‘ทำทุกวันเป็นวันที่หนึ่ง’ ถ้าคุณไม่อยากเป็นไม้ตายซาก

วิชากลางคน
19 Jul 2020
เรื่องโดย:

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ตอนอายุสามสิบห้า – ความเปลี่ยนแปลงเดินทางมาถึง

        “อายุเท่านี้แล้ว มึงจะมีอีกกี่คลื่นวะ” รุ่นพี่คนหนึ่งเคยถาม

        คลื่นในที่นี้หมายถึงผลัดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่เราบันดาลให้เกิดขึ้น ผลัดหนึ่ง (หรือลูกไม้หนึ่ง) อาจเป็นการออกจากงานเดิม มาก่อตั้งอะไรเป็นของตนเอง อีกผลัดหนึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแนวทางการสร้างงาน หันไปทำอะไรใหม่ๆ รุ่นพี่พูดในความหมายนั้น อีกกี่ผลัดกว่าที่ผมจะนิ่ง กว่าที่ผมจะหยุด และมั่นคงกับสิ่งที่ทำตรงหน้า คุณมีอีกกี่ผลัด – อีกกี่หมัด ก่อนก้าวลงจากเวทีแห่งการงาน นั่นคือความหมาย 

        ผมตอบเขาตามตรงว่าไม่รู้ หมัดหรือผลัดหลังๆ มันผุดขึ้นมาในใจยากเหลือเกิน อาจเป็นเพราะเราไม่เร่าร้อนเหมือนตอนวัยรุ่น อาจเป็นเพราะการให้ลำดับความสำคัญในชีวิตของเราเปลี่ยน เราเห็นคุณค่าของความเย็นมากขึ้น หรืออาจเป็นเพราะไซแนปส์ในสมองทำงานไม่ค่อยดีเหมือนแต่ก่อน

        แต่ไม่ว่าอย่างไร ความเปลี่ยนแปลงก็เดินทางมาถึงตอนอายุสามสิบห้า – ผมได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง, เป็นการเสนอให้รับตำแหน่งงานในบริษัทมีเดียข้ามชาติแห่งหนึ่ง เป็นงานที่ทำให้เราต้องถอนรากถอนโคนชีวิตไปเริ่มต้นใหม่ในต่างประเทศ อายุเท่านี้แล้ว ผมจะเริ่มใหม่ได้ไหมคือคำถาม เป็นคำถามที่ระคนทั้งความหวั่นใจและความตื่นเต้น ผมไม่เคยอาศัยในต่างประเทศนานๆ มาก่อน เคยก็แต่ไปอยู่ที่อเมริการาวสองเดือน แต่นั่นก็ไม่ใช่การอาศัย นั่นเป็นเพียงการไปอยู่ชั่วคราว อายุเท่านี้แล้วเราถอนรากถอนโคนไปเริ่มใหม่ในที่ที่บริบทต่างจากเดิมได้ไหม

        คำตอบคือชีวิตมีทางเล็ดรอดไปให้เราเสมอ วันแรกๆ ที่ผมเดินทางมาอยู่ที่สิงคโปร์ ทุกอย่างสดใหม่ ทุกอย่างเต็มไปด้วยพลัง ผมต้องเรียนรู้เรื่องใหญ่เรื่องเล็กใหม่ทั้งหมด ที่นี่ค่าน้ำค่าไฟเขาคิดอย่างไร การสั่งอาหาร ระบบการจ่ายเงิน ระบบขนส่งสาธารณะ ห้างสรรพสินค้าที่เราฝากผีฝากไข้ไว้ได้ การตัดผม การซื้อเฟอร์นิเจอร์ การเช่าห้อง เรื่องงานก็ต้องเริ่มใหม่ ข้อมูลตรงนั้น กราฟตรงนี้ เพื่อนร่วมงานชุดใหม่ วิธีการทำงาน วิธีการเชื่อมต่อ วิธีการประชุม นอร์ม มารยาท การเบิกจ่าย ทั้งหมดคือความตื่นเต้น จนผมรู้สึกขอบคุณในโอกาส ที่ทำให้คนที่เริ่มโรยแรงสดใหม่ขึ้นมา (นั่นแหละครับ, ผมเคยโรยแรงในวัยสามสิบห้า บางคนยังบอกว่ายังหนุ่มยังแน่น จะโรยแรงอะไรเร็วนักหนากระแดะชะมัด แต่เอาเป็นว่าผมรู้สึกโรยแรงเมื่อเทียบกับตัวเองในวัยยี่สิบแล้วกัน)

 

        วันแรกคือวันแห่งการเริ่มต้น วันแห่งการเริ่มต้นสำหรับบางคนอาจคือความประหม่า วันแห่งการเริ่มต้นสำหรับบางคนคือโอกาส วันแห่งการเริ่มต้นเป็นการแนะนำตัวเรากับบริบทใหม่ เราไม่เคยเห็นสิ่งนั้นมาก่อน ไม่เคยมีประสบการณ์กับเรื่องนั้นมาก่อน เราจึงสงสัยใคร่รู้เป็นพิเศษ เราอาจทำพลาดด้วยการทึกทักว่าสิ่งผิดปกติที่เราเห็นเป็นสรณะทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่ หรืออาจพยายามกรอบบริบทใหม่ด้วยแนวคิดแบบเดิมๆ (อาจด้วยความสำเร็จหรือไม่) วันแรกบังคับให้เราหลุดจากตาที่ฝ้าฟาง ล้างตา ล้างใจ ล้างสมองแล้วสัมผัสมันอีกครั้ง

        ผมจำได้ดี – วันแรกที่ผมเข้าทำงาน เริ่มต้นใหม่ในที่แห่งนี้ ผมคิดกับตัวเองว่าความสดใหม่จะอยู่กับเราไปนานแค่ไหน

        นานเท่าไหร่ที่ความเบื่อ ความเฉา ความเห็นทุกสิ่งเป็นของตายและดำเนินชีวิตไปตามนั้นจะคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง นานเท่าไหร่ที่ฮันนีมูนเฟสจะจบลง และเราก็จะกลับไปอยู่จุดเดิม

        คุณเองก็คงเคยเป็นใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะกับงานใหม่ กับแฟนใหม่ กับที่อยู่ใหม่ หรือกับของที่ซื้อมาใหม่ แรกเริ่ม อะไรก็ดี อะไรก็น่าตื่นเต้น แต่พออยู่ๆ ไป เราก็เริ่มชินชากับข้อดีเหล่านั้น ซ้ำร้ายอาจเริ่มเห็นรอยบุบสลาย อาจเริ่มเห็นข้อตำหนิที่เคยไม่เห็น จากผักสดกรอบก็กลายเป็นผักเน่าค้างตู้เย็น แล้วเราก็รู้สึกติด รู้สึกเหมือนถูกรั้งให้อยู่กับสิ่งนั้น เคี่ยวงวดความขมปร่าลงในใจ กลายเป็นใช้ชีวิตเหมือนมีเมฆทึมเทาลอยเหนือศีรษะตลอดเวลา

        คำถามก็คือ เราจะรักษาประสบการณ์ให้สดกรอบได้อย่างไร รีเฟรชตัวเองได้ไหม ทำเหมือนทุกอย่างใหม่เสมอ ใจยังใหม่แต่สมองยังรักษาประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้เราตื่นเต้นไปพร้อมๆ กับสำนึกรู้ได้ไหม สองอย่างนี้อาจดูขัดแย้งกันก็จริง แต่มีวิธีที่ประสบการณ์ในเรื่องหนึ่งจะอยู่พร้อมกับความตื่นเต้นในเรื่องนั้นได้ไหม

        อาจทำได้ ดูคล้ายนี่จะเป็นหลักปฏิบัติของบริษัทใหญ่ๆ หลายเจ้าด้วยซ้ำ

        ที่บริษัทแอมะซอน คำว่า “วันแรก” (Day One) คือหลักปฏิบัติที่ว่าทำให้ทุกวันเป็นเหมือนกับวันก่อตั้งบริษัท เป็นวันที่ทุกคนควรประดิษฐ์ คิดค้น สร้างไอเดียใหม่เหมือนสตาร์ทอัพโดยไม่ต้องกังวลว่าวันก่อนหน้าเคยมีธรรมเนียมอะไรไว้ เมื่อมีคนถาม เจฟ เบซอส ว่าแล้ววันที่สองล่ะคืออะไร เขาก็บอกว่า “วันที่สองคือการหยุดนิ่ง หลังจากนั้นก็ตามด้วยการที่ไม่เป็นที่ถวิลหาอีกต่อไป ต่อด้วยการโรยราโรยแรงที่แสนเจ็บปวด และสุดท้ายคือความตาย”

        ครั้งแรกมีครั้งเดียวก็จริง แต่เราก็อาจสามารถมองทุกสิ่งราวกับว่าเคยเห็นสิ่งนั้นเป็นครั้งแรกได้ – ราวกับว่าเราได้ค้นพบสิ่งนั้นใหม่ สงสัยอยู่เสมอ

        นั่นอาจทำให้เราชะลอการหยุดนิ่ง และความตาย (ซาก) ไปได้อีกนิด

        ผมจะกลับไปเริ่มใหม่อีกครั้ง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

นักเขียน นักวาด ผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER ปัจจุบันทำงานที่ Netflix ประเทศสิงคโปร์ ติดตามทีปกรที่ twitter @tpagon

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist