Daisy หุ่นยนต์ชำแหละ iPhone ช่วยนำเครื่องเก่าไปรีไซเคิลได้กว่า 200 เครื่องต่อชั่วโมง

Modern Business Stories
18 Nov 2021
เรื่องโดย:

โสภณ ศุภมั่งมี

        จากสถิติบนเว็บไซต์ Statista พบว่า เฉพาะในปี 2021 คนประมาณ 8 ใน 10 คนทั่วโลกเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟน  แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาด รวมทั้งทางเลือกมากมายนับไม่ถ้วน และราคาของสินค้าที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้ยอดขายของมันเติบโตอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ จนสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นอวัยวะที่สามสิบสามที่เราต้องหยิบก่อนออกจากบ้าน เป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสาร อัพเดตข่าวสาร ทำงาน และความบันเทิง เรียกว่า ผลกระทบที่มันมีต่อพฤติกรรมของมนุษย์ในการใช้ชีวิตประจำวันนั้นว่าเยอะแล้ว (แน่นอนว่ามีทั้งดีและไม่ดี) ขณะเดียวกัน ผลกระทบของมันที่มีต่อสภาพแวดล้อมและปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็สูงไม่แพ้กัน เมื่อยอดขายสูงขึ้น ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่รู้จักกันว่า e-Waste ก็สูงขึ้นตามไปด้วย นำมาซึ่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ทำร้ายชั้นบรรยากาศและโลกที่เราอาศัยอยู่ 

        ที่ผ่านมาเราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) กันมาบ้างแล้ว ซึ่งถ้าให้อธิบายง่าย ๆ เลยมันคือ ปริมาณรวมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หรือบริการตลอดวัฏจักรชีวิต ซึ่งแหล่งกำเนิดของก๊าซดังกล่าวมาจากการใช้ไฟฟ้า การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล กระบวนการในภาคอุตสาหกรรมหรือกสิกรรมเหล่านี้ ซึ่งในส่วนของสมาร์ตโฟนแล้วคาร์บอนฟุตพรินต์ที่สร้างขึ้นเทียบเท่ากับประเทศขนาดเท่าฟิลิปปินส์เลยทีเดียว 

        มีการรณรงค์และพูดถึงเรื่องการพยายามลดการสร้างคาร์บอนฟุตพรินต์ค่อนข้างเยอะในช่วงที่ผ่านมา อย่างเรื่องสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) ที่เป็นกฎหมายใหม่โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตขึ้นมา ให้สินค้ามีความทนทานใช้งานได้นานขึ้น รวมถึงประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย ตอนนี้มีผลบังคับใช้ใน 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ที่ผ่านมา ส่วนในอเมริกา โจ ไบเดน ประธานาธิบดี กำลังสั่งให้คณะกรรมการการค้าของสหรัฐฯ (Federal Trade Commission หรือ FTC) ร่างกฎหมาย Right to Repair เพื่อไม่ให้บริษัทผู้ผลิต (อย่าง Apple หรือ Microsoft) ผูกขาดการซ่อมแซมอุปกรณ์แต่เพียงผู้เดียว นอกจากนั้นยังมีกฎบังคับให้ผู้ผลิตต้องสำรองอะไหล่สำหรับการซ่อมนาน 10 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าวันหนึ่งถ้าสินค้าเสียต้องมีอะไหล่ให้ซ่อมได้

        นอกจากเรื่องกฎหมายแล้วยังมีการรณรงค์ให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างสมาร์ตโฟนเป็นระยะเวลาที่นานขึ้น ซึ่งช่วงหลัง ๆ เราจะเห็นว่าคนที่ใช้สมาร์ตโฟนอยู่แล้วโดยเฉลี่ยจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุก 2-3 ปี (เพิ่มขึ้นมาจากช่วงปี 2016 ที่ประมาณ 1.5-2 ปี) อาจจะด้วยความที่เทคโนโลยีใหม่ในแต่ละปีนั้นไม่ได้ห่างจากปีก่อนหน้ามากเท่าไหร่ คนที่มีใช้อยู่แล้วเลยรู้สึกว่าที่มีอยู่ก็ ‘ดีพอแล้ว’ ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ตระหนักถึงผลกระทบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ต่อสิ่งแวดล้อม แล้วเลือกจะใช้มันให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย

        อีกทางหนึ่งที่น่าสนใจคือการนำสมาร์ตโฟนกลับไปรีไซเคิลเพื่อนำชิ้นส่วนและวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้งเพื่อลดการขุดใช้วัตถุดิบ แต่ขั้นตอนการนำกลับมารีไซเคิลก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะสมาร์ตโฟนมีผู้ผลิตที่หลากหลาย ขั้นตอนการประกอบโครงสร้างภายในก็แตกต่างกัน การจะแยกชิ้นส่วนเหล่านี้ออกมาใช้ใหม่ก็ต้องใช้ทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญและการลงทุนทั้งทรัพยากรมนุษย์และเงินเป็นจำนวนมาก

        แต่ก็มีบริษัทหนึ่งที่พยายามทำเรื่องนี้จนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา นั่นก็คือ Apple

        ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 บริษัท Apple เริ่มโครงการที่ให้เจ้าของ iPhone นำเอาเครื่องเก่ามาแลกเป็นเครดิตสำหรับการไปซื้อเครื่องใหม่ได้ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ (แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้เงินมากเท่ากับการขายให้คนอื่นต่อก็ตาม) นั้นหมายความว่าในทุกๆ ปี Apple จะได้สมาร์ตโฟนเครื่องเก่ากลับมาเป็นล้านๆ เครื่อง สิ่งที่พวกเขาต้องตัดสินใจทำต่อจากนั้นคือ จะทำอย่างไรกับ iPhone เก่าพวกนี้ดี และนั่นก็กลายมาเป็นที่มาของโปรเจกต์หุ่นยนต์รีไซเคิลชื่อ ‘Daisy’ ที่ช่วยทำให้เป้าหมายของ Apple ที่จะเป็นบริษัทกลายเป็น Carbon Neutral (ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศสุทธิเพิ่มขึ้นจากการดำเนินธุรกิจหรือการบริการของผลิตภัณฑ์) ภายในสิบปีข้างหน้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น

แล้ว iPhone เก่าไปไหน?

        iPhone เป็นสินค้าที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ Apple ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007 มันเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน (ที่ก่อนหน้านั้นผู้เล่นรายใหญ่คือ Blackberry) และประสบความสำเร็จอย่างมาก รายได้ 2.7 แสนล้านดอลลาร์ฯ ของบริษัท Apple ในปี 2020 มาจากการขาย iPhone ประมาณ 50% ยอดขายอยู่ที่ราวๆ 194 ล้านเครื่อง (เคยทำได้สูงสุดอยู่ที่ 231 ล้านเครื่องในปี 2015 การลดลงนี้แสดงให้เห็นจำนวนคู่แข่งที่เข้ามากินส่วนแบ่งของตลาดมากขึ้นในช่วง 5-6 ปีหลัง)​ ส่วนปีนี้ดูแล้วเสียงตอบรับของ iPhone 13 ค่อนข้างดีและตัวเลขน่าจะแตะราวๆ 200 ล้านเครื่องได้ไม่ยาก

        รายงานตัวเลขที่น่าสนใจคือ หนึ่งในสามของผู้ใช้งานเลือกใช้โปรแกรม ‘trade-in’ หรือเอาเครื่องเก่ามาแลกเป็นเครดิตเพื่อซื่อเครื่องใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าแต่ละปี Apple ก็จะได้ iPhone รุ่นเก่ากลับมาปีละหลายสิบล้านเครื่อง

        สิ่งที่พวกเขาทำอย่างแรกเลยคือต้องแยกก่อนว่า iPhone เครื่องไหนยังใช้ได้อยู่ ถ้ายังใช้ได้ก็จะถูกนำไปซ่อมแล้วนำกลับมาขายเป็นสินค้า ‘Refurbished’ หรือสินค้าซ่อมศูนย์ ที่มีประกันจาก Apple แม้ไม่ได้เป็นเครื่องใหม่ แต่ยังใช้งานได้เต็มฟังก์ชั่นทุกอย่าง (เมื่อตอนที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาก็เลือกซื้อ refurbished เช่นเดียวกันเพราะราคาถูกกว่าเครื่องใหม่เยอะมาก แต่ก็ยังทำงานได้ดีไม่ต่างกัน) แต่ถ้าเครื่องไหนใช้ไม่ได้แล้วหรือกลับมามีชีวิตอีกครั้งไม่ได้แล้ว นั้นคือตอนที่ Daisy เข้ามามีบทบาทสำคัญ

        iPhone เครื่องหนึ่งถูกประกอบขึ้นมาด้วยชิ้นส่วนเล็กๆ มากมาย จริงอยู่ว่าเครื่องเก่าบางเครื่องมันอาจจะไม่ทำงานแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าส่วนต่างๆ ของมันจะไม่มีค่าอีกต่อไป iPhone เครื่องเก่าสามารถนำมาถอดแยกชิ้นส่วนแล้วนำกลับไปรีไซเคิลเพื่อนำไปใช้ผลิตใน iPhone รุ่นใหม่ได้ต่อไป โดย Apple กล่าวว่าส่วนประกอบของ iPhone ปริมาณ 1 ตันประกอบด้วยทองคำและทองแดงมากพอๆ กับแร่ที่ขุดถึง 150 ตัน วัสดุทั้งหมดเหล่านี้สามารถกู้คืนมาได้ด้วยความเชี่ยวชาญของหุ่นยนต์ Daisy แทนที่พวกเขาจะเอา iPhone เก่าไปทิ้งและฝังไว้ใต้ดินให้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม กลับลงทุนสร้างและพัฒนาหุ่นยนต์ Daisy ขึ้นมาเพื่อจะใช้ประโยชน์จากวัสดุเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ยาวนานขึ้น มากกว่าการขุดหาวัตถุดิบใหม่ทุกครั้งที่ต้องการผลิต iPhone รุ่นใหม่

        โดย Daisy นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่องานแกะส่วนประกอบที่ยังมีประโยชน์ของ iPhone เครื่องเก่าโดยเฉพาะ รองรับมากกว่า 15 รุ่นในอัตราความเร็วอยู่ที่ราวๆ 200 เครื่องต่อชั่วโมง มากกว่ามนุษย์คนไหนจะทำได้ Daisy พัฒนามาจากการผสมผสานงานวิจัยกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์รุ่นก่อนที่ชื่อ Liam ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ถอดแยกชิ้นส่วนตัวแรกที่เปิดตัวในปี 2016 ในบางมุมแล้ว Daisy ก็คือ Liam เวอร์ชันอัพเกรด แถมยังถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนเก่าบางอันของ Liam ด้วย ความยาวของ Daisy ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 19 เมตร มีกระบวนการทั้งหมดสี่ขั้นตอนเพื่อถอดแบตเตอรี่ด้วยแรงดันลมที่มีอุณหภูมิ -80 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นจึงขันสกรูและชิ้นส่วนเล็กๆ ออก ส่วนประกอบทั้งหมดจะถูกส่งไปยังโรงงานรีไซเคิลเพื่อสกัดเอาแร่ธาตุออกต่อไป

แผนการของ Apple

        มันเป็นเรื่องที่ง่ายมากในการขุดเหมือง ทำลายสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจผลกระทบของกระบวนการผลิตทั้งหมดจะเป็นอย่างไร หลายๆ บริษัททั่วโลกก็ยังทำอยู่และไม่ได้สนใจหรอกว่าสมาร์ตโฟนเก่าๆ ของพวกเขาจะไปอยู่ในกองขยะกองที่ท่วมล้นกองไหน แน่นอนว่า ด้วยขนาดของธุรกิจของ Apple ที่ไปแตะชีวิตของคนหลายล้านคน มันก็มีทั้งคนรักและคนเกลียด แต่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกๆ กระบวนการให้เป็นศูนย์ของ Apple ภายในปี 2030 นั้นถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ซึ่งถ้าพวกเขาทำสำเร็จ นั่นหมายความว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นของ Apple ที่วางจำหน่ายในอนาคตจะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศเลย

        แน่นอนว่านอกจากผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมในด้านบวกแล้ว การลงทุนกับเทคโนโลยีและกระบวนการที่ยุ่งยากนี้ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ด้วย เยาวชนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับข้อมูลและความเข้าใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของระบบอุตสาหกรรมที่มีต่อโลก มักเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่แบรนด์และผลิตภัณฑ์ต้องมีเป้าประสงค์ในการทำธุรกิจที่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อด้วย จากการสำรวจของ Forbes กล่าวว่ากว่า 54% ของ Gen Z พร้อมจะจ่ายเงินมากขึ้นถ้าสินค้าที่พวกเขาใช้นั้นไม่ทำร้ายโลก (ที่จริงมิลเลเนียลก็ไม่ต่างกันมาก อยู่ที่ราวๆ 50%) และการที่ Apple มุ่งหน้ามาทางนี้ เน้นย้ำให้เห็นว่า ถ้าต้องการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงในยุคต่อไปนั้น ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

        นอกจากเหตุผลนั้นแล้ว Daisy ยังทำให้โครงการ ‘trade-in’ เป็นสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าเก่าให้เข้ามาอัพเกรด iPhone ของตัวเองบ่อยขึ้น เพราะนอกจากจะได้เครดิตคืนเพื่อซื้อเครื่องใหม่แล้ว ยังไม่สร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มด้วย ส่วนผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งของ Apple ก็คือยอดขายโทรศัพท์ที่เพิ่มขึ้นแถมยังลดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบใหม่สำหรับการผลิต iPhone รุ่นต่อๆ ไปด้วย เป็นการลงทุนที่สูงในครั้งแรกก็จริง แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว

        ไม่ว่าเหตุผลลึกๆ แล้วเป้าหมายของ Apple จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ หรือพยายามช่วยสิ่งแวดล้อมเพราะเห็นถึงปัญหาจริงๆ ก็ตาม (เพราะมันก็มองได้สองด้านและแต่ละคนก็คงเชื่อไม่เหมือนกัน) ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมดีต่อโลกของเราแน่นอน และเมื่อบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Apple ลงมือทำ มันก็สร้างความตื่นตัวให้กับธุรกิจอื่นๆ ว่านี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาที่ต้องร่วมมือกันแก้ไข (หรือเป็นหนทางในการทำให้ธุรกิจเติบโตในอนาคต) 

        และถึงแม้ว่าบริษัทอื่นจะยังไม่ทำตามหรือยังตามมาไม่ทัน ตลอดช่วงอายุของ Daisy ที่ผ่านมา Apple กล่าวว่าได้ลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้วกว่า 40,000 ตัน (ถ้าไม่มี Daisy ขยะเหล่านี้ก็จะไปกองในหลุมที่ไหนสักแห่ง) และด้วยจำนวน iPhone ที่ขายได้สองร้อยล้านเครื่องต่อปี Daisy ก็ถือว่าทำให้โลกใบนี้สวยงามขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว


อ้างอิง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โสภณ ศุภมั่งมี

คุณพ่อลูกหนึ่งจากเชียงใหม่ ที่รักการเขียน การอ่าน และการดองหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เคยเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทใหญ่อย่าง Microsoft อยู่ห้าปี ทำธุรกิจกับที่บ้านก็ลุยมาแล้ว แยกออกมาทำธุรกิจของตัวเองหลายอัน สตาร์ทอัพก็มี SME ก็เคยทำ ล้มเหลวไปก็เยอะ สำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ก็มีอยู่ แต่ที่สำคัญคือชอบเรียนรู้และอ่านเรื่องราวของโลกธุรกิจและเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง หลงใหลเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายการทำงาน เป้าประสงค์ที่เป็นมากกว่าแค่ผลกำไรของเม็ดเงินและการทำงานหนักจนลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่