกันก็เข้าใจความหมายและสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการได้ น่าจะเป็นความพิเศษที่สุดที่คู่รักคู่หนึ่งจะมีได้ (บางคนชอบใช้คำว่า ‘เคมีตรงกัน’) เพียงแต่การจะไปถึงจุดนั้น คุณจำเป็นต้องผ่านเรื่องราวต่างๆ ในความสัมพันธ์มาด้วยกันระยะใหญ่ จนกระทั่งเริ่มเปิดใจให้กันอย่างแท้จริงเสียก่อน 

 

The smile on your face lets me know that you need me

There’s a truth in your eyes saying you’ll never leave me

The touch of your hand says you’ll catch me wherever I fall

You say it best when you say nothing at all

‘รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณทำให้รู้ว่าคุณต้องการฉันมากเท่าไหร่ สายตาคุณบ่งบอกความจริงที่ว่าจะไม่มีวันทิ้งฉันไปไหน สัมผัสของมือคุณช่วยให้ฉันมั่นใจว่าคุณจะประคองฉันเสมอยามล้มลง คุณได้พูดสิ่งที่ดีที่สุดออกมาแล้วโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ’

 

        เหมือนดั่งคำว่าการกระทำนั้นย่อมสำคัญกว่าคำพูด ในทุกความสัมพันธ์เราล้วนต้องการการแสดงออกจากฝ่ายตรงข้ามเพื่อเป็นหลักวัดความจริงใจ ในแง่นี้ ‘ความเงียบ’ นั้นกลับเต็มไปด้วย ‘เสียงที่ดัง’ เป็นเชิงเปรียบเทียบว่า ‘การกระทำ’ นั้นคือ ‘คำพูด’ ที่แทนความต้องการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม สายตา สัมผัส สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยสะท้อนความรักที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง

        ว่ากันว่าคู่รักที่สามารถนั่งอยู่ข้างกันเป็นเวลานานๆ โดยที่ต่างฝ่ายต่างนั่งทำบางสิ่งบางอย่างอยู่ในมุมของตนเองไปอย่างมีความสุข และไม่ต้องพะวงในการพยายามหาเรื่องมาเพื่อต่อบทสนทนา แต่ท่ามกลางความเงียบนั้นก็ยังคงมีความรักความห่วงใยแก่กันอย่างเต็มเปี่ยม นั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าคุณต่างลึกซึ้งถึงหัวใจแก่กันมากขนาดไหน

 

All day long I can hear people talking out loud

But when you hold me near, you drown out the crowd

Try as they may they could never define

What’s been said between your heart and mine

‘ฉันมักได้ยินเสียงผู้คนพร่ำพรรณนาในทุกๆ วัน แต่ยามที่คุณกอดฉันไว้ใกล้ๆ คุณกลบเสียงอื้ออึงเหล่านั้นไปหมด จะพยายามสักเท่าไหร่พวกเขาก็คงไม่มีวันเข้าใจ ว่าสิ่งที่ใจฉันและคุณส่งถึงกันคือสิ่งใด’

 

        ในยามที่คุณรักใครสักคน โลกไม่ใช่ของคุณคนเดียวอีกต่อไป แต่คุณได้สร้างโลกอีกใบขึ้นมาสำหรับคุณและคนรัก เป็นโลกที่คุณอยากหลีกเร้นจากโลกแห่งความจริง การงาน ผู้คน ปัญหารุมเร้า สิ่งต่างๆ ที่ส่งผลลบต่อสภาพจิตใจ เป็นโลกที่ช่วยเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ เป็นวงกลมพิเศษที่มีเพียงกันและกันเท่านั้นที่สามารถรับรู้และเข้าถึง เพราะมันคือโลกอีกใบที่ผู้อื่นไม่ได้รับอนุญาตให้ก้าวเข้ามาสัมผัสได้

 

 

        มีเกร็ดเล็กน้อยในท่อน ‘Try as they may they could never define’ ในเวอร์ชันต้นฉบับของ คีธ วิตลีย์ เดิมร้องไว้ว่า ‘Old Mister Webster could never define’ (รวมถึงในเวอร์ชันทริบิวต์ของอลิสันก็ร้องเช่นนี้) แต่ถูกเปลี่ยนแปลงเมื่อมาถึงเวอร์ชันของโรแนน เพราะมันมีความหมายถึง โนอาห์ เว็บสเตอร์ (Noah Webster) บุคคลในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ซึ่งเป็นนักพจนานุกรม (lexicographer) ที่รวบรวมและจัดทำพจนานุกรมภาษาอังกฤษของอเมริกา (An American Dictionary of the English Language) โดยทำการจดทะเบียนลิขสิทธิ์เป็นครั้งแรกของสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1828 (พ.ศ. 2371 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 สมัยรัตนโกสินทร์) ซึ่งกลายเป็นอิทธิพลหลักที่มีต่อการเขียนพจนานุกรมในสมัยต่อๆ มา

        ส่วนสาเหตุที่ฉบับของโรแนนมีการเปลี่ยนแปลง สันนิษฐานว่าเป็นเพราะตัวโรแนนและผู้ฟังของเขาในตอนนั้นไม่ใช่คนอเมริกัน การอ้างอิงถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ของอเมริกาอาจทำให้ความหมายของเพลงที่ดูค่อนข้างสากลแปลกแปร่งไปได้ (ลองนึกภาพคนลาวเอาเพลงรักของไทยที่มีท่อนพูดถึงสุนทรภู่ไปคัฟเวอร์ร้องอย่างแพร่หลายดู)

        When You Say Nothing At All ถือเป็นเพลงแสนไพเราะที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ทั้งดนตรีและเนื้อหา ต่างเข้าใจได้ง่าย แต่ความเรียบง่ายนั้นกลับแฝงด้วยความหมายที่ลึกซึ้งกินใจ แถมยังสละสลวยด้วยเชิงเปรียบเทียบถึงความเข้าใจในความรักระหว่างกันและกันในความสัมพันธ์

        แต่ก็จริงอย่างที่เนื้อเพลงบอกไว้ ใครสักคนที่เข้าใจเราได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ช่างแสนพิเศษ และเราล้วนต้องการคนเช่นนี้สักคนหนึ่งในชีวิตจริงๆ 

 


Recommended Tracks

01 Track: Life is a Rollercoaster Album: Ronan Released: 2000

02 Track: If Tomorrow Never Comes Album: Destination Released: 2002

03 Track: This is Your Song Album: Songs for My Mother Released: 2009

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา