อะไรบ้างที่ทำให้คนจีน ‘gone crazy’ รวมถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับเมืองไทย

มาหามังกร
21 May 2020
เรื่องโดย:

สรวง สิทธิสมาน

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หลายคนคงจะเคยได้ยินคำกล่าวอันแสนภาคภูมิทำนองนี้จากญาติผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ หรือกระทั่งในนิตยสารและรายการโทรทัศน์วิทยุ อาจจะฟังดูเวิ่นเว้อเพ้อฝัน แต่ในความเป็นจริงคงจะไม่ขนาดนั้นหรอกกระมัง…

        คนไทยส่วนมากที่เสพสื่อวัฒนธรรมต่างชาติเป็นหลัก จำพวกเค-พ็อพ หรือซีรีส์เกาหลี ภาพยนตร์ฮอลลีวูด แฟชั่นยุโรป หรือดนตรีสากลหลากแนว มักจะมองข้ามอะไรบางอย่างใน ‘ความเป็นไทย’ ไป ผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ที่มักจะมองข้ามเสน่ห์ความเท่สไตล์ไทยไป จนกระทั่งเมื่อไปเรียนที่จีนเป็นครั้งแรก ได้นั่งร่วมห้องเรียนกับชาวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกที่สนใจศึกษาภาษาจีนเช่นเดียวกับผม ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกันบ่อยๆ ทำให้พบว่าประเทศไทยเรามีชื่อเสียงไม่น้อยทีเดียว

        จริงอยู่ที่ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาที่นิยม ทำให้สื่อต่างๆ ทั้งรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และปรัชญาความคิด ไม่เป็นที่นิยมตามด้วยเหตุผลทางภาษา แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ไทยเรามีและไม่มีที่ไหนมี นั่นคือต้นทุนทางภูมิศาสตร์ และต้นทุนทางวัฒนธรรม ที่ได้กลายเป็น ‘อำนาจละมุน’ หรือ soft power ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักกับ Thailand แน่นอนว่าทุกคนอยากมาพักร้อนที่ไทย บนชายหาด บนเกาะ น้ำตก หรือบางคนชอบปีนเขาปีนดอย ประเทศไทยเรามีพร้อม ส่วนในด้านของวัฒนธรรม เท่าที่ผมเคยพูดคุยกับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ ทุกครั้งหลังการแนะนำตัว ตอนที่ผมบอกว่าเป็นคนไทย พวกเขาจะยกมือไหว้ แล้วพูดว่า “Sa-wad-dee-kaa~” เมื่อพวกเขารู้ว่าผมเป็นคนไทย ก็จะชวนคุยด้วยหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทย ซึ่งโดยมากแล้ว นอกจากเรื่องการท่องเที่ยว มีสามสิ่งที่พวกเขาพูดถึงมากที่สุด

        นั่นคือ อาหารไทย มวยไทย และนวดแผนไทย!

        ยอมรับเลยว่าสำหรับตัวผมที่เป็นวัยรุ่นไทย ออกจะมองข้ามสามสิ่งนี้ไปบ้าง ไม่ใช่เพราะความหน่าย แต่เพราะความที่เป็นคนไทยนี่แหละ จึงไม่ตื่นเต้นกับเรื่องที่พบเจอแทบทุกวัน ไม่ใช่เพราะอาหารไทยไม่อร่อย แต่เพราะกินทุกวันจนเคยปาก ไม่ใช่ไม่ชอบมวยไทย แต่ชอบดูมวยสากลมากกว่าด้วยเหตุผลทาง entertainment และที่ไม่ค่อยไปนวดเพราะยังหนุ่มแน่นอยู่ ยังไม่ค่อยเมื่อย

        แต่สำหรับชาวจีนและชาวต่างชาติ พวกเขาแทบจะ gone crazy กับสิ่งเหล่านี้ หลายคนที่เคยไปเที่ยวไทย และใช้บริการนวดแผนไทย พวกเขาเล่าว่ามันคือประสบการณ์ที่ amazing “ไอไม่เคยไปนวดที่ไหนแล้วสบายได้เท่านี้” “ถ้าหากว่าไอเป็นยู หรือถ้าไอเป็นคนไทยนะ ไอจะไปนวดทุกวันเลย” เราที่ฟังอยู่ก็รู้สึกปลื้มใจนะ แต่ผมที่เป็นคนไทยนี่สิ ไม่เคยไปนวดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

        มวยไทยก็เช่นกัน ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติเราก็เป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ สังเกตได้จากค่ายมวยหลายๆ ค่ายที่รับนักเรียนและนักมวยชาวต่างชาติมาฝึกร่วมกัน ซึ่งสำหรับตัวผมที่ใช้ชีวิตอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ได้ทำงานกับคนไทยในจีน จึงได้มีโอกาสรู้จักกับบุคลากรจากค่ายมวยไทยในจีน และได้มีโอกาสแวะไปคุยงานในค่ายมวยไทยชื่อดังในเซี่ยงไฮ้ บรรยากาศในค่ายมวยนั้นคึกคักและครึกครื้นมาก ที่ค่ายมวยจะมีครูมวยเท่านั้นที่เป็นคนไทย นอกนั้นจะเป็นนักเรียนชาวจีนล้วนๆ ชาวจีนเหล่านั้นยอมควักกระเป๋าจ่ายราคาค่าสมาชิกเดือนละเฉียดหมื่นเพื่อฝึกมวยไทย

        มีค่ายมวยไทยเปิดอยู่ทั้งหมดเกือบ 10 ค่าย… นี่นับเฉพาะในเซี่ยงไฮ้เท่านั้น…

        ส่วนเรื่องอาหารไทยน่ะหรือ ใครๆ ก็รู้จักเมนู Pad-Thai และ Tom-Yum-Kung แน่นอน เพื่อนชาวจีนและชาวต่างชาติของผมเกือบทุกคนรักอาหารไทย

        นอกจากวัฒนธรรมที่สืบสานกันมาอย่างยาวนาน ชาวจีนและชาวต่างชาติยังรู้จักเราในอีกหลายแง่ เช่น ผลไม้ไทย พุทธศาสนาในไทย สถาปัตยกรรมไทย แต่หัวข้อที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุด และถูกพูดถึงไม่แพ้เรื่องอาหารไทยเลยคืออะไรรู้ไหมครับ… เอ้า…ให้เดาดู…

        ความหลากหลายทางเพศไงล่ะ!

        จะมีคำถามหนึ่งที่เพื่อนคนจีนชอบถามผมบ่อยๆ ซึ่งในตอนแรกผมไม่เข้าใจความหมายนัก เพราะไม่เคยเรียนคำศัพท์นี้มาก่อน

        ‘人妖’ อ่านว่า ‘เหรินเยา’ แปลว่าสาวประเภทสองหรือกะเทยไทยนั่นเอง!

        โดนส่วนตัวผมไม่รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้นัก มองเป็นเรื่อง ‘สิทธิ’ ของแต่ละคนในการเลือกเพศที่อยากเป็น แต่เมื่อมีคนมาถามเกี่ยวกับสาวประเภทสอง ก็ต้องยอมรับว่าไม่รู้ว่าจะตอบไปว่าอะไร และควรจะรีแอคกับคำถามอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าคู่สนทนาที่เป็นคนละเชื้อชาติกับเรามองเรื่องนี้อย่างไร…

        ขอบอกว่าแต่ละคนจากแต่ละชาติจะมองต่างกัน บางคนมองเป็นเรื่องน่าสนุก แต่บางคนกลับมองเป็นเรื่องต่ำทราม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคร่งศาสนาจะมองเรื่องนี้ด้วยความเหยียดหยาม เพื่อนบางคนที่เคร่งศาสนาจัดเคยถึงกับถามผมออกมาว่าประเทศยูไม่มีวัฒนธรรมหรือ ไม่มีศาสนาหรือ ถึงมีคนความคิดแปลกๆ แบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อผมอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับเพศทางเลือกในไทย พวกเขาก็เหมือนจะไม่เข้าใจ และไม่พยายามที่จะเข้าใจ และยังคงเชื่อในวิถีการเป็น ‘คนดี’ ตามหลักคำสอนของศาสนาที่พวกเขาได้รับมา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเราเองก็ไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้พวกเขาเคร่งศาสนาได้มากขนาดนั้นเช่นกัน

        กลุ่มเพื่อนที่เคร่งศาสนานี่แหละ ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องซ่องโสเภณีและผู้หญิงขายบริการในไทยเช่นกัน พวกเขาตั้งใจเข้ามาคุยและตั้งคำถามกับผม (แหะๆ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นผม) ว่าผู้หญิงไทยเป็นผู้หญิง ‘ง่าย’ ใช่ไหม ผู้หญิงไทยทุกคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยนี้ ‘ซื้อ’ ได้ทุกคนเลยไหม…

        ต้องยอมรับว่าเป็นคำถามที่ผมได้ยินแล้วใจสลายที่สุด เพราะเรื่องราวดังว่านั้นไม่ใช่พื้นเพของวัฒนธรรมไทยเลย ตรงกันข้าม เราเติบโตมาจากวัฒนธรรม ‘รักนวลสงวนตัว’ เสียด้วยซ้ำ แต่เป็นเรื่องของสังคมด้านมืด อาชญากรรม การล่อลวง และการค้ามนุษย์ รวมถึงการคอร์รัปชันต่างๆ คงเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจหนุนหลังอยู่กระมังจึงทำให้กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ ทั้งๆ ที่พูดกันแล้วพูดกันอีกมานานปี จนกลับกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้ผู้หญิงไทยมากมายถูกเหยียดหยามอย่างเหมารวมไปด้วย

        ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่ผมได้เผชิญตลอดการใช้ชีวิตอยู่ในจีนทั้งหมด 4 ปี ได้พบว่าไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงกว่าที่คิดเอาไว้มาก แต่จะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่กับชุดความคิดของแต่ละคนแต่ละชาติ

        ส่วนตัวผมเชื่อว่าประเทศไทยสามารถใช้งานต้นทุนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมได้คุ้มค่ามากกว่าที่คิดทีเดียว ซึ่งทุกครั้งเมื่อผมได้ยินชาวจีนและชาวต่างชาติชื่นชมในความเป็นไทย ผมก็ยิ่งมีความยินดีที่จะนำเสนอความเป็นไทยเหล่านั้นทุกครั้งที่มีโอกาส เมื่อได้ยินคำกล่าวว่าร้าย ก็ยิ่งมีความต้องการในการแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความงดงามและเสน่ห์ความเท่แบบไทยให้พวกเขาได้สัมผัส โดยหวังว่าจะสร้างความทรงจำในด้านที่ดีเกี่ยวกับประเทศไทยให้ประทับอยู่ในใจชาวต่างชาติทุกคนที่ผมรู้จัก

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สรวง สิทธิสมาน

นักเขียนประจำคอลัมน์ มาหามังกร ของ a day BULLETIN อายุ 22 ปี ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist