เราทำงานไปทำไม ใช่ เราอาจทำงานเพื่อเงิน

วิชากลางคน
26 Sep 2020
เรื่องโดย:

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

เราทำงานไปทำไม

        เงิน

        ตอนแรกผมกะจะเขียนสั้นๆ แค่นี้จริงๆ นะครับ – คิดว่าคงไวรัลมาก พอคนคลิกเข้ามาอ่านเพื่อหาคำตอบว่าเราทำงานไปทำไม ก็จะพบคำตอบสั้นๆ หนึ่งคำว่า เงิน – แต่จะเขียนเท่านั้นก็กระดากใจ เลยขอบันทึกความคิดยาวๆ ไว้ด้วย ณ ตรงนี้

        สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับผม เป็นสัปดาห์ที่เกิดคำถามเช่นนี้ตลอดเวลาในหัว “เราทำงานไปทำไม” ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มันกลับผลิตลูกหลานออกมาเป็นคำถามใหม่อย่าง “เราอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร” “เราควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม” “งานนี้เหมาะกับเราจริงๆ หรือ” กลุ่มคำถามพวกนี้ยืนจังก้ามองผมอย่างท้าทาย พยายามให้ผมตอบ แต่ยิ่งขุด ยิ่งค้น ยิ่งไม่พบ เพียงพบว่าเหตุผลทั้งหลายต่างบอกผมว่างานนี้ไม่เหมาะกับเราหรอก เราไม่ควรเสียเวลากับมันอีกต่อไป

        แต่แล้ว ผมก็หยุดตัวเอง บางที งานอาจไม่ต้องมีความหมายก็ได้

        เราทำงานไปทำไม ใช่ เราอาจทำงานเพื่อเงิน

        การที่ในภาษาไทย คำว่า งาน นั้นรวมความหมายทุกสิ่ง ตั้งแต่ความหมายของคำว่า Work, Job, Career และ Calling ทำให้เราสับสน ผมนึกย้อนไปถึงหนังสือ Why We Work? (นั่นแหละครับ – เราทำงานไปทำไม) ของ Barry Schwartz ที่แยกแยะคำเหล่านี้ออกจากกัน Schwartz บอกว่า คำว่างาน – Work – นั้นแท้จริงมีอยู่สามระดับ

        Job คืองานที่ทำเพื่อเงิน เราไม่ได้ต้องการหาความหมายอะไรจากงานนั้นๆ เราทำงาน เรารับเงินเดือน แล้วก็จบ

        Career คืองานที่เราเห็นว่าเราอาจมีความก้าวหน้าในสายงานนั้นๆ ได้ เราอยากทำงานให้ดีขึ้น เราอยากมีความรับผิดชอบมากขึ้น เราอยากเติบโตขึ้นในตำแหน่งหน้าที่ เหตุผลเหล่านี้เองที่ทำให้เราอยากทำงานนั้น ‘ให้ดี’

        Calling คืองานระดับสูงสุด มันเป็นงานที่เรารู้ชัดว่าเราทำไปเพื่ออะไร อาจเพื่อสร้างสรรค์โลกใบนี้ให้ดีขึ้น อาจเพื่อทำให้เกิดรอยยิ้มบนใบหน้าของใครต่อใคร อยากเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนอื่น เรามีความสุขจากการทำงานนั้น เพราะเรารู้ชัดว่าความหมายของมันคืออะไร ผลลัพธ์ของมันคืออะไร นั่นทำให้เราตั้งใจทำงานให้ดี โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคนัก

        ผมเคยทำงานทั้งงานที่เป็น Job เป็น Career และเป็น Calling และพบว่างานสามระดับต่างมีปัญหาในแบบของตัวเอง

        แน่นอน งานที่เป็น Job จะมาพร้อมกับคำถามว่า “ทำไปทำไมนะ” “อ๋อ ทำเพื่อเงินนี่เอง” แต่ด้วยความที่มันไม่มอบความหมายอื่นใดให้นอกจากเงิน นั่นก็อาจทำให้เวลาทำงานของเราเป็นไปด้วยความทุกข์ทรมาน แปดชั่วโมงหรือสิบชั่วโมงเดินไปอย่างเชื่องช้า เพราะเป้าหมายของเราคือการที่มีตัวเลขเข้าบัญชีธนาคาร งานในระดับ Career มีปัญหาตรงที่เราปฏิบัติกับงานเหมือนเกม เราอยากเติบโตในสายงานนั้นๆ แต่มันก็ไม่ได้ให้ความหมายอะไรไปมากกว่าการ ‘เคลื่อนที่’ ดังนั้น สุดท้าย หลังเราไม่สนุกกับการแข่งขัน ไม่สนุกกับความท้าทายตรงหน้า เราก็จะกลับมาตั้งคำถามอยู่ดีว่า “ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร” งานระดับ Calling อาจดูเหมือนไม่มีปัญหา ตามคำที่หลายคนบอกไว้ว่า “ทำงานที่ใช่ แล้วทั้งชีวิตจะไม่รู้สึกเหมือนทำงานอีกเลย” ซึ่งก็จริงในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาของมันคือ งานที่เป็น Calling นั้นมักผูกพันกับตัวตนของเราอย่างลึกซึ้ง เราจะเจ็บปวดร้ายกาจเมื่องานไม่ดำเนินไปอย่างที่ตั้งใจ หรือผลลัพธ์ออกมาไม่ดี เพราะเรายึดไปว่าคุณค่าของงานคือคุณค่าของตัวเราด้วย ซึ่งนั่นเป็นสมการอันตราย

        ด้วยสาเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องรู้ชัดทันทีว่างานที่เราทำอยู่นั้นเป็นงานแบบไหน มันเป็น Job เป็น Career หรือเป็น Calling เพื่อที่เราจะได้ไม่หลงผิด เช่น ไปหาความหมายจากงานที่เป็น Job เป็นต้น (ถึงตรงนี้ ผมเห็นต่างจาก Schwartz เพราะเขาบอกว่า อย่างไรก็ตาม ให้พยายามหาความหมายในงาน ไม่ว่างานนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ผมคิดว่า กับบางงานมันก็หา ‘ความหมาย’ ได้ยากจริงๆ และจะเป็นการสร้างเหตุผลขึ้นมาลอยๆ จับแล้วก็ละลายไปเสียมากกว่า) เมื่อเรารู้แล้วว่างานของตนมีธรรมชาติเป็นอย่างไรแน่ เช่น เป็น Job เท่านั้น สิ่งที่ทำได้ก็คือพยายามไปหาความหมายของชีวิตจากที่อื่น อาจเป็นงานอื่นนอกเวลา อาจเป็นครอบครัว อาจเป็นงานอดิเรก ตั้งทำนบกั้นระหว่าง Job กับ Life ให้แม่นมั่น และพยายามไม่ให้สองสิ่งปะปนกัน หากคุณระลึกได้ว่า งานของคุณเป็น Career ก็ขอให้คุณมองมันตามที่เป็น และพยายามหาคำตอบให้ได้ว่า แล้วที่เราอยากเติบโตนั้น จุดหมายอยู่ตรงไหน เพื่ออะไร มันจะนำไปสู่งานที่เป็น Calling หรือเปล่า ถ้าไม่ เราก็อาจต้องหา Calling จากที่อื่น

        หากงานของคุณเป็น Calling อยู่แล้ว ก็ถือว่าคุณอยู่ในคนกลุ่มน้อยที่โชคดี แต่ผมคิดว่า เราไม่ควรทุ่มเทชิปพนันทั้งหมดไว้ในงานใดงานหนึ่ง – เพราะหากงานนั้นล้มเหลวเสียแล้ว ตัวตนเราก็จะพังพินาศไปด้วย – เราควรกระจายความเสี่ยงด้วยการกันตัวตนออกจากงานบ้าง รู้ว่างานนั้นมีความหมายอย่างไรในใจ แต่ก็ตระหนักด้วยว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณค่าของเรา

        เมื่อเรามองเห็นงานอย่างที่มันเป็น ผลลัพธ์คือเราจะไม่หลอกตัวเอง เมื่อย้อนกลับมาคิดว่าสุดท้ายเราต้องการอะไรจากชีวิต เราอาจพบว่า ตนไม่จำเป็นต้องพยายามค้นหาคำตอบนั้นจากงานประจำ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

นักเขียน นักวาด ผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER ปัจจุบันทำงานที่ Netflix ประเทศสิงคโปร์ ติดตามทีปกรที่ twitter @tpagon